ความเฟื่องฟูของวงการปั่นจักรยาน ดูเหมือนจะเงียบลดหดหายไปจากกระแสที่จางลงไป ยอดขายจักรยานตามร้านค้าและตัวเลขของผู้นำเข้าก็ซบเซาลง จะหนักหนาสาหัสแค่ไหน ก็อยู่ที่การบริหารจัดการที่แตกต่างกันของแต่ละค่าย แต่สิ่งหนึ่งที่เราได้รับข้อมูลมาจากอีกมุมหนึ่งของแวดวงจักรยานคือ ความรุ่งเรืองของยุคกระแส “งานแข่งจักรยาน” ที่ยังคงฮอตติดลมบนอยู่ จำนวนเสื้องานแข่งที่สั่งทำกับซัพพลายเออร์ไม่ได้ลดน้อยถอยลงไปแต่อย่างใด หากแต่กระจายตัวออกไปมากขึ้น นั่นแปลว่า งานแข่ง งานปั่นจักรยาน ยังคงมีตลาดรองรับอยู่อย่างหนาแน่น และได้รับการตอบรับที่ดีมากขึ้น จนกำเนิดเกิดผู้จัดงานกระจายกันออกไป แบ่งส่วนแบ่งตลาดออกเป็นส่วนๆตามกลุ่มเป้าหมายของแต่ละคน ว่ากันตามตรง แม้แต่ผู้จัดงานวิ่ง ผู้จัดงานไตรกีฬา มาทุกวันนี้ต่างก็เข้ามาร่วมทำมาหากินในวงการจัดงานจักรยานกันจนเป็นที่ชินตา

 

 

แต่ในความรุ่งเรืองของการเติบโตนี้เอง ที่มีช่องโหว่เล็กๆ ที่พอให้เราสังเกตได้ หากท่านเป็นผู้หนึ่งที่ได้มีโอกาสเข้าร่วมงานแข่งจักรยานต่างๆ ในหลากหลายระดับ จะพบว่ามีบันไดบางขั้นที่ถูกมองข้ามไปอย่างช่วยไม่ได้ และในบางทิศทางของการมอง นั่นอาจไม่ใช่ความยั่งยืนนักในแวดวงสังคมนี้ เพราะในวันที่ผู้จัดต่างก็พากันจัดงานที่ยอดเยี่ยม การดูแลอย่างสุดกำลังระดับถึงเนื้อถึงตัว หรือแม้แต่งานแข่งสมัครเล่นที่มีรูปแบบการจัดการในระดับการแข่งจักรยานสากล นับเป็นสิ่งที่ดีมากๆ สำหรับนักปั่น นักกีฬาสมัครเล่น ที่จะได้เดินหน้าไต่เต้าขึ้นมาสู่วงการกีฬาได้อย่างเต็มที่ ซึ่งผมเองสนับสนุนอย่างเกินร้อยเปอร์เซ็นต์ เพราะแม้จะไม่ใช่การสร้างนักปั่นทีมชาติโดยตรง แต่มันคือหนึ่งในเฟืองสำคัญที่จะส่งผลให้เกิดการพัฒนาจักรยานอย่างถาวรและยั่งยืน

 

 

แต่ในระยะสองปีที่ผ่านมา เกิดปัญหาเล็กๆ สะกิดใจเข้ามาว่า ในงานแข่งต่างๆ ที่ได้รับความนิยม อันที่จริงก็รวมถึงงานปั่นด้วยนั่นแหละ ผู้จัดที่เจนจัดประสบการณ์เริ่มเก็บตักตวงเคล็ดวิชาการจัดมากขึ้น ผู้สนับสนุนอย่างต่อเนื่องก็มีความสนุกและอยากสร้างงานแข่งที่ดียิ่งขึ้น ใช่ครับ มันคือสิ่งที่ดี แต่ในอีกด้าน มันกลับถูกแปลให้เป็นความยากของเส้นทาง ความยากของระยะทาง ความโหด หิน เพื่อดึงดูดนักปั่นขาแรง ทีมดัง ชนิดว่าปีนี้โหดแล้ว ปีหน้าสนุกกว่านี้ โหดกว่านี้ แน่นอนครับว่ามันต้องจริตกับขาแรง นักกีฬา ชมรมใหญ่ ทีมดัง ที่เดินหน้าพัฒนาได้อย่างเต็มที่ ดังจะเห็นในรายการแข่งขนาดใหญ่ต่างๆ ที่กลุ่มนักกีฬาแนวหน้าฟัดกันได้สุดเหวี่ยงมันหยดมากขึ้น เป็นสีสันอันเร้าใจเร่าร้อนของแฟนๆ สองล้อ

 

 

