First Ride

 

 

กว่าสิบปีแล้วที่ Tarmac เจ้าเสือหมอบคันเก่งของค่าย Specialized ไม่เคยเปลี่ยนแปลงการออกแบบหลักเลย นับตั้งแต่รุ่นกำเนิดในชื่อ Tarmac SL และถูกพัฒนาต่อเนื่องมาตลอดจนรุ่นล่าสุด SL5 นับว่าการพัฒนาต่างๆ ทำอยู่ภายในชั้นวิศวกรรมทั้งสิ้น

 

 

นับตั้งแต่ SL2 ที่ถูกสร้างให้มีน้ำหนักเบาลงกว่ารุ่นแรกอย่างชัดเจน ตามมาด้วย SL3 ที่สติฟฟ์ยิ่งขึ้นมาก จนล้ำหน้ามาตรฐานในเวลานั้นไปไกล และ SL4 ที่แก้ปัญหาด้านความกระด้างจนไร้ความสบายของรุ่นก่อนหน้าได้อย่างดี และสุดท้าย SL5 ซึ่งสมบูรณ์ด้วยแนวคิดการออกแบบค่าต่างๆ ของเฟรมให้เหมาะกับผู้ขี่ที่มีขนาดร่างกายแตกต่างกัน เพื่อสมรรถนะที่สูงสุดในแต่ละไซส์ของเฟรม

 

 

แต่ทั้งหมดทั้งปวง หากคุณนำเฟรมทั้งหมดที่กล่าวมา ลบลวดลายออกและดูเผินๆ คุณจะแทบมองไม่เห็นความแตกต่างของเฟรมในแต่ละเจเนอเรชั่นเลย เป็นเอกลักษณ์ที่ชินตา จนเราเริ่มชาชินไปกับเฟรมในสายพันธุ์นี้ เฝ้ามองว่าในขณะที่แนวทางการออกแบบของเฟรมเสือหมอบยุคปัจจุบันเปลี่ยนแปลงไปจากเดิม เมื่อไหร่ Specialized Tarmac จะถึงเวลาเปลี่ยนโฉมกับเขาบ้าง

 

 

 

ในที่สุด S-Works SL6 ก็ประกาศเปิดตัวอย่างเป็นทางการเมื่อกลางปี 2017 และเตรียมพร้อมส่งออกมาใช้งานในปลายปีเดียวกันและพร้อมจำหน่ายอย่างเต็มตัวในปี 2018 ทำให้พวกเราเฝ้าจับตามองว่าอะไรคือสิ่งที่จะมาในรุ่นที่ 6 ของสายพันธุ์นี้ และจะยังคงโฉมเดิมหรือจะมีพัฒนาเปลี่ยนไปในทิศทางใด เพราะบรรดาเรือธงของทุกๆ ค่ายก็ต่างเปลี่ยนแปลงแนวคิดในการออกแบบไปจากสมัยเดิมอย่างมาก แต่ก่อนอื่น ลองมาดูทิศทางของจักรยานที่ไซคลิ่งพลัสไทยแลนด์ นำเสนอจากมุมมองที่จับตามองพัฒนาการด้านการออกแบบเฟรมจักรยานมาตลอดช่วงทศวรรษสุดท้ายนี้

One Machine, Perfectionized Performance

นับตั้งแต่ปลายยุค 2010 ที่เฟรมเสือหมอบต่างมุ่งหน้าไปสู่แนวทางการพัฒนาในด้านแอโรไดนามิกส์ และกลายเป็นกระแสหลักของการออกแบบไปในที่สุด ส่งให้บรรดาผู้ผลิตต้องงัดกำลังวิจัยพัฒนาให้เฟรมของตนเองเอาชนะในเวทีอุโมงค์ลมให้ได้

 

 

