โดย : giro

Ride To Khong’s Legendary 2017 ได้ปิดฉากลงไปแล้วพร้อมกับความยิ่งใหญ่แห่งการแข่งขันของนักจักรยานทั้งไทยและต่างชาติมากมาย ฟาดฟันกันบนเส้นทางที่หลากหลาย แสนสุดโหด ตลอด 3 สเตจ รวมระยะทาง 300 กม. แน่นอนครับ มาถึงยุคนี้ระยะทาง 300 กม. ไม่ได้ฟังดูยิ่งใหญ่อะไรมากนัก แต่สำหรับเกมส์การแข่งขันของเสือหมอบที่ชิงชัยด้วยความเร็ว จังหวะ และความแข็งแกร่งที่ต้องมาพร้อมกับไหวพริบและการทำงานเป็นทีม นี่คือ 300 กม. ที่ทุกวินาทีจะตราตรึงอยู่ไปตลอดกาล

ผมในฐานะของนักปั่นคนหนึ่ง ขอนำเรื่องราวเก็บตก มาบอกเล่า นอกจากความบันเทิงเพิ่มสีสันให้กับเพื่อนนักปั่น บางส่วนน่าจะเป็นทั้งสาระและมุมมองที่เกิดประโยชน์ได้ในวงกว้างอีกด้วย ก่อนอื่นต้องออกตัวแบบไม่อายก่อนเลยว่า นับตั้งแต่เปลี่ยนงานมา เวลาในการขี่จักรยานก็ลดน้อยลงไป น้ำหนักตัวขึ้นมากว่า 3 กก. แต่นั่นไม่ใช่กำแพงกั้นไม่ให้ผมไปร่วมแข่งในงานนี้ เพราะไม่เพียงแค่สัญญาใจกับการเป็น ”นักปั่นแห่งลุ่มน้ำโขง” ยังตามมาด้วยความท้าทายของตัวผมเองที่ต้องการพิสูจน์ให้ได้ว่า ทักษะและการเอาตัวรอดสำคัญกว่าพละกำลัง อีกด้านคือ มันคือหน้าที่เล็กๆอย่างหนึ่งของการช่วยให้เพื่อน พี่ น้องในทีม ไปถึงฝั่งฝันให้จงได้ ดังนั้นเป้าหมายในการแข่งครั้งนี้มีด้วยกัน 2 อย่างคือ อันดับแรก ผมต้องจบทั้งสามสเตจด้วยเวลารวมหนีบ๊วยเป็นเป้าหมายต่ำที่สุด และพยายามอยู่ในอันดับกลางๆของการแข่งให้ได้ อันดับต่อมา ผมจะทำทุกอย่างเพื่อช่วยให้กัปตันทีมของผม คนที่เราไว้ใจให้เขาเป็นความหวัง ไปสู่อันดับที่สูงที่สุดเท่าที่จะทำได้ ไม่ว่าจะพร้อมหรือไม่ และแล้ว….ก็มายืนอยู่หน้าเส้นปล่อยตัว พร้อมกับเพื่อนนักปั่นกล้าแกร่งมากมายจากทั่วทุกทิศ จำนวนร่วม 40 ชีวิต ในรุ่นอายุเดียวกัน หัวใจเต้นรัว นับถอยหลัง 5 … 4 …. 3  ….. 2 ….. 1 …

 

ขอนแก่นไครทีเรียม

ระยะทางราว 30 กม.

ภาพจาก : Ride to Khong’s Legendary

สเตจแรกเปิดฉากด้วยความเร็วระห่ำนรกกับเส้นทางรอบบึงแก่นนคร ระยะทางรอบละ 3.8 กม. รุ่นชายต้องวนทั้งหมด 7 รอบ ประกอบด้วยโค้งดักทักษะและสภาพถนนที่บีบให้ไลน์การแข่งเป็นอุปสรรคคัดกรอง การตัดสินจะใช้แต้มสปรินต์ในแต่ละรอบซึ่งมีแต้มพิเศษในรอบสำคัญระบุเอาไว้ เวลาที่ได้จะไม่ใช่ตัวปัจจัยสำคัญนัก เพราะจะเข้าเวลาใกล้เคียงกัน กลุ่มเดียวกันจะได้เวลาเดียวกันตามหลักสากลและอันดับของแต้มสะสมจะกลายเป็นโบนัสเวลาเพื่อไปลดเวลารวมให้ได้ผู้นำในวันแรก ซึ่งนี่คือไครทีเรียมแรกของทีมผม ที่มีเพียงผมที่เคยผ่านสนามไครทีเรียมมาบ้างและแขกพิเศษของไซคลิ่งพลัส “อเล็กซ์” นักปั่นนำเข้าจากเยอรมัน แต่กติกาสำคัญที่ต้องระวังคือหากโดนน็อครอบ จะถูกตัดสิทธิจากวันนั้นทันทีและจะได้เวลาเป็นของคนสุดท้ายที่เข้าเส้นบวกเพิ่มไปอีก 5 นาที เรียกว่าหมดสิทธิลุ้นทุกอย่างไปโดยปริยาย และไม่สวยแน่ๆสำหรับเป้าหมายของผมในการแข่งนี้