แต่ลองมองดูมาที่กลางเส้นทาง คุณเคยสังเกตหรือไม่ว่า การแข่งรุ่นหนึ่งๆ ปล่อยตัวมาแตะร้อย หรือร้อยกว่าคน สุดท้ายแล้วผ่านไปเพียง 20-30 กิโลเมตรเท่านั้น เหลือคนปั่นเกาะกันอยู่ไม่กี่สิบคนเท่านั้น นอกนั้นกระจัดกระจายกันอยู่ทั่วเส้นทางแข่ง ส่งปัญหาไปถึงมาร์แชลและเจ้าหน้าที่ควบคุมการจราจรที่ต้องคอยดูแลขบวนนักปั่นยาวเหยียด บางงานแจ็กพอตแตก ดูแลไม่ไหว ถ้าเช่นนั้น มาร์แชลตามเฉพาะกลุ่มหลักไปเลยแล้วกัน และพอหัวแถวผ่านเส้นทางแข่งไปแล้ว จะแยกไฟแดง หรือซอยเชื่อมต่อ นักปั่นก็ดูแลตัวเองเอาตามสะดวกชอบใจนะ

 

 

 

มันคงไม่ใช่เรื่องอะไรที่สลักสำคัญหากทุกคนเข้าใจกับความเป็นไปนี้ แต่ในระยะยาวๆ เมื่อกระแสที่ยุบลง บวกกับสถานการณ์แบบนี้ การแข่งที่ “ลูกค้า” มาร่วมเพื่อวัดใจตัวเองให้พิชิตเส้นทางนี้ได้ จะยังคงเหลือสักกี่งานที่คนพร้อมใจจะมาแบบล้นหลาม คนปั่นมากเท่าไรที่ยังไม่เบื่อ ยังไม่หยุดเห่อกับการได้สัมผัสบรรยากาศงานใหญ่ ติดเบอร์ เสียงเพลงคึกคักและซุ้มเส้นสตาร์ตที่มีสีสัน ในเมื่อแข่งไปตัวเองไม่เคยได้อะไรอยู่แล้ว มาเพื่อความสนุกความสุขของสุขภาพร่างกาย การดูแลที่ละเลย หรือปล่อยให้ถูกมองว่า “ไม่ใช่เนื้อหาสำคัญ” ของการจัดงาน จะแปรเปลี่ยนเป็นความเบื่อแบบไร้เส้นชัยไหนดึงดูด คงจะตามมาในอีกไม่นาน ลองมองดูสภาพแวดล้องสังคมให้ดีๆ ครับ ทิศทางของงาน “sportive” ที่ไปพิชิตเส้นทางสุดเก๋ ได้รับการยอมรับ และมีความนิยมสูงขึ้น แต่พอพูดถึงงานแข่ง กลับไม่คึกคักเท่าที่เคยอีกต่อไป เริ่มแบ่งแยกอย่างชัดเจนระหว่างงาน “วัดใจ” ที่อันที่จริงมันคือ sportive (แต่บ้านเราเป็น sportive ที่มีรางวัลอันดับ) กับรายการ race จริงๆ

บ้านเราใช้ระบบการแบ่งการแข่งออกเป็นรุ่นอายุ จะเพราะคนแข่งอยากได้ความเท่าเทียม อยากมีโอกาสได้รางวัลมากๆ หรืออย่างไรก็ตาม แต่สุดท้ายสิ่งที่ผู้จัดและผู้เข้าแข่งทุกคนคุ้นชินคืออายุเป็นเพียงตัวเลข ที่ไม่สามารถแบ่งแยกระดับความเป็นขาแรงของนักปั่นได้ เพราะนักกีฬาวัย 50 ขี่แกร่งแรงกว่าหนุ่มใจรักนักรบวันหยุดวัย 30 อย่างไม่ต้องสงสัย ซึ่งสุดท้ายส่งผลมาที่บั้นปลายทั้งหมดที่ผมกล่าวมา เมื่อการดูแลให้ทั่วถึงเป็นภาระอันใหญ่หลวงของผู้จัด ความเร้าใจสนุกสนานเป็นสิ่งที่นักปั่นต้องการ ความต้องการนั้น มันอาจไม่สามารถสนองได้ด้วยสิ่งแวดล้อมที่เห็นกันอยู่ จนนักปั่นหลายๆ คนต้องถอดใจ ตบเท้าลางานแข่งไปแบบไม่มีหวังหวนกลับ ในเมื่อมันมองไม่เห็นทางข้างหน้า ไปกี่ครั้งก็เป็นแค่ตัวภาระของงานแข่ง เข้าเส้นชัยไปอย่างเงียบๆ แทบจะเก็บซุ้มกันแล้ว จะพัฒนาให้ได้ก็สุดแต่จะทำได้