และนั่นคือช่วงเวลาที่เสือหมอบเริ่มแตกแขนงออกไปจากกันอย่างชัดเจน จากเดิมมีเสือหมอบอยู่สองกลุ่มหลัก ได้แก่ เสือหมอบทั่วไปน้ำหนักเบาและสติฟฟ์ กับเสือหมอบเอนดูรานซ์ที่เน้นที่ความสบายยามขี่ เพิ่มกลุ่มที่สามคือเสือหมอบเพื่อความเร็วสูงเข้ามาร่วมด้วย และในวินาทีนั้นเองที่สมรรถนะของจักรยานถูกแบ่งออกเป็น 4 หัวใจสำคัญที่นักออกแบบและวิศวกรต้องเลือกที่จะสร้างความสมดุล หรือเน้นไปที่แนวทางใดแนวทางหนึ่งให้ได้ในเฟรมของตน ประกอบด้วย

 

Light Weight

Stiffness

Comfortable

Aerodynamics

 

 

ซึ่งปัญหาอยู่ที่ในคุณสมบัติทั้งสี่มีความขัดแย้งในตัวเองอยู่ด้วยอันได้แก่ เฟรมที่สติฟฟ์มักไม่สบายเวลาขี่ เฟรมที่เบามักไม่สติฟฟ์ เฟรมที่สบายมักจะมีน้ำหนักมาก และเฟรมที่แอโรฯ มักจะเสียด้านอื่นๆ ไปทั้งหมด ต่อมาการพัฒนาจึงลงลึกไปยังเรื่องของจำนวนชิ้นของคาร์บอนที่ใช้ และการเลือกวางวัสดุชนิดต่างๆให้เหมาะสมในแต่ละจุดมากขึ้น จนเริ่มสามารถสร้างเฟรมที่เบาแต่สติฟฟ์เพียงพอ หรือเฟรมที่แอโรฯ แต่ก็ยังสติฟฟ์และมีน้ำหนักเบา รวมถึงในกระแสล่าสุดที่ความสบายเข้ามาเป็นปัจจัยสำคัญที่ทุกคนมองข้ามไม่ได้ การเลือกชนิดของคาร์บอนที่สามารถลดแรงสะเทือนในเฟรมช่วงบนได้เป็นเทคโนโลยีพื้นฐานที่หลายๆ แบรนด์เลือกใช้

 

 

ด้วยเหตุนี้เราจึงเริ่มเห็นความซ้อนทับกันของเฟรมเสือหมอบหลายๆ ชนิด เช่น เฟรมแอโรฯ ของบางค่ายมีน้ำหนักเบามาก ใกล้เคียงกับเฟรมไต่เขา หรือเฟรมไต่เขาน้ำหนักเบาสุดขีดที่ใส่ความแอโรฯ เข้ามาร่วมด้วยในบางจุด

 

 

และแน่นอนว่าแม้แต่เฟรมเอนดูรานซ์เองก็ยังมีน้ำหนักเบารวมถึงสติฟฟ์ได้ในแบบที่เมื่อ 10 ปีก่อนได้เพียงแค่ฝันเอาไว้ ซึ่งนั่นคือลางบอกว่าในเวลาอันใกล้ เราจะได้เห็นเฟรมเสือหมอบที่ “ครบเครื่อง” ในตัวเดียวออกมา ซึ่งน่าจะเป็นอนาคตของการออกแบบจักรยานในยุคต่อจากนี้อย่างไม่ต้องสงสัย

 

 

แนวคิดนี้ไม่ได้แปลว่าชนิดแตกย่อยของจักรยานจะหมดไป แต่หมายถึงจักรยานในแต่ละประเภทจะเริ่มมีสมดุลผสมผสานจุดเด่นของกันและกันได้อย่างลงตัวมากขึ้น

 

 

และนี่คือนิยามที่ Tarmac SL6 เป็นในตัวมันเอง เพราะมันคือเฟรมเสือหมอบตัวแรกที่นำเอาขอบเขตที่สุดของทุกๆ คุณสมบัติมาใส่เอาไว้แบบไม่ประนีประนอม

 

 

 

คุณสมบัติพื้นฐาน

เพียงแรกเห็นเราก็ต้องชะงักกับหน้าตาของรถที่เปลี่ยนไปอย่างชัดเจน มันคือการนำเอาช่วงท้ายของ Venge VIAS มาผสมกับช่วงหน้ารถเดิมของ Tarmac และผสมให้กลมกล่อมด้วยเส้นสายแบบใหม่ที่น่าจะถูกขีดวาดผ่านห้องวิจัยมาอย่างประณีตบรรจง ตะเกียบท่อนั่งเลื่อนลงมา พร้อมรอยต่อเรียบระนาบลดแรงต้านคือ DNA ที่สืบทอดมาจาก VIAS แบบไม่ต้องสงสัย