ภาพจาก : Ride to Khong’s Legendary

แผนของเราคือการส่งเอสคนสำคัญ “โจโจ้” ความหวังหนุ่มใหญ่ของน้องๆ ในไครทีเรียมแรก ไปเอาแต้มให้ได้บ้างเพื่อเปิดช่องว่างเวลาตัวเองขึ้นมาจากกลุ่ม และส่งผลกับเกมส์ในวันต่อๆมาได้ เราไม่ได้หวังว่าพี่ชายของเราจะคว้าอันดับดีตั้งแต่วันนี้ ซึ่งไม่ต้องการด้วยซ้ำเพราะจะกลายเป็นงานหนักในวันที่เหลือ ดังนั้นผมจึงฝากงานนี้เอาไว้กับนักปั่นนำเข้าช่วยพาพี่ชายเราอยู๋ในไลน์ที่ปลอดภัยในช่วงแรกให้ได้ รักษาอันดับหัวแถวเอาไว้พร้อมทั้งส่งแกออกไปในกลุ่มหนี 3 รอบแรก เก็บแต้มเอาไว้เป็นกองทุน ที่เหลือประคองจบพร้อมกลุ่มหน้าก็พอแล้ว ส่วนผมและพลพรรคไม้ประดับเราตั้งใจจะยื้ออันดับตามกลุ่มให้นิ่งที่สุด ลดภาระของขาในการกระทืบตามแบบฉบับของไครทีเรียม เซฟแรงเอาไว้วันต่อๆไปดีกว่า

