Story by Aeh Glory
วันนี้เราจะพาไปออกศึก ที่ไม่นึกแต่รบราฆ่าฟันกันแต่อย่างใด เพราะเราจะไปออกศึกโดยการควงบันไดจักรยานด้วยรอบขาช้าๆ แบบชีวิตสโลว์ไลฟ์ ถ้าแบบนี้อย่าเรียกว่าออกศึกเลย (หัวเราะ
ที่งานจักรยานปั่นเปิดเมืองวีรชน สิงห์บุรี คนดี น่าอยู่หลายๆ คนปั่นประหนึ่งว่าจะไปตามข้าศึก แต่ก็มีนักปั่นอีกจำนวนมากที่ปั่นเรื่อยๆ เหนื่อยก็หยุดพัก หยุดกินกันไป ปั่นเพื่อสุขภาพและความสุขของใจตามสไตล์ของแต่ละคน ครั้งนี้กับการมาสิงห์บุรีเป็นครั้งที่ 2 เราก็เลือกที่จะปั่นช้าๆ เพื่อมองสองข้างทางที่เป็นทุ่งนาเขียวขจี นี่สินะที่เขาเรียกว่าเมืองอู่ข้าวอู่น้ำ พื้นที่ทุ่งนาสีเขียวของที่นี่ยังเยอะ และดูสบายตามากๆ บางทีก็ไม่จำเป็นต้องไปปีนเขาเข้าป่า แค่พื้นที่สีเขียวของทุ่งนาก็ทำให้รู้สึกผ่อนคลายสบายใจจริงๆ นะ 
เริ่มปั่นออกจากอนุสาวรีย์วีรชนค่ายบางระจัน ปั่นชมวิวทุ่งนาไปเรื่อยๆ สักพักก็จะถึงแลนด์มาร์กของการปั่นครั้งนี้ นั่นคือวัดพิกุลทอง ซึ่งที่วัดนี้เป็นวัดที่มีชื่อเสียง และเป็นที่ท่องเที่ยวประจำจังหวัดที่มีความสวยงาม และมีความศักดิ์สิทธิ์ควบคู่กันไป ตรงทางเข้าวัดเป็นจุดที่เหมาะในการจอดถ่ายรูปถนนสวยๆ และมีพระพุทธรูปปางประทานพรองค์ใหญ่มากๆ มองไปอยู่ระหว่างกลางถนนพอดี ตรงบริเวณนี้มีนักปั่นสนใจจอดช่องกลางถนนเพื่อถ่ายรูปกับพระพุทธรูปสวยๆ กันเยอะแยะมากมาย รวมถึงเราด้วยจอดชื่นชม และถ่ายรูปตรงนี้กับวิว กับพระ กับเพื่อนนักปั่น สรุปว่าถ่ายรูปแถวหน้าวัดก็ประมาณ 1 ชั่วโมงกันแล้วนะ (หัวเราะ) แล้วจุดหมายปลายทางที่จะกลับไปยังตลาดย้อนยุคบ้านระจัน มันอีกไกลไหม ปั่นๆ ไป เราไปถึงก่อนตลาดวายแน่นอน (หัวเราะ)
และแล้วเราก็ปั่นกลับมาถึงฝั่งตรงข้ามอนุสาวรีย์วีรชนค่ายบางระจัน นั่นก็คือฝั่งวัดโพธิ์เก้าต้น ซึ่งเป็นสถานที่ศักดิ์สิทธิ์และเป็นพื้นที่ประวัติศาสตร์ของวีรชนชาวบางระจัน ในยุคอดีต แต่ว่าในปัจจุบันหากเราอยากลองเข้าไปเที่ยว ที่นี่ก็เป็นแหล่งท่องเที่ยวที่น่าสนใจมากๆ ของสิงห์บุรี มีการจัดให้เป็นตลาดแบบย้อนยุคชื่อว่าตลาดบ้านระจันจัดร้านค้าชาวบ้านแต่ละร้านให้ดูสบายๆ แบบมุมแฝก อยู่ตามใต้ต้นไม้ใหญ่ ร่มรื่น และภายในร้านแต่ละร้านก็แสนจะเก๋ไก๋ 