 

 

ร่วมกับท่อนั่งและหลักอานหน้าตัดทรงตัว D นอกจากส่งผลด้านแอโรไดนามิกส์แล้วยังสามารถลดแรงสั่นสะเทือนได้จากการให้ตัวในแนวหน้าหลังของช่วงบนของเฟรม และแน่นอนว่าท่อนอน ที่แม้จะหนาแน่น กว้าง บึกบึน แต่ก็พร้อมจะสลายแรงสั่นสะเทือนในแนวดิ่งได้เป็นอย่างดี

 

 

ช่วงหน้าของรถดูเพรียวลงแบบเห็นได้ชัดจากท่อล่างที่ไม่เทอะทะจนเกินไป ท่อคอบึกบึนแต่รีดรูปทรงให้เอื้อต่อกระแสอากาศที่ไหลผ่านไปอย่างราบเรียบ ปิดท้ายด้วยตะเกียบโซ่และกะโหลก หรือช่วงส่งกำลังของเฟรมที่กำยำสมกับความเป็น Specialized

 

 

ทั้งหมดถูกใช้คาร์บอนในรหัส FACT 12r ซึ่งถือเป็นสุดยอดเทคโนโลยีคาร์บอนระดับสูงที่สุดของ Specialized ที่พัฒนาร่วมกับทีมวิจัยของรถสูตรหนึ่ง McLaren เปิดตัวมาครั้งแรกกับการเป็นวัสดุของ S-Works Venge รุ่นพิเศษ Cavendish’s Limited Edition หรือ Venge McLaren ในยุครุ่งเรืองที่สุดของสปรินเตอร์ Mark Cavendish ซึ่งในครั้งนี้ FACT 12r ได้ถูกส่งมาอยู่ในระดับของรถตลาดบริโภคปกติเป็นที่เรียบร้อยแล้ว

 

 

และส่งผลให้เฟรม S-Works Tarmc SL6 มีน้ำหนักเบา โดยที่ยังสติฟฟ์มากจนโลกต้องยอมยกให้เช่นเคย กับน้ำหนักเฟรม 7 ขีด มันดีเกินพอสำหรับการประกอบรถแข่งสายโหดสักคัน ซึ่งน่าจะเป็นปัญหาที่ช่างประจำทีมอาชีพต้องหาทางถ่วงน้ำหนักเพื่อให้รถผ่านเกณฑ์น้ำหนักบังคับของ UCI ในการแข่งขัน เช่นเดียวกับเฟรมคู่แข่งสายเขาอื่นๆ แน่นอน

 

 

ในด้านแอโรไดนามิกส์ นี่คือเฟรมที่พิกัดน้ำหนักอยู่ในนิยามของรถไต่เขาที่ไม่ได้เพียงแค่นำเอาความแอโรไดนามิกส์มาใส่อยู่บนส่วนต่างๆ ของเฟรมเท่านั้น แต่มันคือการออกแบบโดยรวมทั้งหมด ร่วมกับการทดสอบในอุโมงค์ลมมาแล้วอย่างทะลุปรุโปร่งและได้ข้อสรุปออกมาเป็นทั้งการออกแบบและรูปทรงดังที่เห็น ซึ่ง Specialized อ้างว่ามันสามารถช่วยคุณได้ที่ความเร็วสูง มากที่สุดในกลุ่มรถน้ำหนักเบาทั้งหมดในท้องตลาด

 

 

และสามารถเทียบเคียงกับ Specialized Venge รถแอโรไดนามิกส์ที่ลือลั่นสนั่นวงการเมื่อครั้งเปิดตัวเจเนอเรชั่นแรกมาเมื่อ 8 ปีก่อน และสร้างนิยามใหม่ของเสือหมอบแอโรไดนามิกส์ให้วงการจักรยานในยุคต่อจากนั้น

 

 