 ภาพจาก : Yutthana Black Subkhet

ฟ้าไม่เป็นใจ เมื่อหัวลากทางเรียบกลุ่มเพลย์เซฟของเราเกียร์มีปัญหาตั้งแต่ 2 กม. แรก และพยายามยื้ออย่างเต็มเหนี่ยวสุดท้ายต้องหลบฉากพร้อมบอกให้ทุกคนไปก่อนเลย เป็นจังหวะเดียวกับที่กลุ่มหน้ากระชากตัวออกจากโค้งไปอย่างรุนแรง ด้วยความเร็วรอบแรกนำหน้าด้วยเลข 5 นี่คือจังหวะเป็นและตายของพวกเรากลุ่มห้อยท้าย ช่องว่างถูกเปิดอย่างรวดเร็ว ลมแรงกรรโชกเข้าปะทะหน้า ซึ่งนี่คือครั้งสุดท้ายที่ผมเห็นท้ายเปโลตอง หนังชีวิตเริ่มเข้ามาตั้งแต่ไม่กี่นาทีแรกของการแข่งหรือนี่ แต่แล้วสิ่งหนึ่งที่ได้ยินเสมอจากการแข่งจักรยานคือ “อย่าตกใจ กลับสู่ความเร็วของเรา” จากนั้นผมจึงรวมพลังกับเพื่อนนักปั่นที่อยู่ใกล้ๆกัน เป้าหมายคือ แม้เราจะมีเพียง 3 คน เราต้องเอาตัวรอดจากการโดนน็อคให้ได้นานที่สุด ในการแข่ง 7 รอบ ถ้าเรารอดรอบที่ 6 ไปได้โดยปลอดภัยแปลว่าเรารอดแล้วอย่างแน่นอน ผมบอกกับสหายร่วมทางเช่นนั้น ทั้ง 3 คนผลัดกันนำ ทุ่มกำลังแบบลืมตายให้ได้นานที่สุด พลางเหลียวหลังไปเรื่อยๆ เรามั่นใจว่าหากรอดจากวันนี้ไปได้ เราทั้งสามจะมีอันดับไม่บ๊วยแน่นอนจากเวลารวมเพราะกรรมการแจ้งว่ามีกลุ่มที่โดนน็อคไปเรียบร้อยแล้วจำนวนหนึ่ง แต่แล้วเมื่อเข้าสู่รอบที่ 5 หนังบู๊ล้างผลาญก็มาถึง เมื่อมาร์แชลแจ้งว่า หัวของกลุ่มหน้าที่ทำเกมส์ใส่กันยับ กำลังใกล้เข้ามา  ซึ่งหากมองเหลียวหลังจากทางตรงยาวๆ จะเห็นมอเตอร์ไซค์นำหน้าของกลุ่มอยู่ลิบๆ นั่นคือมัจจุราชที่คืบคลานมาหาเราทั้งสามที่อ่อนแรง วินาทีนั้นไม่คิดอะไรอย่างอื่นนอกจากพยายามไปต่ออีก 3 กม. ทั้งๆที่ระยะห่างก็ใกล้เข้ามาเรื่อยๆ กรรมการเข้าประชิดเพื่อบอกให้เปิดทางในช่วง 1 กม.สุดท้าย แต่พวกเราแสดงออกชัดเจนว่าไม่ต้องการโดนรวบ ต่างพากันกระทืบบันไดต่อไปอย่างหนักหน่วง ที่ระยะ 200 เมตรก่อนเส้นชัย ในขณะที่กลุ่มผู้นำกำลังเปลี่ยนเกียร์เข้าสู่การสปรินต์รอบสุดท้าย กลุ่มหนีตายก็ช่วยกันสปรินต์สุดกำลังเอาตัวรอดไปข้างหน้า ระยะห่างน่าจะไม่ถึง 50 เมตรแล้ว แค่เพียงฟรีขาหายใจก็อาจโดนตัดสิทธิได้ทันที ผมไม่คิดชีวิต ไม่มองเหลียวหลัง มุดผ่านเส้นชัยไปได้ พ้นจากเส้นชัยมองไปข้างหลังเห็นภาพการสปรินต์อย่างสวยงามหน้าเส้นห่างอยู่เกือบ 100 เมตร ก็สบายใจว่าอย่างน้อยเราผ่านมาได้แล้ว แม้จะเป็นบ๊วยสามเม็ดของวันนั้นก็ตาม แต่เวลารวมพวกเราดีกว่าคนที่ถูกน็อครอบอยู่ 5 นาทีแบบนี้ ไม่จบการแข่งเป็นที่โหล่ตามใจหวัง

แต่เกมส์ผู้นำกลับไม่สวยดังหวัง เพราะไครทีเรียมไม่ใช่การแข่งที่ความแรงหรือกำลังจะได้เปรียบ โดยเฉพาะรายการที่พี่ใหญ่ของเราก็ไม่ได้แรงที่สุดแบบนี้ ทำให้ทีมเราไม่ได้แต้มเลยแม้แต่แต้มเดียว แม้จะเข้าเส้นชัยพร้อมกลุ่มใหญ่ได้ก็ตาม แต่ก็มีเวลาเท่ากับนักแข่งส่วนมาก เทียบกับกลุ่มที่เก็บแต้มที่เปิดช่องว่างตามแต้มโบนัสไปได้ เอาล่ะครับ จบวันแรกแม้จะพลาด แต่ไม่ใช่เรื่องใหญ่ พรุ่งนี้ ทางภูเขาจะตัดสินทุกอย่าง เกมส์ที่แท้จริงรอเราอยู่

 

ขุนเขาแห่งเกียรติยศ

ระยะทาง 131 กม.

