เรื่อง : เทียนไท สังขพันธานนท์

 

เคยมีกระทู้ดราม่าดังในอินเทอร์เน็ตที่เป็นเรื่องของกลุ่มคนใช้จักรยานที่ยึดเลนถนนเต็มเลนไม่ยอมลงชิดไหล่ทาง ทั้งฝ่ายผู้นำกลุ่มและฝ่ายผู้ต่อต้านต่างโต้แย้งหาเหตุผลประกอบยืนยันความถูกต้องของตัวเอง รูปภาพถูกแชร์ไปทั่วอินเทอร์เน็ตจนผู้คนก่นด่าเหมารวมผู้ใช้จักรยาน ขณะเดียวกันกลุ่มนักปั่นที่ไม่เห็นด้วยกับการยึดครองถนนลักษณะนี้ก็ต้องออกมาแก้ต่างกันให้เป็นเดือนเป็นร้อน

 

ตัวอย่างข้างต้นเป็นภาพในสังคมผู้ใช้จักรยานบ้านเราที่โตขึ้นอย่างรวดเร็วแบบก้าวกระโดด ความขัดแย้งและแรงเสียดทานระหว่างกลุ่มผู้ใช้ถนนและยานพาหนะต่างๆ ย่อมโตขึ้นตามยอดขายจักรยาน การจะอยู่ร่วมกันได้ต้องรู้จักปรับตัวเข้าหากันและเคารพสิทธิ์บนถนนของกันและกัน ซึ่งจะเคารพยังไงนั้นกฎหมายการใช้ถนนก็ระบุไว้ชัดเจน

 

ผมเลยลองรวบรวมประสบการณ์ในฐานะคนปั่นจักรยานในเมืองและคนใช้รถยนต์ ทั้งสองฝ่าย ทริปเล็กๆ น้อยๆ ทั้ง 7 ข้อนี้น่าจะมีประโยชน์ไม่มากก็น้อย

 

  1. ช้าๆ แต่ชัวร์ๆ

ผลการศึกษาในประเทศอังกฤษพบว่าผู้ใช้จักรยานที่โดนรถชนด้วยความเร็วราวๆ 50 กิโลเมตรต่อชั่วโมง มีโอกาสเสียชีวิตมากกว่าคนที่โดนชนด้วยความเร็ว 40 กิโลเมตรต่อชั่วโมงถึง 8 เท่า ซึ่งสำหรับคนขับรถยนต์แล้วเป็นความเร็วที่แทบไม่รู้สึกต่างกันไร หากรถยนต์จำเป็นต้องแซงจักรยานในถนนที่แคบก็ควรจะชะลอความเร็วและแซงอย่างระมัดระวังเพราะจะช่วยลดอันตรายร้ายแรงในกรณีที่เกิดอุบัติเหตุได้ ปัญหาที่เจอบ่อยคือรถยนต์กะความเร็วของจักรยานค่อยไม่ถูก โดยเฉพาะเมื่อรถยนต์ต้องการแซงเพื่อจอดรถริมถนนหรือเลี้ยวเข้าแยกด้านซ้ายมือ (จักรยานเร็วกว่าที่คุณคิดเสมอ) เล่นเอาคนปั่นเบรกกันหัทิ่มหรือถ้าโชคร้ายก็ประสานงาเข้าจังๆ

สำหรับนักปั่น เราสามารถสังเกตผู้ใช้รถยนต์ที่อาจจะไม่คุ้นกับการใช้ถนนร่วมกับจักรยานได้ง่ายๆ เขาอาจจะแซงไปแบบแทบเฉี่ยวล้ม หรืออาจจะรออยู่ด้านหลัง หาจังหวะแซงไม่ถูก กรณีนี้แก้ได้ไม่ยากสำหรับคนใช้รถ แค้เว้นระยะเผื่อเพิ่มประมาณหนึ่งช่วงคันจักรยานและแซงเมื่อคิดว่ามีระยะห่างพอเท่านั้นซึ่งมันอาจแปลว่าคุณต้องขับช้าๆ รอจนกว่าจะถึงจุดปลอดภัยที่แซงได้ แต่ก็ดีกว่าที่จะเสี่ยงชนกับจักรยาน ในสหรัฐอเมริกา หลายๆ รัฐเขามีกฎหมายให้เว้นระยะกับคนใช้จักรยานอย่างน้อย 3 ฟุตหรือประมาณ 1 เมตรก่อนจะออกแซง เพื่อความปลอดภัย คุณอาจจะเผื่อสักเมตรกว่าๆ ก็ได้