พูดง่ายๆ นี่คือการเอาความแอโรฯ ของเสือหมอบทำความเร็วมาผสมกับน้ำหนักเบาแบบเสือหมอบไต่เขายุคใหม่ และใส่ความสบายในแบบที่ยุคปัจจุบันยอมทิ้งไม่ได้เข้าไปด้วยแบบเต็มที่ และกลายเป็นบทสรุปของแนวคิดออกแบบใหม่ที่ตลาดเสือหมอบเฝ้ารอมานานหลายปี

 

 

 

New Design, New Geometry

ในเชิงลึก นอกจากรูปลักษณ์ภายนอกและวิศวกรรมที่เปลี่ยนไป ทีมออกแบบของ Specialized ได้ส่งเอามิติเฟรมแบบใหม่ออกมาเป็นผลสำเร็จ คุณสมบัติโดยรวมเกิดจากการวิจัยให้เฟรมที่องศาต่างๆ สอดคล้องกับความแข็งแรงและแอโรไดนามิกส์ที่ดีที่สุด ร่วมกับแนวคิดใหม่ในการวางตำแหน่งร่างกายของนักปั่นที่เปลี่ยนไป เฟรมมีระยะเอื้อมลดลง รวมถึงความดุดันของการก้มก็ลดลงอีกด้วย ร่วมกับการลดกะโหลกให้เตี้ยลง ทำให้ SL6 มีจุดศูนย์ถ่วงที่ใกล้พื้น กระชับมากขึ้น แต่ให้ท่าขี่ที่ผ่อนคลายกว่าเดิม อธิบายง่ายๆ อีกแบบก็คือ เฟรมสั้นลง และช่วงคอสูงขึ้นนั่นเอง

 

 

 

Test Ride

 

 

บนเส้นทางเนินเขาสลับขึ้นลง ที่มีช่วงระดับความชันสูงสุด 10 เปอร์เซ็นต์ เราต้องจับเอารถทดสอบ S-Works SL6 ที่มากับชุดล้อ Roval ขอบ 50 มิลลิเมตร และชุดขับเคลื่อน Shimano Di2 ตัวล่าสุด ซึ่งพิเศษด้วยชุดจาน Power Meter ของ Specialized เองติดตั้งมาสำเร็จ โจทย์ของเส้นทางทั้งขึ้นเขาและดิ่งลงด้วยระดับความเร็วกว่า 70 กิโลเมตรต่อชั่วโมง ผ่านทั้งผิวถนนที่เรียบสนิทและขรุขระเบาๆ ช่วงสั้นๆ จะเป็นเครื่องพิสูจน์ว่าความครบเครื่องของ SL6 จะสมดุลเพียงพอที่จะเรียกว่าดีในทุกด้านหรือกลายเป็นเฟรมที่ไม่สุดเลยสักด้าน และแจ็กพอตของพระเอกที่ได้มาทดสอบในช่วงสายเป็นลำดับสุดท้ายของรถทดสอบทั้งหมดคือกระแสลมแรงที่โหมกระหน่ำเข้ามามากขึ้น ทำให้เราต้องทั้งไต่เนินและต้านลมไปในเวลาเดียวกัน

 

 

 

The First Expectation

ความคาดหวังแรก เราคาดหวังว่านี่จะต้องเป็นเสือหมอบที่รวมเอาความพุ่ง ปราดเปรียวและฉับไวของเสือหมอบไต่เขายุคใหม่ที่เราได้ทดสอบมาในปี 2017 อยู่กับความซิ่งที่ความเร็วสูงของรถแอโรฯ ซึ่งในอีกด้านเราก็มั่นใจในบุคลิกความปราดเปรียว ว่องไวของสายพันธุ์ Tarmac ที่เราคุ้นเคยมาตลอดเวลา และมันน่าจะมาพร้อมกับความ “สะท้าน” ไม่มากก็น้อยอย่างแน่นอน ด้วยรูปทรงของท่อต่างๆ ร่วมกับคุณสมบัติทั้งหมดที่กล่าวมาในเรื่องของการออกแบบ เรายังไม่สามารถมองเห็นความจัดจ้านในเรื่องของการสลายแรงสะเทือนของเจ้านี่ได้เลย

 

 