ภาพจาก : Ride to Khong’s Legendary

เส้นทางจากจังหวัดกาฬสินธุ์-สกลนคร มีภูพานตระหง่านขวางทางเป็นจุดจ้าวภูเขาอยู่ จากนั้นเป็นทางราบลมแรงอีกราว 40 กม. สู่เส้นชัย พวกเราวางหมากสำคัญเอาไว้ที่การทำเกมส์หนียาวตั้งแต่แรกแบบไม่คาดฝัน ใครจะเชื่อว่าในวันสุดโหดแบบนี้จะหนีกันตั้งแต่ไก่โห่แล้วรอดไปได้ เราเดิมพันกับการคาดการณ์ว่าจะต้องมีคนหวังจ้าวภูเขาอย่างแน่นอน และทำทุกอย่างส่งพี่ชายใหญ่ไปกับกลุ่มหนีให้ได้ ไม่ใช่เพื่อจ้าวภูเขา แต่เพื่อทำเวลาตีขึ้นมาจากอันดับกลางๆ สู่อันดับ 4-6 ของเวลารวม แน่นอนว่าการหนีจนขาดไม่ใช่เป้าหมาย เพราะคู่แข่งที่มีทั้งนักจักรยานตัววางทีม Niich-100PLUS ที่แกร่งที่สุดหรือนักปั่นระดับเกือบโปรจากรัสเซีย แม้แต่”กรีน” ตัวจี๊ดร่างเล็กอดีตนักกีฬาระดับชาติ ร่วมกับนักจักรยานดีกรีเรียกติดทีมชาติลาวจากบ้านพี่เมืองน้อง ไหนจะสหายศึกเก่าแก่จากมุกดาหารที่กล้าแกร่งขึ้นมาก ทั้งหมดนี้ ล้วนเป็นตัวละครที่สามารถรวบเอซของเราได้ไม่ยากนัก แต่อย่างน้อย การที่เปิดช่องห่างหนีข้ามเขาไปได้ก่อน ก็ทำให้พวกเขาต้องเหนื่อยบ้างล่ะก่อนจะรวบตัวกลุ่มหนีสำเร็จ นี่คือแผนที่วางเอาไว้

และแล้วเกมส์ก็เริ่มขึ้น ความร้อนแรงยังไม่เดือดตั้งแต่แรกนัก กลุ่มมีการยิงหยอกล้อกันพอเป็นพิธี ซึ่งเราได้พันธมิตรจากนักปั่นพิเศษชาวลาวที่ห้าวหาญเปิดเกมส์เบาๆตั้งแต่แรก สลับกับการกระทุ้งแหย่ของขาแรงตัวเต็ง พี่ชายใหญ่ของเราก็ร่วมสร้างจังหวะด้วย ซึ่งหน้าที่ของผมในระยะแรกแค่อยู่เกาะกลุ่มหน้า คอยยื้อระยะห่างเวลามีคนยิง เชื่อมไว้อย่าให้ขาด รอจังหวะสำคัญที่ขึ้นปฏิบัติการ  ไม่นานนักจังหวะนั้นก็มาถึง เมื่อเอซของทีมได้โอกาสหนีออกไปกับทีมชาติลาวและพันธมิตรจากมุกดาหารเปิดช่องว่างกว่า 30 เมตร กลุ่มมีทีท่าจะไล่เก็บ ผมรีบกระชากตัวเองไปอยู่ 3-4 อันดับแรกแทรกอยู่กับกลุ่มลากและทำการคุมความเร็วขบวนให้อยู่ในพิกัดที่พี่เราจะหนีได้ คะแนนจากจังหวะว่ากลุ่มหนีมียืนกันที่ 40-45 กม./ชม.แน่ๆในระยะเวลา 3-8 นาทีนี้ ถ้าเราคุมกลุ่มเอาไว้ที่ 38-40 กม./ชม. ได้ ไม่นานระยะห่างจะไกลเกินระยะเชื่อมและแผนหมากนี้จะสำเร็จทันที ซึ่งเป็นไปตามคาด ไม่นาน กลุ่มหนีก็หลุดยาวๆจากการบล็อคเกมส์ไล่อย่างขันแข็ง ใครขึ้นลากเร็ว ก็จะทำเกมส์บล็อคลงทันที ตอนนี้เกมส์เป็นของกลุ่มหนีไปแล้ว เพราะทั้งทีมผมและมุกดาหาร ร่วมกับนักปั่นลาว คุมความเร็วเอาไว้บีบให้นักปั่นรัสเซียต้องขึ้นมาลากกลุ่มและนั่นคือสิ่งที่เราต้องการ ให้เค้าทำงานหนักที่สุดในช่วงแรก