มีทั้งพืชผักบ้านๆ ราคาหลัก 5 บาท 10 บาท ขนม อาหารพื้นเมือง และการที่แม่ค้า พ่อค้าทั้งหลายพากันใส่ชุดไทยให้เข้ากับยุคโบราณน่ารักมากเลยทีเดียว แล้วคนมาเที่ยวตลาดก็สามารถแต่งชุดไทยมาเดินให้เข้ากับบรรยากาศได้ด้วยนะ ที่นี่เขามีชุดให้เช่าด้วยล่ะ และเสน่ห์อีกอย่างคือคำพูดของพ่อค้า แม่ค้าที่นี่ คำขอบคุณของพ่อค้าร้านข้าวแช่รามัญ ยังคงก้องอยู่ในหูจนถึงวันนี้ขอบน้ำใจนะขอรับและที่ได้เห็นส่วนใหญ่ก็จะใช้ ขอรับ, เจ้าค่ะ แบบนี้กับลูกค้า ฟังรื่นหูและไพเราะมากๆ เลย บางทีถ้าเด็กรุ่นใหม่ๆ ได้เข้าไปสัมผัสและเห็นอะไรแบบนี้บ้างก็อาจจะทำให้พูดจาไพเราะ กันเป็นมากขึ้นก็ได้นะ  
ถ้ามีจักรยานมาด้วยอาจต้องจูงหลบหลีกนักท่องเที่ยวกันนิดนึง แต่ถ้าอยากเดินสบายๆ แนะนำให้เอาจักรยานไปเก็บในรถก่อนก็ดีเหมือนกันนะ เพราะอย่างบางร้านน่าสนใจมาก มีการสาธิตทำขนมให้ชมกันสดๆ ตรงนั้นเลย อย่างร้านขนมไทยที่ขายขนมเปียกปูนสด ก็จะกวนเปียกปูนกันทั้งวัน ร้านนี้เราไปลองกวน และชิมมาแล้ว บอกเลยว่าอร่อยละมุนมากๆ
ขนมเปียกปูนสดที่ราดกะทิสดโรยงาขาวคั่วหอมๆ ด้วย และเพิ่งได้เห็นว่าขนมเปียกปูนสีดำที่หากินยากในสมัยนี้ มีส่วนประกอบมากจากเปลือกมะพร้าวเผาไฟให้เป็นสีดำด้วย และเวลากวนก็ต้องเริ่มจากแป้ง น้ำตาล กะทิ ที่เป็นน้ำๆ จนกระทั่งหนืดได้ที่ คนที่ทำนี่ต้องใจเย็นมากๆ ถึงมากที่สุดเลยนะ (หัวเราะ) ก็กว่าที่จะออกมาหน้าตาแบบที่เรากินกันมันใช้เวลานานมากๆ เลยเจ้าค่ะ (ยิ้ม) และขนมอีกอย่างที่ชอบมากๆ ก็ขนมใส่ไส้สด อันนี้ก็สดจริงๆ เพราะแอบถามแม่ค้าขนมมาว่า เอาอะไรมาแบ่งว่าแบบไหนสดไม่สด คือว่า ขนมใส่ไส้ที่นี่จะกวนและนึ่งทุกอย่างให้สุกหมดก่อนแล้วค่อยเอาใบตองสดมาห่อขนมที่สุกแล้วกับกะทิที่กวนสุก และห่อให้เป็นทรงสามเหลี่ยมโดยที่ไม่ต้องเอาไปนึ่งอีก มันจะทำให้ขนมไม่มีเหงื่อของหยดน้ำที่เกิดจากการเอาไปนึ่ง และเก็บได้นานกว่าด้วย อันนี้เป็นความรู้เรื่องขนมไทยที่ไม่เคยรู้มาก่อนเลย 

เห็นไหมล่ะ ว่ามาปั่นจักรยานเที่ยวกินที่สิงห์บุรี แค่วนเวียนอยู่แถวนี้ก็มีอะไรให้ทำตั้งเยอะแยะ แถมยังรู้สึกเหมือนย้อนอดีตไปยังไงก็ไม่รู้ สิงห์บุรี เมืองวีรชน คนดี น่าอยู่จริงๆ (ยิ้ม)

Related Post

ปั่นท่องเที่ยววิถีไทย ใน 1 วัน

Cycling Plus Thailand