แน่นอนว่าเรามั่นใจว่ามันต้องเป็นรถที่ดีอย่างแน่นอน ในเบื้องแรกที่ได้สัมผัส เพียงแค่จับ ยกขึ้นมา ทำการประกอบชิ้นส่วนต่างๆ ก็รับรู้ถึงน้ำหนักที่เบาของรถได้เป็นอย่างดี งานสีจัดว่ายอดเยี่ยม เนี้ยบแบบเรียบง่าย ดุดันตามแบบฉบับของค่ายนี้ ซึ่งน่าเสียดายที่รถทดสอบไม่ได้มาแบบครบทุกสี เพราะแผนผังที่เราเห็น บอกได้เลยว่า SL6 จะรอคุณอยู่ตามร้านจักรยานต่างๆ ด้วยสีมากมายที่ต้องโดนคุณสักตัวแน่ๆ

 

 

 

First Ride

สิ่งหนึ่งที่ทำให้เรารู้สึกดีทุกครั้งที่ได้ขี่จักรยานที่ออกแบบมาอย่างพิถีพิถันคือความสามารถในการควบคุมรถที่ทำได้อย่างง่ายดาย ขึ้นไปคร่อมรถ เคลื่อนที่ช้าในพื้นที่แคบๆ เพียงไม่กี่เมตรก็สามารถปรับตัวให้เข้ากับการสมดุลน้ำหนักรถได้ไม่ยาก

 

 

 

พบว่านี่คือรถที่คอนโทรลได้ง่ายมากคันหนึ่ง มันตอบสนองกับการถ่ายน้ำหนักไปมาได้เป็นอย่างดี วงเลี้ยวแคบกระชับ ในขณะที่มีความเสถียรสูง แต่นี่ไม่ใช่รถที่คุณจะชอบหากมองหารถนิ่งๆ แต่รับรองว่าคุณจะหลงรักมันถ้าคุณชอบความปราดเปรียวและสีสันของความว่องไว

 

 

อย่างไรก็ดี ในบางมุมเรากลับรู้สึกว่าเฟรมยังไม่ให้ความรู้สึก “คอมแพกต์” เท่าที่คาดเอาไว้ แม้ว่าท่อนอนจะลาดลงค่อนข้างมาก เทียบกับตัวเก่าและค่ายอื่นๆ มันน่าจะเป็นเฟรมที่ให้ความรู้สึกกระชับ แต่ในทางกลับกันมันมีความนิ่งผสมอยู่ในแต่ละมุมที่รถหักเลี้ยวไปมาบนที่แคบๆ ถ้าจะต้องพาลุยลงเขาทางคดเคี้ยวมากๆ ก็คงต้องโหนกันพอสมควรแน่นอน

 

 

แต่สิ่งที่จะชี้วัดได้รออยู่ที่บนถนนจริงเท่านั้น ซึ่งเพียงจังหวะแรกที่ออกตัวเราก็รับรู้ได้ว่าแรงกระทำต่างๆ ที่ส่งผลไปยังระบบขับเคลื่อน ผลักดันให้รถทะยานไปข้างหน้าอย่างยอดเยี่ยม ปราศจากอาการย้วยแม้แต่น้อย ยิ่งเริ่มขึ้นเนินซึมยาวก็ยิ่งมั่นใจว่าการนั่งปั่นเกียร์หนักต่อเนื่องสามารถทำให้รถวิ่งไปข้างหน้าได้แบบเร้าใจ จนปลายเนินที่ระดับความชันมากขึ้น รถตอบสนองการลุกขึ้นกระชากขึ้นไปได้เป็นอย่างดี

 

 

ดังนั้นคงต้องฟันธงกันไปเลยตรงนี้ว่ารถคันนี้ขึ้นเขาได้อยู่ในเกณฑ์ดีเยี่ยม ปัญหาที่คาใจเราอยู่บ้างคือความ “หนืด” ในอัตราเร่งตีนต้นบนปลายเนิน ที่น่าจะทำได้ดุดันกว่านี้ ซึ่งอาจจะต้องเล็งเป้าของจำเลยไปที่ล้อที่ใส่มาเป็นสมมติฐานแรก เพราะที่ระดับความเร็วไต่เนินซึมและกระชากขึ้นไปต่อ ร่วมกับความเป็นล้อ Roval อาจไม่ใช่การตอบสนองแบบถึงใจก็เป็นไปได้ อย่างไรก็ตาม หลังจากผ่านยอดเนินไปเป็นทางลงยาวๆ กระแสลมแรงและความเร็วสูง จะช่วยชี้ชัดว่า Tarmac SL6 คันนี้มีความ “ครบเครื่อง” สมคำอ้างมาหรือไม่