 ภาพจาก : Ride to Khong’s Legendary

ฝ่าย”กรีน” และ “บลู” จาก Nich-100PLUS ที่ทั้งแกร่งและเก๋าหลังจากจับได้ว่ามีกลุ่มหนี และเกิดกลุ่มย่องตาม ก็ทำเกมส์สลัดกลุ่มเปโลตองให้ขาด กระแทกตัดคนไปเรื่อยๆ ซึ่งงานสำคัญในเกมส์นี้คือ เชื่อมกลุ่มให้ได้ตลอด อย่าให้กลุ่มลดจำนวนลงเร็วจนหัวได้ทีลงดาบพิฆาตบินตามกลุ่มหนีที่ตอนนี้เปิดระยะกว่า 5 นาทีไปก่อนเวลาอันควร เกมส์ของรุ่น 30-39 ปีจึงค่อนข้างสงบ แต่ทันใดนั้น … เทพธิดาแห่งโชคชะตาเล่นตลก เพราะมีนักปั่นบินฉิวแซงขวามาอย่างแรง

“อาจารย์กิ้ว” สังกัดทีมสำนักงานตำรวจแห่งชาติ หนีเดี่ยวจากรุ่นอายุ 40-49 ปีมาอย่างแรง ทิ้งห่างกลุ่มอยู่พักใหญ่ เป็นสัญญาณว่าอีกไม่นานพายุรุ่นเดอะจะมาถึงอย่างแน่นอน ผมเริ่มไม่สบายใจกับสถานการณ์เกมส์ เพราะโดยธรรมชาติกลุ่มอายุ 40 จะมีความเร็วสูงพอที่จะพาพวกเราไปหากลุ่มหนีได้ไม่ยากนัก และแล้วก็เป็นไปเช่นนั้น เมื่อกลุ่มอายุ 40 ทั้งฝูงตามมาทัน บรรดากลุ่มหลักของรุ่น 30-39 ปี รีบผสมโรงเข้าด้วยกันเป็นรุ่นสหวัยทันที พุ่งทะยานใส่เนินตีนเขาไปอย่างรวดเร็ว ก่อนจะระเบิดพลังบินขึ้นเขาไปด้วยความเร็วนำหน้าด้วยเลข 3 ผมพยายามยื้ออยู่จนเกือบถึงจุดจ้าวภูเขาก็ต้องยอมถอดใจ ลดลงมายืนพลังวัตต์เต็มที่ 3 นาที หมายถึงยอดเขาแล้วได้พัก อนิจจา เหมือนฟ้ายังไม่สะใจ เมื่อจุดจ้าวภูเขามีความผิดพลาด แถมเส้นทางหลังจากนี้ไปยังไม่หมดภูเขา ระยะกว่า 20 กม. ที่เหลือคือเส้นทางคลาสสิก ทั้งขึ้นชันและลงเนิบๆไปเรื่อยๆตลอดทาง ร่างกายที่คาดการณ์พลาดเริ่มประท้วง ในขณะนั้นเกมส์ของทีมเป็นอย่างไรสุดจะเดาได้ กลับมาเล่นเกมส์เป้าหมายตัวเองดีกว่า พยายามมองรูปการณ์พบว่าผมน่าจะตกอยู่กลางหุบเขาปะปนกันทั้งรุ่นอายุต่างๆและประเภททีม เกาะกลุ่มมาได้บ้าง ระเบิดแยกกันบ้าง สุดท้ายได้เจอกับสหายหนีตายวันวาน พอจะสืบทราบได้ว่าข้างหลังยังมีอีกไม่น้อยที่ยังตามมาดังนั้น การรวมตัวไปต่อน่าจะเป็นการการันตีได้ว่าเราทำเวลาหนีบ๊วยไปได้อีกหน่อย

ภาพจาก : Ride to Khong’s Legendary

ผมจบสเตจที่ 2 ด้วยอันดับที่ 21 ความหวังก้าวขึ้นอันดับต่ำกว่านี้น่าจะยากด้วยเวลาตามอันดับ 20 กว่า 4 นาที แต่มันก็ค่อนข้างแน่นอนอีกเช่นกันว่าทัวร์นี้ผมไม่บ๊วยและเซฟกลางๆรุ่นได้แล้ว ต้องขอบคุณความบ้าบิ่น 3 กม. ท้ายที่ยอมหนีสวนลมคนเดียวแล้วสปรินต์ขึ้นเนิน 200 เมตร ได้มาอีกกว่า 1 นาทีจากกลุ่มเดียวกันสำเร็จ ก่อนจะจบลงที่สภาพตะคริวกินแทบทั้งขาที่หลังเส้นชัย พรุ่งนี้สินะ วันชี้ชะตาทุกอย่าง

 

มุ่งหน้าสู่ลำน้ำโขง

ระยะทาง 131 กม.