 

 

ประโยคเด็ดของยุคเก่าคือ “ถ้าไม่พร้อมก็อย่ามาแข่ง” น่าจะยังคงพอได้ยินบ้าง หรือแม้แต่คนนำไปแปลต่อได้ว่าถ้าอยากไปแข่งก็ต้องพร้อมก่อน เพราะงานแข่งบ้านเราเลือกคนมาร่วม มากกว่าให้คนมาร่วมเลือกงานแข่ง เพราะสุดท้าย จะงานแข่งงานไหน ก็ไปไม่ได้อยู่ดี เราต้องยอมรับความจริงกันก่อนสักนิดว่า การขี่จักรยาน แม้จะเป็นเชิงกีฬา แต่ทุกคนไม่ได้ต้องการมีความเป็นเลิศในด้านกีฬาจักรยานเสมอไป ผมลองโยนหินให้คิดเล่นๆ ว่า สนามฟุตบอลต่างๆ ที่เปิดให้เช่าเตะ มีสักกี่คน กี่ทีมที่จริงจังถึงกับพัฒนาไปลงถ้วยจริงจังกันบ้าง เกินครึ่งก็คือกิจกรรมกับเพื่อนๆ ไปเตะฟุตบอล ออกกำลังกาย จ้างพริตตี้ไปซับเหงื่อ เอาผลการแข่งมาบลัฟเดิมพันค่าอาบน้ำให้ตัวหอมกันทั้งนั้น สำหรับนักปั่นนักรบวันหยุดก็เช่นกัน

 

มันจะดีกว่าหรือไม่ ถ้าเราเข้าใจกีฬาจักรยาน สิ่งนี้ทำให้ผมสงสัยมานาน เพราะแม้แต่นักปั่นที่ปั่นมานาน แม้จะชอบจักรยาน แต่ก็ไม่อินกับลักษณะของกีฬาจักรยาน เพราะทุกๆ งานก็ได้แต่ปั่นเกาะให้รอด แล้วหลุด ไม่เคยรู้ว่าการกระชาก ลาก ทำเกม ไล่ รวบ มันเป็นอย่างไร อย่าว่าแต่ดูการแข่งอาชีพ การแข่งทีมชาติให้เป็นเลย เอาแค่พอเข้าใจว่า ณ ตอนนั้นขณะแข่งอยู่ เขากำลังพบกับอะไรยังลำบากเลย สมมติง่ายๆ ว่าจับคุณลงไปในสนามโปโลน้ำ ที่ไม่รู้กติกา ไม่รู้ว่าเล่นอย่างไร คุณจะเล่นสนุกกับมันได้นานแค่ไหน เกมกีฬาทุกอย่าง จะสนุกและมีส่วนร่วมได้คือต่อเมื่อเราเข้าใจว่าความเป็นกีฬานั้นคืออะไร จักรยานไม่ใช่การปั่นจากที่หนึ่งไปยังอีกที่หนึ่งเท่านั้น แต่มันหมายถึงเรื่องราวระหว่างทางที่ไปอีกด้วย แล้วถ้าการแข่งยอมปล่อยให้คนส่วนมาก ถูกทิ้งเอาไว้ออกจากการแข่งขัน แล้วพวกเขา จะเข้าใจการแข่งกีฬานี้จากที่ไหนกันบ้าง คำถามนี้ กวนใจผมมาตลอดเวลา

 

 