 

 

ความเบาของรถกับน้ำหนักตัวคนขี่ที่ 62 กิโลกรัม เมื่อเจอกับลมกระโชกแรงจากขวามือ บนความเร็ว 50 กิโลเมตรต่อชั่วโมง สร้างความตื่นเต้นให้เราได้ไม่น้อย เพราะล้อพร้อมจะหอบรถเสียสมดุลได้อย่างไม่ยาก หากจังหวะลุกนั่งทำความเร็วบนรถไปเข้ากับความซวยเมื่อไหร่ เราอาจลงไปนอนไถลบนพื้นถนนได้ไม่ยาก

 

 

อย่างไรก็ดี ต้องยกนิ้วให้เฟรมที่เสถียรมากๆ ถึงแม้ว่าเราจะลองลงไปนั่งบนท่อนอน กดอกลงบนแฮนด์มุดลงต่ำที่สุด  นอกจากอาการหอบจากล้อหน้ายามโดนลมเข้ากระแทก รถทั้งคันทำความเร็วเพิ่มขึ้นเรื่อยๆ ได้ดี นี่คือความรู้สึกที่เราไม่ค่อยได้มาจากรถที่ไต่เขาได้ดีแบบที่เพิ่งผ่านมาเมื่อชั่วขณะที่เพิ่งผ่านพ้นไป

 

 

และไม่นานต่อจากนั้น เราทดลองเดินเครื่องลากแช่กันที่ระดับโซน 4 ยาวๆ แช่แบบการขี่เดี่ยวไทม์ไทรอัลไม่กระชากกระชั้นกับเนินเล็กๆ ที่คอยดักอยู่ ผลที่ได้นั้นเกินคาดจากที่คิดจริงๆ เพราะอารมณ์ที่ได้จากรถคันนี้มันคือเสือหมอบแอโรไดนามิกส์ชัดๆ รถรักษาโมเมนตัมความเร็วได้ดี ไหลลงทำความเร็วมากขึ้นได้ไม่ยาก และตอบสนองตีนปลายได้สนุก ถึงจะไม่ซิ่งมากแบบเสือหมอบทางราบแท้ๆ ที่มีชีวิตชีวาที่ความเร็วสูง แต่เรายังไม่เคยเจอเสือหมอบไต่เขาตัวไหนทำได้ดีเท่านี้มาก่อนเลยบนความเร็วระดับนี้

 

 

แต่ความเบาของรถนี่ก็ถือเป็นจุดหนึ่งที่น่าจะต้องตำหนิเอาไว้ เป็นที่ทราบกันดีอยู่แล้วว่ารถที่ยิ่งเบาจะยิ่งเสียความไหลไป โดยเฉพาะที่ตีนปลาย ถึงแม้ว่า SL6 จะไม่อยู่ในกลุ่มอาการ “ตื้อ” ต้องคอยเติมที่ความเร็วสูง แต่มันก็ไม่ใช่รถไหลพรวดพราดแบบรถทางราบเต็มตัว แม้จะมากับล้อขอบสูงแล้วก็ตาม เพราะถ้าเป็นเสือหมอบแอโรฯ แท้ๆ กับล้อสเปกแบบนี้ เราจะสามารถคงความเร็วไปกับกลุ่มได้แบบเบาขากว่านี้มาก สรุปว่ามันอาจมีอาการต้อง “เติม” กันบ้างสักหน่อย หากคุณจะเหมาเอาว่านี่คือเสือหมอบออลราวด์ประเภทยอดเยี่ยมทุกด้านก็คงต้องผิดหวังในจุดนี้

 

 