 

  1. ทำให้เป็นตัวอย่าง

สำหรับผู้ใช้รถยนต์ ถ้าจำเป็นต้องแซงจักรยานอย่างที่บอกในกรณีข้างต้น โดยเฉพาะเมื่อมีรถยนต์คันอื่นๆ ตามมา การแซงเผื่อระยะนั้นนอกจากจะปลอดภัยแล้ว รถคันข้างหลังมักจะแซงจักรยานตามระยะห่างของเราโดยอัตโนมัติ ถ้าเราแซงใกล้เกินไปคันข้างหลังอาจจะไม่รู้ว่ามีจักรยานอยู่ ก็อาจจะทำให้ชนประสานงากันได้

 

  1. ประตูสุดเสียว

ในบรรดาคำศัพท์นักปั่นมีคำหนึ่งที่ชาวต่างนิยมใช้ คำนั้นคือ “Getting Doored” อาจจะแปลเป็นไทยตรงๆ ได้ยาก แต่ความหมายคือคนใช้รถเปิดประตูรถยนต์โดยไม่ดูด้านหลังซึ่งอาจจะมีจักรยานตามมา ผลคือประสานงาเข้าอย่างจัง เป็นอุบัติเหตุที่เกิดขึ้นบ่อยครั้ง แถมเจ็บหนักกันด้วย เพราะฉะนั้นก่อนจะเปิดประตูควรมองกระจกหลังสักหน่อย อย่าลืมว่าจักรยานนั้นไม่สามารถเลี้ยวแซงประตูคุณได้ในกรณีที่ถนนแคบ เขาก็อาจจะโดนรถสิบล้อเบียดบังทางอยู่เช่นกัน เป็นเรื่องที่เราหัดได้ไม่ยาก และเป็นเรื่องที่ควรทำเพราะวันหนึ่งคนที่เราเปิดประตูไปชนไม่ใช่จักรยานแต่เป็นมอเตอร์ไซค์บิ๊กไบค์ความเร็วสูง ความเสียหายที่เกิดขึ้นคงไม่ใช่แค่หัวร้างข้างแตกแน่ๆ

 

  1. อย่าคิดมาก

เป็นเรื่องธรรมดาที่ทั้งฝั่งคนใช้รถและจักรยานจะมีเรื่องให้ขุ่นข้องหมองใจกันอยู่เสมอ แต่ถ้าเพียงเพราะคนใดคนหนึ่งชิ่งแซงเราไปอาจจะไม่ได้แปลว่าเขาตั้งใจจะทำให้เกิดอันตราย ญาติเขาอาจจะป่วยหนัก ไปประชุมลูกค้าไม่ทัน หรือลูกไม่สบายต้องรีบกลับไปดูแลเราไม่มีทางรู้ ผมคิดว่าคนเมืองสมัยนี้ใจร้อนกันเกินไป เอะอะก็โวยวายตะโกนด่ากันเสียแล้ว คงไม่ใช่ทุกคนที่ตั้งใจจะใช้ถนนอย่างอันตราย (แต่คนที่ประมาทก็มีไม่น้อย) ทางที่ดีคือใจเย็นๆ ทำใจร่มๆ ไม่ว่าคุณจะใช้ยานพาหนะอะไรก็ตาม ยิ่งใจร้อนเราก็ยิ่งขาดสติ พาลจะเป็นเรื่องใหญ่โตเกินควร

 

  1. โทรศัพท์มือถือได้โปรดวางไว้ก่อนนะ

แทบทุกครั้งที่ผมเกือบจะโดนรถยนต์เฉี่ยวหรือตัดหน้าในถนนกลางเมือง ผมเดาแทบไม่ผิดว่าคนใช้รถกำลังก้มเล่นโทรศัพท์มือถือ มือหนึ่งจับพวกมาลัย อีกมือกดมือถือ คุณเชื่อหรือไม่ว่าเวลาเราจ้องโทรศัพท์มือถือ วิสัยทัศน์การใช้รถนั้นแทบจะเป็นศูนย์ คุณจะมองไม่เห็นอะไรเลยนอกจากรถคันข้างหน้า และนั่นรวมไปถึงจักรยานคันเล็กๆ ที่กำลังใช้ถนนร่วมกับคุณอยู่ ผลการศึกษาจากมหาวิทยาลัยเมลลอนที่ให้นักศึกษาขับรถผ่านเครื่องจำลองแล้วตอบคำถามระหว่าผู้ขับขี่พบว่าผู้ทดลองขับขี่ไม่ตรงเลน และสมองส่วนที่ควบคุมทัศนวิสัยระหว่างควบคุมยานพาหนะนั้นทำงานได้แย่ลงกว่า 40%