จะดีกว่าสักแค่ไหน ถ้าคนทุกคนที่ลงแข่ง ได้มีส่วนร่วมกับการแข่งขันในระดับที่พวกเขาเป็น ได้สนุกสนานกับมันได้เต็มที่ จนเข้าใจเกมกีฬาชนิดนี้ เอาแค่ในระดับขาของตนเอง ผมเชื่อเหลือเกินว่าหากมีโอกาสเช่นนี้ เราจะมีนักรบวันหยุดอีกมากมายที่มีแรงบันดาลใจให้เดินหน้าต่อไปเพื่อพัฒนาและก้าวสู่บันไดขั้นต่อไปได้อย่างสนุกสนาน แน่นอนว่ามันต้องมีคนที่ถูกทิ้งเอาไว้กลางทาง ถูกทิ้งเอาไว้ข้างหลังบ้างเช่นเคย เป็นไปไม่ได้ว่าทุกคนจะไปถึงเส้นชัยพร้อมๆ กันหรอกครับ แต่การถูกทิ้งแบบมีคุณค่า กับการถูกปล่อยไว้เป็นภาระของการดูแลนั้นแตกต่างกันอย่างสิ้นเชิง ยิ่งถ้ามีขั้นบันไดที่ดีเยี่ยม หากเขาในตอนนั้นไม่พร้อมจะอยู่ในขั้นดังกล่าว ก็ลดตัวเองลงไปอยู่ในขั้นที่ต่ำกว่า หากวันไหนแกร่งขึ้น ก็ก้าวสู่ขั้นที่สูงกว่าก็ได้ นักรบวันหยุด มีลูก มีเมีย มีหน้าที่การงาน น้อยคนที่จะสามารถซ้อมได้อย่างใจหวัง บางครั้งชีวิตก็มีสิ่งสำคัญที่ต้องทำไม่เท่ากัน คุณจะไปดูถูกคนที่ให้ความสำคัญกับกีฬานี้น้อยกว่า ว่าไม่มีค่าควรมาร่วมแข่งนั้นคงไม่ถูกเสียทีเดียว เพราะถ้าเป็นเช่นนี้ต่อไปนานๆ ถ้ากลุ่มคนตรงกลาง และฐานกลับเบื่อหน่ายหายไปจากวงการสองล้อ เพราะหมดความท้าทายตรงนี้ หันไปหาความท้าทายของรายการอื่น ที่เขามีคุณค่ามากกว่า เช่น วิ่งหรือไตรกีฬา ที่ไม่ว่าจะเข้าอันดับเท่าไร เขาได้รับคุณค่าของการเป็นผู้ชนะตนเอง วันนั้น งานปั่นจะยังคงเฟื่องฟูหรือไม่ คนปั่นจะยังคงมีมากหรือไม่ สุดท้ายมันก็ส่งผลไปหาธุรกิจจักรยาน ส่งผลไปหาการพัฒนาต่อยอดอย่างยั่งยืนของวงการกีฬาจักรยานหรือเปล่า ลองถามกันดูนะครับ

 

 

มีพ่อ มีน้า มีป้า หลายคน ที่ปั่นจักรยานมาก่อน และได้ชักชวนลูกหลานให้มาเข้าร่วมในกีฬานี้ ถ้าผู้ใหญ่ยังคงอินกับมัน รับรองว่าลูกหลานเหล่านั้นจะได้มาเล่นกีฬาได้อย่างสนุกสนาน และย่อมเกิดช้างเผือกประดับวงการมาไม่มากก็น้อย ปัญหาหนึ่งที่แอบเห็นได้คือ เมื่อผู้ใหญ่หมดไฟ หมดเวทีให้ตนเองอยู่ ถ้าพวกเขายังคงพร้อมใจรักก็จะผันมาเป็น “พี่เลี้ยง” ส่งลูกหลานลงงานแข่งต่อไป ถ้าลูกหลานไปได้ดี ก็คงสนุกสนานกันต่อไปยาวๆ แต่ถ้าลูกหลานไปได้ไม่ดี แม้ใจรักจะไปต่อ แต่ก็ต้องพับเสื่อม้วนไปในที่สุด ในต่างประเทศ ชมรม ครอบครัวหนึ่งๆ สามารถร่วมลงทำการแข่งขันกันได้อย่างสนุกสนานในระดับของตนเอง การแข่งรายการต่างๆ จะรองรับการแข่งให้กับคนหลายๆ รูปแบบ รวมถึงบางงานมีการจับกลุ่มเฉพาะด้วยซ้ำ ทั้งหมดนี้ ช่วยเป็นบันไดขั้นต่อยอดไปยังระดับที่สูงขึ้นอย่างยั่งยืน

 

 

บทความนี้เกิดจากการได้พูดคุยกับนักปั่นหลายๆ คน ที่เคยอินและคลั่งไคล้กับจักรยาน จนไปรายการแข่งต่างๆ มาไม่น้อย แต่ทุกวันนี้ พวกเขามองสองล้อคันที่บ้านเป็นอดีตไปเรียบร้อยแล้ว เขาไม่ได้เบื่อมัน แต่เบื่อที่จะไปงานต่างๆ แล้วพบกับบรรยากาศเดิมๆ และพวกเขาเป็นเพียงคนธรรมดาที่รักสุขภาพ อยากจะเล่นกิจกรรมที่มีประโยชน์ คนไม่น้อยที่ไม่ได้เล่นกีฬานี้อย่างเดียว พวกเขายังคงเล่นกีฬาและกิจกรรมกลางแจ้งอื่นๆ อีกมาก คำถามสำคัญว่าทำไมพวกเขาไม่เบื่อกิจกรรมเหล่านั้นก็เพราะคำตอบที่ร่ายยาวมาทั้งหมดนี้เองครับ

 

ฝากให้ลองคิดดูกันนะครับ ทั้งคนปั่นและคนจัดงาน

Related Post

ผิดใช่ไหมที่ไม่ใช่ขาแรง

Cycling Plus Thailand