ซึ่งก็แน่นอนอีกเช่นกันสำหรับทางภูเขาและทางไต่เนิน เราให้คะแนนเต็มกับการกระชากขึ้นเขาหรือกระตุกบนยอดเนินเพื่อสร้างความมันบนระยะทางไม่ยาวนัก แต่สำหรับทางเขายาวๆ เนินซึมเนิบๆ เฟรมไต่ได้ดีเยี่ยมก็จริง แต่กลับไม่ได้ทำให้เรารู้สึก “ว้าว” กับการตอบสนองสภาพรอบตัว

 

 

หากเบื้องหน้ามีการเร่งความเร็ว เราต้องออกแรงเพิ่มในการส่ง SL6 ตามกลุ่มที่ความชันระดับนี้อยู่พอสมควร ฟิลลิ่งคล้ายกับการขี่เสือหมอบแอโรไดนามิกส์อยู่นิดๆ ซึ่งเราก็ยากจะสรุปที่มาของมันได้ชัดเจน เพราะเฟรมก็มีน้ำหนักเบามาก รวมถึงความสติฟฟ์ที่มากเกินพอ ข้อเสนอแนะข้อนี้ต้องสรุปหลังจากที่เราได้มีโอกาสทดสอบมันกับล้อที่เราคุ้นเคยอย่างจริงจัง

 

 

ท้ายที่สุดต้องขอมอบรางวัลยอดเยี่ยมให้กับเรื่องของความสบายในการขี่ อย่าเพิ่งเข้าใจผิดว่านี่เป็นเสือหมอบที่ขี่สบายแต่อย่างไร มันยังห่างไกลจากความสบายของยุค 2018 มากนัก แต่เราขอเทคะแนนให้เพราะด้วยสเปกทุกอย่าง รวมถึงทรงของเฟรม มันควรจะต้องสะท้าน สะเทือนตับไตเขย่ากันไปแล้ว

 

 

แต่ SL6 กลับขี่ได้สบายกว่าที่คาดมาก ไม่ได้ดีที่สุดในกลุ่มเสือหมอบออลราวด์ทั่วไป แต่ก็ถือว่าอยู่ในเกณฑ์มาตรฐานของยุคปัจจุบัน ถ้าว่ากันตามจริงแล้ว มันขี่ได้สบายกว่าเสือหมอบแอโรไดนามิกส์ปัจจุบันบางตัวด้วยซ้ำ

 

 

เราขอยืนยันว่าการเพิ่มจำนวนชิ้นของคาร์บอนให้มากขึ้น วางเนื้อและทิศทางของคาร์บอนได้ละเอียดขึ้น ช่วยให้ SL6 ลดแรงสะเทือนจากถนนได้จริง ซึ่งส่งผลได้ดีกว่าที่คุณจะคิดว่ามันทำได้มาก

 

 

แม้ว่าปีหน้าจะยังไม่มีดาราดังว่าที่เต็งแชมป์ Tout de France คนไหนขี่ S-Works SL6 แต่อย่าแปลกใจว่ามันจะเป็นรถที่น่าจับตามองในทางคลาสสิกแข่งวันเดียวทั้งหลายแบบไม่ต้องสงสัย หรือเฝ้ารอบรรดาจอมหนีทั้งหลาย อาศัยความครบเครื่องของมัน สามารถขี่ยืนพื้นยาวๆ ผ่านทั้งทางราบ ภูเขา และเนินต่างๆ ไปลุ้นชนะได้แน่ๆ

 

 

 

HIGHS   น้ำหนักเบามาก และมีความแอโรฯ สูงจนเหลือเชื่อ ทั้งยังขี่สบายกว่าที่คิด

LOWS     ในความสมดุลครบรอบด้าน มันมาคู่กับความเฉยในทุกๆ ด้านเช่นกัน

 

 

 

BUY IF    ถ้าคุณสงสัยว่าอนาคตของการพัฒนาเฟรมเสือหมอบจะเป็นอย่างไรในปี 2020 นี่คืออีกหนึ่งแลนด์มาร์กที่จะอยู่ต่อไปในอนาคต เพราะมันกำเนิดมาเพื่อเซตทิศทางใหม่ในการออกแบบ และสามารถรวมเอาสิ่งที่เป็นยอดมาอยู่ด้วยกันได้อย่างเป็นเยี่ยม

Related Post

Specialized S-Works Tarmac SL6

Cycling Plus Thailand