“จักรยานอะไรคันนึงแพงกว่ามอเตอร์ไซค์”

“มีเงินขนาดนี้ซื้อรถยนต์ขับเลยดีกว่ามั้ย”

“คนขี่จักรยานก็เหมือนเอาของแพงมาอวดกัน”

 

“ฟุ่มเฟือย” เป็นหนึ่งคำที่สะดุดหูเมื่อได้ยินคนนอกวงการพูดถึงพวกเรานักจักรยาน และแล้วก็คงต้องกลับมาทบทวนกันว่า อะไรกันคือจุดกำเนิดของความคิดนั้น และพวกเราฟุ่มเฟือยกันจริงหรือไม่ สิ่งหนึ่งที่ยากจะประเมินได้คือความหมายของคำว่า”ฟุ่มเฟือย” ที่ต่างก็มองไม่ตรงกัน เพราะพื้นฐานทางเศรษฐกิจของแต่ละคนก็ไม่เท่ากัน สำหรับบางคน ข้าวราดแกงจานละ 60 บาท ในสวนอาหารถือว่าแพงจนเรียกว่า ”ฟุ่มเฟือย” แต่สำหรับอีกหลายๆ คน คำว่า”ฟุ่มเฟือย” ไม่สามารถใช้กับรถยนต์คันละ 22 ล้านบาท ที่ซื้อมาเพื่อขับเล่นในวันหยุดสุดสัปดาห์เท่านั้น แล้วอะไรคือบรรทัดฐานของนิยามนี้ที่เราจะสามารถหยิบมาพิจารณามุมมองของสังคมกันได้

 

สิ่งที่ตรงกันข้ามกับคำว่า “ฟุ่มเฟือย” ก็คือคำว่า “ตระหนี่”  ซึ่งน่าจะพอที่จะเฟ้นหาการเปรียบเทียบได้ง่ายกว่า เพราะเห็นได้อย่างชัดเจนในสภาพฐานะที่แตกต่างกัน คงไม่ยากที่จะบอกว่า เศรษฐีเงินล้านสักคนเน้นการอาศัยชีวิตกินอยู่ด้วยการอุ่นอาหารเก่าหลายมื้อ หลายวันก่อนที่แช่ชองแช่แข็งเอาไว้กินอย่างไม่รู้จักเบื่อหรือเกรงจะเสียคุณค่าอาหาร หรือแม้แต่แรงงานทำงานหาเช้ากินค่ำ ที่ไม่ยอมแม้แต่เสียเงินสลึง เงินเฟื้องเพื่อความเป็นอยู่ที่เหมาะสม ปลอดภัยขึ้น ดังนั้น สิ่งหนึ่งที่นิยามคำนี้ได้คือการ “ใช้น้อยเกินไป” และก็ตามมาด้วยคำว่า “เกินไป” ของแต่ละบุคคลเช่นกัน

 

ท้ายที่สุดก็ตกลงที่คำว่า “พอเพียง” ซึ่งถูกตีความไปต่างๆ นานา และมีหลายต่อหลายแนวคิดที่ไม่สามารถแยกคำว่า “พอเพียง” ออกจากคำว่า ”ตระหนี่” ได้ นั่นก็เพราะเรามักจะเอาคำว่าเพียงพอของเราไปเป็นเครื่องหมายในการวัดความฟุ่มเฟือยของผู้อื่นนั่นเอง ซึ่งนี่คือหัวใจของนัยยะต้นเรื่องที่มาเป็นบทความนี้ ถ้าเรายอมรับได้ว่าสังคมในทุกวันนี้ ไม่มีความเท่าเทียมด้านการเงิน ยังคงแบ่งแยกระดับของรายได้และนำไปสู่การตลาดทุนนิยมที่สนองต่อแรงโหยหาที่ต่างกัน เราจะเห็นสัจธรรมแห่งปลายทางว่าสุขของความพอเพียงนั้นไม่เคยเท่ากัน ดังนั้น เมื่อสุขของความเพียงพอไม่เคยเหมือนกัน คำว่าฟุ่มเฟือยย่อมแตกต่างกันในทัศนะของมุมมองที่ไม่เหมือนกัน

 

เพ่งเข้าไปถึงคำพระท่านว่า ว่าสุขของปุถุชนหนึ่ง ยังมีข้อรวมถึงสุขแห่งการได้ใช้ทรัพย์ที่หามาได้รวมอยู่ด้วย ซึ่งแม้ว่านี่จะเป็นสุขขั้นหยาบที่สุด เทียบไม่ได้กับสุขที่ละเอียดกว่านี้อีกหลายรูปแบบ แต่ลองเพ่งมองดวงตาในกระจกเงาคู่นั้นแล้วถามตัวเองดูเถิดว่าท่านเป็นปุถุชนหรือไม่ สำหรับเรื่องนี้ เรื่องนั้น เรื่องไหน ท่านตัดขาดและออกห่างจากอบายได้มากน้อยเพียงใด เพราะเชื่อเหลือเกินว่า ร้อยพ่อ พันแม่ หลากเผ่าพันธุ์กำเนิดที่เกิดมา ทั่วทุกสารทิศที่แห่งการยืนอยู่ ย่อมประกอบด้วยส่วนมากของความเป็นมนุษย์ธรรมดา ที่แสวงหาสุขหยาบเหล่านี้เกือบทั้งสิ้น ซึ่งก็ไม่ได้ผิดอะไรนักในการเกิดมา

 