ภาพจาก : Ride to Khong’s Legendary

ผู้นำทีมของเราขึ้นมาอยู่อันดับ 5 ได้ แต่เวลารวมกลับห่างจากอันดับ 3 อยู่กว่า 2 นาที จะเป็นเพราะอะไรก็ตามแต่ แต่มันแทบจะทำให้ความหวังขึ้นสู่ตำแหน่ง 1 ใน 3 เวลารวมของตัววางทีมเราริบหรี่จนมองแทบไม่เห็นประกาย เป้าหมายวันสุดท้ายจึงอยู่ที่การเอาสเตจมาให้ได้ อันดับ 1-3 ของสเตจก็ยังดีกว่าไม่ได้อะไรเลยในปีนี้ โดยเราต้องเดิมพันกับคนอื่นๆที่จะร่วมกันหนีออกไปจนรอดได้สำเร็จ ในสถานการณ์นี้ถือว่าไม่ง่ายทั้งด้านกำลังและการเลือกตัว เพราะอันดับ 1-3 เวลารวมห่างกันเพียงไม่กี่วินาที ย่อมมีใครคิดการณ์ใหญ่อย่างแน่นอน ส่วนด้านอันดับ 4-7 เองก็เบียดกันมาเป็นวินาทีเช่นกันถ้าเลือกผิดดีไม่ดีจะเสียแม้แต่ตำแหน่ง top 5 เอาง่ายๆ

เกมส์ของวันสุดท้ายเริ่มด้วย ”กรีน” กระหน่ำทำเกมส์รุกเร่าร้อนตั้งแต่แรก ผสมกับกองกำลังผสมระบุฝ่ายไม่ได้ผลัดกันใส่ยับนัวเนียไปหมด แต่ผมซึ่งสังเกตุการณ์อยู่แนวสองพบแววผิดสังเกตุจากนักแข่งที่หมอบซุ่มกางเล็บพร้อมตะปบและขย้ำให้จมเขี้ยว พลางมองไปเบื้องหน้าเห็นพี่ชายของทีมกำลังระดมต่อยหมัดรัวแลกหมายสร้างโอกาสพากันหนี เช่นนี้ไม่ดีแน่ ผมรีบขึ้นไปพยายามเซฟแรงพี่เราทันที แต่จังหวะนั้นเกมส์ถูกกระตุ้นให้ร้อนด้วยสงครามจิตวิทยาของเจ้ากรีน ความระห่ำของนักปั่นมวยหมัดอย่างพี่เราขึ้นถึงขีดที่หยุดไม่ได้แล้ว ทั้งแลกและสวนอย่างคลุกวงใน และแล้ว…ราชสีห์ก็กระโจนเข้าขย้ำเสือ สิงห์ หมาไน ไฮยีน่าที่กัดกันนัวแบบเหนือชั้น “บลู” ลงตาบหนักหนีออกไปแบบสุดขีด ทำเอาเกมส์รัวที่ระดมอยู่รวนไปหมดจนเกิดเป็นกลุ่มแตกกระจายหลายกลุ่ม ผมซึ่งฟื้นตัวไม่ทันจังหวะนั้นรีบส่งเสียงบอกเพื่อนร่วมทีมให้ขึ้นไปช่วยเอซของเราก่อน ผมจะตามไปในกลุ่มใหญ่

ฟ้าสว่าง เกมส์สงบ กลุ่มใหญ่รวมตัวกันได้สิบกว่าชีวิต เวียนกันไปด้วยความเร็วสูงคงที่ เก็บเหยื่อพายุโหมที่หลุดมาทีละคนสองคน ได้ทราบข่าวร้ายมาว่า กลุ่มหนีตัวโหดทั้งหลายต่างพากันไปด้วยกันได้สำเร็จ เปิดเกมส์ความเร็วสูงมาก หนีกันขาดตั้งแต่ระยะเพียง 30 กม. พี่ชายของเราหลุดอยู่กับกลุ่มตามที่มีตัวช่วยน้อย มีเกมส์บล็อคดักอยู่ แบบนี้ท่าจะหมดหวังแล้วกับสเตจ เหลือแค่ต้องทำให้ไม่หลุดอันดับ 5 ลงไปอีก ด้วยความเร็วกลุ่มใหญ่ตอนนั้น คิดว่าอาจจะพอตามไปทันได้ในช่วงท้ายๆ เพราะกำลังพลที่มากกว่าต่างเวียนกันแหวกลมสวนเนินไปอย่างแข็งแกร่ง

