ถนนเป็นสัญลักษณ์ของการพัฒนา เมื่อพูดถึงถนน ก็จะพูดพ่วงไปถึงความเจริญที่ถนนจะนำเข้ามา ตามด้วยคุณภาพชีวิตที่เชื่อว่าจะดีขึ้นของชุมชน แน่นอนว่าทางสัญจรที่เอื้ออำนวยเสรีภาพในการเคลื่อนย้ายส่ายตัวและเชื่อมโยงไปสู่บริการต่างๆ เป็นประโยชน์ที่ทุกคนปรารถนา แต่ถนนแบบไหนล่ะเป็นถนนที่ส่งเสริมคุณภาพชีวิต?

 

คนใช้จักรยานมักพูดถึงปฏิสัมพันธ์กับผู้คนตามท้องถนนที่เกิดขึ้นเมื่อปั่นจักรยาน มีทักทายกันยิ้มให้กันแวะร้านรวงริมทางจนรู้จักแม่ค้าสเน่ห์ปลายจวักเจ้าใหม่ๆ  ต่างไปจากการหนีโลกภายนอกเข้าไปอยู่ในรถยนต์ แย่งที่อยู่กันแบบตัวใครตัวมัน ยิ่งติดฟิล์มดำ ยิ่งมองไม่เห็นหน้ากัน แต่ผลกระทบจากรถยนต์ต่อปฏิสัมพันธ์ของผู้คนลึกซึ้งกว่านั้น รถยนต์ไม่เพียงแต่ตัดขาดความสัมพันธ์ระหว่างคนในรถยนต์ มันสามารถตัดขาดมิตรภาพของผู้คนในท้องถิ่นที่มันวิ่งผ่านอีกด้วย

 

 

มีงานวิจัยหลายชิ้นที่แสดงถึงผลกระทบของจำนวนรถยนต์ต่อปฏิสัมพันธ์ในชุมชน กรณีศึกษาที่ถือเป็นต้นแบบ ได้แก่ การศึกษาชีวิตบนถนนในเมืองซานฟรานซิสโก ค.ศ. 1969 โดย Donald Appleyard เขาเปรียบเทียบถนนขนาดเดียวกัน 3 สาย มีกลุ่มประชากรคล้ายกัน ข้อแตกต่างคือความจอแจของรถยนต์ที่วิ่งผ่าน ได้แก่ จราจรที่คับคั่งมาก (รถยนต์ 16,000 คัน/วัน) คับคั่งปานกลาง (รถยนต์ 8,000 คัน/วัน) และจราจรบางเบา (รถยนต์ 2,000 คัน/วัน) เขาบันทึกความสัมพันธ์ของคนที่อาศัยในแต่ละถนนเป็นภาพลายเส้นแสดงความเชื่อมโยง เส้นสีแดงคือสายสัมพันธ์บนถนนจราจรคับคั่งมาก สีส้ม-จราจรปานกลาง และสีฟ้า-จราจรเบาบาง เห็นได้ว่าความสัมพันธ์บนถนนจอแจมีน้อยกว่ามาก และไม่ค่อยจะข้ามฟากถนนในขณะที่ถนนรถน้อยคนข้ามไปมาหาสู่ มีความสัมพันธ์สลับซับซ้อนมากมาย โดยเฉลี่ยแล้วคนบนถนนสีฟ้ามีเพื่อนในย่านถนนเดียวกัน 3 คนมากกว่าคนบนถนนสีแดงที่มีเพื่อนเฉลี่ยไม่ถึง 1 คน และมีคนรู้จักมากกว่าเป็นสองเท่า

 

การศึกษาลักษณะเดียวกันในเมือง Bristol ประเทศอังกฤษ ปี ค.ศ. 2008 พบแนวโน้มเดียวกันในระดับที่เข้มข้นกว่า คนบนถนนรถน้อยมีเพื่อนมากกว่าถนนจอแจถึงกว่า 4 คนโดยเฉลี่ย และมีคนรู้จักมากกว่าเป็นสามเท่า

 

สรุปข้อมูลทั้งหมดพบว่าถนนรถเยอะตัดมิตรภาพผู้คนลงไปถึง 75 เปอร์เซ็นต์ ไม่เพียงแค่นั้น เมื่อสอบถามผู้คนถึงเขตแดนที่เขารู้สึกถึงขอบเขตความเป็น “บ้าน” คนที่อาศัยบนถนนจอแจจะจำกัดพื้นที่ “บ้าน” ไว้เฉพาะอาณาบริเวณพื้นที่ส่วนตัว เช่น เฉพาะขอบเขตของห้องชุดในตึกที่ตัวเองอาศัยอยู่ ตรงกันข้ามกับ “บ้าน” ในย่านการจราจรบางเบา ซึ่งกินรวมไปถึงทั้งถนนที่ตึกอาคารตั้งอยู่

 

ความรู้สึกถึง “บ้าน” หมายถึงความร่วมเป็นเจ้าของ ความร่วมผูกพัน ความร่วมรับผิดชอบ ความรู้สึกเหล่านี้เป็นหัวใจของชีวิตและพลังชุมชนที่จะดูแลรักษาบ้านย่านถิ่นของเขา มันหมายถึงช่วยกันดูแลกันและกัน ดูแลความปลอดภัย สิ่งแวดล้อม ฯลฯ ตัวแปรอยู่ที่จำนวนรถยนต์เพียงเท่านั้น ขอย้ำว่างานวิจัยลักษณะนี้มีจำนวนหลายชิ้น จะศึกษากี่กรณีก็สะท้อนรูปแบบเดียวกัน แต่หากไม่แน่ใจ อยากศึกษากับถนนเมืองไทยหรือกรุงเทพฯ อีกก็ได้ว่ากัน แล้วกลับมาพิจรณาดูว่า ถนนแบบไหนคือการพัฒนาที่เราต้องการ

 

 

เรื่อง : สรณรัชฎ์ กาญจนะวณิชย์         ภาพ : “Revisiting Donald Appleyard’s Liveable Streets” 1981

Related Post

ถนนสายมิตรภาพ

Cycling Plus Thailand