อย่างไรก็ตาม เราก็ต้องมองย้อนกลับมาดูเป้าหมายของการเข้ามาสู่มิติแห่งจักรยานของพวกเราดูสักหน่อย เราเริ่มต้นมาปั่นจักรยานกันด้วยสาเหตุอะไรบ้าง หลายท่านคงมีกำเนิดที่แตกต่างกัน ไม่ว่าจะเป็นการเดินทาง การท่องเที่ยว และการออกกำลังกาย ว่ากันตามจริงแล้ว หากตัดเรื่องกีฬา การเอาชนะ ซึ่งมีปัจจัยด้านการได้เปรียบเสียเปรียบต่างๆ เข้ามาอยู่ด้วยกัน จักรยานที่เหลือแทบทุกชนิดสามารถใช้งานได้โดยมีค่าตัวไม่เกิน 5,000 บาทเท่านั้น และนั่นก็ถือว่า”แพง” แล้วสำหรับมุมมองของหลายต่อหลายคน

 

แล้วอะไรคือเหตุผลให้พวกเราจ่ายเงินซื้อจักรยานคันละเป็นหมื่น เป็นแสน

 

ไม่ว่าจะเป็นจักรยานคันละครึ่งล้าน หรือจักรยานคันละหมื่นกว่าบาท เชื่อหรือไม่ว่าในห้วงของใจลึกๆ ของเราและท่าน มีเหตุของการเลือกเสพสุขจากการได้จ่ายนี้พ้องกันอยู่ไม่น้อย เพราะหากมองย้อนกลับไปที่กำเนิดแห่งเหตุที่อยากได้ อยากมี อยากครอบครองจักรยานเพื่อจุดมุ่งหมายพื้นฐานตามที่กล่าวมา ราคาไม่ว่าจะหมื่นหรือแสน ก็ถือว่าไกลจากคำว่าพอทั้งสิ้น ไม่ว่าจะเป็นวัสดุ ความทนทาน หรืออะไรทั้งหมด ล้วนแต่เป็นข้ออ้างเพื่อจ่ายเงินเพิ่มทั้งสิ้น ในความเป็นจริง จักรยานราคาไม่กี่พันที่ได้รับการดูแลอย่างดีเยี่ยม สามารถพาคุณเดินทางไปได้เป็นหมื่นๆ กิโลเมตร สามารถช่วยให้ร่างกายคุณแข็งแรงได้ไม่น้อยไปกว่าคันละเป็นแสน แต่เราจ่ายเพิ่มเพื่อซื้ออะไร? ความสะดวกสบายเพราะไม่ต้องดูแลรักษาหรือเปล่า ทำไมเราไม่เลือกที่จะซื้อของราคาถูกแล้วเรียนรู้ที่จะรักษามัน ถ้าจะมองในมุมมองนี้ รับรองว่าคันละเก้าพันก็ถือว่า”เปลือง”

 

แต่อันที่จริงลึกๆ ในใจของเรา เราเลือกในสิ่งที่เรา ”สุขใจ” ย้อนกลับไปสุขของปุถุชนอีกครั้งหนึ่ง ในเมื่อเราได้ทรัพย์มาจากการทำงาน การทำหน้าที่ และทรัพย์นั้นสามารถตอบสนองในสิ่งที่เราต้องการได้ โดยไม่เดือดร้อนในความรับผิดชอบส่วนอื่น และทำให้เราสุขใจในสิ่งที่ทำ เราก็พร้อมที่จะหาข้ออ้างต่างๆ มากมายในการจับจ่ายใช้สอย และนี่เองคือกำแพงที่ขวางแต่ละคนเอาไว้หากมองข้ามไปไม่ได้ และจะกลายเป็นกรอบปิดกั้นเพื่อขีดเส้นแบ่งความฟุ่มเฟือยของทุกคนไปในทันที

 

คำถามเหล่านี้ ไม่มีใครสามารถตอบแทนใครได้ทั้งสิ้น แต่ถ้าเข้าใจในโลกธรรมอันเป็นจริง ความฟุ่มเฟือยมีอยู่ในทุกซอกหลืบของโลกทุนนิยม มนุษย์บางจำพวกอาจมีจักรยานคันละสองแสนกว่าบาท แต่ใช้โทรศัพท์เครื่องละหกพันก็เพียงพอ ในขณะที่มนุษย์อีกจำพวกนิยมชมชอบอาหารรสเลิศลิ้นจานละเกือบๆ สามหมื่น แต่ใส่กางเกงยีนส์ตัวละหกร้อยที่ซื้อตอนลดราคา เพราะลางจริตที่แตกต่าง ย่อมส่งผลให้ไขว่คว้าหาค่าความสุขที่ไม่พ้องกันเป็นเหตุ ผลคือสิ่งที่เงินแลกมาให้จึงไม่ใช่มาตรวัดที่สามารถนำมาชั่งตวงแทนกันได้

 

ความจริงสุดท้าย ที่ไม่สามารถเถียงได้ แม้ไม่ใช่คำจากตถาคต แต่ก็เป็นสัจจะของชาวเสื้อผ้าหลากสี ใส่ชุดไลครา หมวกกันกระแทกสีสันกระโดดถีบเบ้าตา ซึ่งอยากจะฝากทิ้งเอาไว้ เพื่อถามทุกท่านในที่นี้ว่า ลองคิดทบทวนว่า จักรยานของท่านนั้น ฟุ่มเฟือยแค่ไหน

 

“จักรยานที่แพงที่สุด คือจักรยานที่ซื้อมาแล้วไม่ได้ขี่”

Related Post

เขาหาว่าเราฟุ่มเฟือย

Cycling Plus Thailand