จังหวะที่ผมกำลังลากอยู่นั่นเองที่เห็นมาร์แชลกลุ่ม 40 แซงขึ้นมาแจ้งว่ากลุ่มรุ่นเดอะตามมาอีกแล้ว จังหวะนั้น ภาพของเมื่อวานกลับมาเด่นชัด รีบถอนคันแร่ง ลงซ้าย ยกน้ำมาดื่มให้หายเหนื่อย รีบล็อครองเท้าให้แน่นขึ้น รอจังหวะที่พายุจะโหมมาทับ นี่คือรถด่วนขบวนสำคัญที่จะพาผมขึ้นไปได้เร็วขึ้น และมีโอกาสทำอะไรได้บ้างไม่มากก็น้อยเพื่อรั้งอันดับ 5 ให้ได้ อย่างน้อยก็เอาตัวบล็อค 2 ตัวออกไปจากเกมส์กลุ่มของเอซเราซักตัวนึงแลกกับผมที่เซฟเป้าหมายตัวเองแล้วไม่น่ายาก จังหวะนั้นเองที่ท้ายกลุ่ม 40 อยู่ข้างๆ ผมรีบกดตัวมุดลงสปรินต์เข้าไปจ่อท้ายทันที

แม่เจ้าไม่ทันมอง ข้างๆมีรถของกรรมการระดับสูงตามคุมเกมส์ กรรมการอาวุโสเลยทีเดียยว รีบเปิดกระจกเข้ามาเตือนกลุ่ม 30 ปีทันที ห้ามดราฟท์(หมก) รุ่น 40 เด็ดขาด ถ้าจะแซงให้บอกกรรมการจะทำการหยุดเกมส์รุ่นเดอะให้ ถ้าไม่แซงให้เว้นระยะห่าง ซึ่งนี่ไม่สวยเลยสำหรับผม เพราะให้แซงไปก็คงหมดสภาพจะช่วยทีมได้แน่ๆ ให้ตามเว้นระยะห่างตามเกมส์รุ่นเดอะก็มีแต่เหนื่อยไม่แพ้การขึ้นหัวแถว ความเป็นคนไทยก็เข้ามาทันที เสี่ยงเป็นเสี่ยงกัน ทุกครั้งที่กลุ่มหน้าช้าลงก็ค่อยๆไหลเข้าไปรวมกลุ่มแบบเนียนๆ จนถูกเตือนไปหลายครั้ง ใจผมตอนนั้น คิดแค่จะไปช่วยเกมส์รุ่น 30 อย่างเดียว ปกติกติกาข้อนี้ก็หยวนๆกันอยู่แล้วคงไม่โดนหรอก และแล้วเสียงสวรรค์แห่งความยุติธรรมก็ดังกึกก้อง

มาร์แชลขานเบอร์แข่งของพวกเรารุ่น 30 ปีทีละคน ดังฟังชัดเจน ให้กับกรรมการจดชื่อตัดสิทธิ์การแข่งทันที นี่คือ DQ (Disqualify) แรกในชีวิตของผมอย่างมึนๆ เหมือนฟ้าผ่าเปรี้ยงลงมากลางหัว พลางขี่เข้าตีคู่มาร์แชล “อาจารย์…ผมดีคิวแล้วหรอ” … ท่านเปาตอบกลับมาชัดเจนว่า “ผมเตือนแล้วหลายรอบ พวกคุณยังเจตนารวมกลุ่ม ผมต้องตัดสิทธิคุณทั้งกลุ่ม” … ผมหูอื้อไปนิดหน่อย ในขณะที่เพื่อนๆรุ่น 30 ที่โดนตัดสิทธิ์ยังคงขี่ต่อไปเพราะไหนๆก็ตัดสิทธิ์แล้ว รวมกลุ่มไปเลยแล้วกัน ผมกลับฟรีขาไหลลงมาข้างทางเงียบๆ กำลังเถียงกับตัวเองในหัวว่าเกิดอะไรขึ้นกับเราในวันนี้ สุดท้ายผมไม่สามารถขึ้นไปช่วยทีมได้ และถูกตัดสิทธิ์เวลารวมในวันสุดท้าย ทั้งที่เส้นทางเป้าหมายมากำลังน่าพอใจ มันเป็นเพราะอะไร?