 

ในมุมกลับกันผมก็เห็นคนใช้จักรยานควักมือถือออกมาเล่นระหว่างปั่นเช่นกัน ซึ่งมันอันตรายยิ่งกว่าเสียอีก! ถ้ามันเป็นเรื่องเร่งด่วนขนาดที่ว่าไม่รับสาย หรือไม่ตอบแชตไม่ได้ก็ให้จอดลงข้างทางเสียก่อน รู้จักใช้ให้เป็นเวลา ให้ถูกกาลเทศะ แล้วทุกคนจะปลอดภัยครับ

 

  1. แยกหน้ามองซ้ายขวาหรือยัง?

กว่า 40% ของอุบัติเหตุระหว่างผู้ใช้ถนนด้วยกันเกิดขึ้นที่ทางแยก ก่อนจะเลี้ยวก็ลองมองซ้ายขวาสักนิดหนึ่งโดยเฉพาะจุดที่เป็นเลี้ยวซ้ายผ่านตลอด ผู้ใช้รถยนต์อาจจะมองไม่เห็นจักรยานที่กำลังเลี้ยวซ้อนคันกันอยู่จนเบียดจักรยานตกถนนก็มีให้เห็นบ่อยไป ส่วนผู้ใช้จักรยานก็ไม่ควรฝ่าไฟแดงบริเวณทางแยกถึงแม้จะคิดว่าปลอดภัยแค่ไหนก็ตาม ถ้าเราไม่เคารพกฎหมายก็เป็นเรื่องยากที่จะหวังให้คนอื่นเคารพสิทธิ์ของเราบนท้องถนนจริงไหม?

 

  1. กะระยะเบรกให้ดี

จักรยานควรเว้นระยะห่างท้ายรถยนต์มากแค่ไหน? หลายสิบปีก่อน กฎง่ายๆ คือให้เว้นระยะที่คุณจะหยุดจักรยานก่อนที่จะชนท้ายรถได้ใน 2 วินาที อย่างไรก็ดีสมัยนี้เบรกรถยนต์ทำงานได้ดีกว่าเดิม แปลว่าหากรถยนต์ต้องหยุดกระทันหัน ระยะเบรกของเขาจะสั้นกว่าจักรยานมาก และเบรกจักรยานก็มีมาตรฐานไม่เหมือนกัน บ้างใช้ดิสก์เบรก บ้างใช้เบรกก้ามปู ซึ่งมีระยะหยุดรถไม่เท่ากัน นักวิจัยพบว่าสมองเราจะใช้เวลาประมาณ 0.75 วินาที ในการรับรู้สถานการณ์ที่จำเป็นต้องเบรกจักรยาน และอีก 0.75 วินาที เพื่อสั่งงานให้กำมือเบรกคุณต้องการเวลาอีกประมาณ 1-2 วินาที เพื่อให้เบรกทำงานได้เต็มที่ เพราะฉะนั้นการไล่จี้รถยนต์เป็นเรื่องอันตรายเสมอ โดยเฉพาะขาซิ่งที่ชอบปั่นตามรถสิบล้อเพราะต้องการทำความเร็วสูงๆ สิ่งแรกที่ควรคิดระหว่างปั่นจักรยานบนถนนสาธารณะไม่ใช่ว่าจะทำความเร็วสูงสุดได้เท่าไร แต่ควรจะเป็นปั่นอย่างไรถึงจะปลอดภัยกับทุกคน

 

คนใช้จักรยานและรถไม่จำเป็นต้องเป็นศัตรูกันเสมอไป เพียงแค่เราเข้าใจและเคารพสิทธิ์บนถนนของอีกฝ่าย อุบัตเหตุหรือเรื่องวิวาทก็คงจะไม่เกิดขึ้น เอาใจเขามาใส่ใจเรา ทุกคนมีสิทธิ์ใช้ถนนเหมือนกัน อย่าให้อคติหรือความไม่เข้าใจเป็นที่มาของความขัดแย้ง แล้วทุกคนจะมีความสุขบนถนนแน่นอน

 

Related Post

น้ำใจบนถนน

Cycling Plus Thailand