 

คุณเคยถามตัวเองหรือไม่ว่า ขี่จักรยานเพื่ออะไร? และเคยถามตัวเองหรือเปล่าว่าลงแข่งจักรยานเพื่ออะไร??

ผมมองดูเส้นชัยที่ผู้คนผ่านเส้นไปด้วยรอยยิ้ม ทั้งผู้แพ้ ผู้ชนะ ผมเห็นผู้แพ้ยืนคุยกับผู้ชนะอย่างสนุกสนาน ผมเห็นคนที่สู้ฝ่าฟันเอาชนะตัวเองและเส้นทางนี้มาได้ผ่านเส้นขัยมาด้วยเกียรติที่ไม่มีใครเอาไปจากเค้าได้ แล้วเมื่อก้มมองไปที่พื้น ผมเห็นใคร ..

ผมเห็นเงาของชายคนหนึ่งที่หักหลังสิ่งที่ตัวเองหลงรักมัน เพียงเพื่อคำว่า “แข่งขัน” เพียงเพื่ออันดับของคนในทีม  ซึ่งนั่นหรือคือเป้าหมายของการขี่จักรยานของเรา ผมเล่นตลกกับเจตคติของตัวเอง ผมก้มลงมองจักรยานตัวเองที่มันน่าจะได้โลดแล่นผ่านซุ้มเส้นชัยเส้นสุดท้ายของการแข่งทัวร์ครั้งใหญ่ที่สุดของปีในตารางการแข่งของผม แต่มันกลับต้องผ่านเพียงข้างๆของตัวจับเวลาไปอย่างเงียบๆ  ผมกับมันผ่านถนนมาด้วยกันนับพันกิโลเมตร นับชั่วโมงไม่ถ้วน นี่คือสิ่งที่สำนึกชั่ววูบของผมมอบให้กับมันงั้นหรือ ….

มันคืออีกหนึ่งหน้าบันทึกที่ต้องจดจำเอาไว้ตลอดกาล ว่าเรากำลังทำอะไร เพื่ออะไร และเพราะอะไร ที่สำคัญคือการทำลงไปโดยรู้ทั้งรู้ว่าผิดแต่ก็ยังทำ เป็นบทเรียนอันล้ำค่า ที่ต้องยกนิ้วให้กับคณะกรรมการตัดสินในวันสุดท้าย ที่เคร่งครัด ลงดาบหนัก เปิดมีดแล้วไม่มีลังเลจะประหาร มันคือบรรทัดฐานใหม่ของการแข่งขันที่เรากำลังก้าวขึ้นไปอีกขั้น จากนี้ต่อไป เปิดหน้าใหม่แล้วพวกเรามาสร้างเรื่องราวที่เรียงร้อยกันโดยใช้เมื่อวานเป็นบทเรียน ผมขอปรบมือให้กับผู้จัดและคณะกรรมการจากใจจริง และขอบคุณมากๆที่ตัดสิทธิ์ผมออก เพราะหากไม่ตัดสิทธิ์ผม แล้วผมกลับไปทัน มีส่วนทำให้ระยะห่างเวลาเปลี่ยน มันจะเป็นผลการแข่งขันที่ย่ำแย่ที่สุดและจดจำต่อไปอีกนานแสนนาน ฝันร้ายที่ตามหลอกหลอนจะลึกยิ่งกว่าความรู้สึกผิดกับตัวเอง

ขอบคุณทุกอย่างบนระยะทาง 300 กม. ขอขอบคุณเพื่อนนักปั่น พี่ น้อง ทุกท่าน ทุกชาติที่ร่วมกันเดินทางและก่อให้เกิดความทรงจำที่ดี ขอบคุณเบื้องหลัง ฝ่ายประสานงาน ผู้สนับสนุนมากมาย ขอขอบคุณผู้อ่านทุกท่าน หวังเป็นอย่างยิ่งว่าจะเป็นประโยชน์ได้สักส่วนน้อยก็เพียงพอแล้ว

ภาพจาก : Jojo Gateravee Phairojchaiyakul

 

…ครั้งหน้า เราจะเข้าเส้นชัยไปด้วยกันนะ…

 

Related Post

ดังก้องในความทรงจำ RTK17 อีกครั้งที่ได้เรียนรู้

Cycling Plus Thailand