เรื่อง : เทียนไท สังขพันธานนท์

 

 

คุณเคยถามตัวเองไหมครับว่าการปั่นจักรยานมีความหมายอะไรสำหรับเรา? สำหรับประเทศไทยที่การปั่นจักรยานกำลังเริ่มเป็นที่นิยมในวงกว้าง มันอาจจะหมายถึงการออกกำลังกายเพื่อสุขภาพหรือเพื่อความสนุกกับเพื่อนฝูง และความบันเทิงในการจับจ่ายเลือกซื้ออุปกรณ์ แต่หากเราลองมองไปยังประเทศอื่นๆ ที่การปั่นจักรยานเฟื่องฟูมาหลายร้อยปี เราจะพบว่าการปั่นจักรยานนั่นมีความหมายมากกว่าที่เราคิด

 

ผมขอยกตัวอย่าง 3 ประเทศที่เป็น “เมืองหลวง” ของการปั่นและการแข่งขันจักรยานนั่นก็คือ เบลเยียม ฝรั่งเศส และสเปน ซึ่งการปั่นในประเทศดังกล่าวสะท้อนลักษณะวัฒนธรรมของคนในประเทศได้เป็นอย่างดี สำหรับประเทศเบลเยียมนั้น การแข่งขันจักรยานคือการทดสอบความแกร่งของมนุษย์ เส้นทางการแข่งขันมักจะยาวเกินกำลังมนุษย์ท่ามกลางสภาพอากาศที่หนาวเหน็บ บนเส้นทางถนนหินโบราณคั่นสับหว่างด้วยเนินชันนับสิบลูกตลอดการแข่ง เช่น รายการ Tour of Flanders ที่เส้นทางยาวกว่า 250 กิโลเมตร ช่าวเบลเยียมไม่สนใจถึงท่าทางความสวยงามในการปั่น บ่อยครั้งที่ใบหน้าผู้เข้าแข่งขันถูกปกคลุมไปด้วยโคลนตม ยิ่งลำบากเท่าไรชัยชนะยิ่งศักดิ์สิทธิ์มากขึ้นเท่านั้น ความท้าทายของสนามแข่งจะเฟ้นคัดเหลือแค่ผู้ชนะที่กล้าแกร่งและคู่ควรเพียงคนเดียว

 

ในมุมกลับการแข่งขันในฝรั่งเศสกลับมีภาพลักษณ์ที่ดูมีรสนิยม สง่า ยิ่งใหญ่และสวยงาม นิยมจัดการแข่งขันอย่างใหญ่โต เช่น Tour de France เทือกเขานับร้อยที่เรียงตัวกันอยู่รายล้อมชายแดนมีบรรยากาศปห่งความลึกลับน่าพิศวง ม่ใช่เพียงอุปสรรคทางการกีฬาที่ต้องก้าวข้ามเขาชันหลายลูกกลายเป็นตำนานที่นักปั่นต้องพยายามพิชิต เปรียบเสมือนบททดสอบคุณค่าความเป็นมนุษย์ของพวกเขา

 

ในประเทศสเปนการแข่งขันจักรยานเปรียบเสมือนเทศการเฉลิมฉลอง สเปนเป็นประเทศที่มีความหลากหลายทางวัฒนธรรมและเชื้อชาติมากที่สุดแห่งหนึ่งในยุโรป สนามแข่งในสเปนจึงเป็นกระจกสะท้อนอัตลักษณ์ของแต่ละกลุ่มชนได้เป็นอย่างดี นักปั่นจากแดนแคว้นต่างๆ พยายามถ่ายทอดเอกลักษณืออกมาในท่วงท่าการปั่น ถึงแม้จะมองจากไกลๆ ผู้ชมก็ได้รู้ทันทีว่านักปั่นคนนี้เป็นนักปั่นท้องที่ สำหรับนักปั่นชาวสเปนแล้ว การแข่งจักรยานเป็นกระบวนการเรียนรู้ สำรวจความสามารถตัวเองทั้งร่างกายและจิตใจ ซึ่งเขาให้ความสำคัญมากกว่าผลการแข่งขัน

 

ถึงแม้แต่ละชาติจะให้ความหมายปั่นจักรยานต่างกันไปแต่สิ่งหนึ่งที่เชื่อมโยงนักปั่นและคนดูจากทุกชาติทั่วโลกเข้าด้วยกันก็คือ “ความเจ็บปวด” (Suffering) ในคอลัมภ์ On the Road ผมได้เล่าถึงคุณลักษณะนักปั่นมืออาชีพสองคนที่ทำให้ผู้คนนับถือและหลงใหล ยกย่องให้เป็นผู้กล้าประดุจนักรบแกลดิเอเตอร์ เพราะทั้งคู่ก้าวข้ามกำแพงแห่งความเจ็บปวดและแข่งขันต่อจนประสบความสำเร็จ

 

สำหรับแฟนๆ ผู้ชมการแข่งขันนั้นเรายกย่องความกล้าแกร่งของผู้เข้าแข่งขัน เราอยากเห็นนักปั่นข้ามกำแพงความเจ็บปวดเอาชนะปีศาจทั้งภายในและภายนอก เฟ้นความกล้าออกมาปะทะกันจนเหลือผู้ชนะเพียงคนเดียว ไม่ใช่เรื่องแปลกที่ความบันเทิงของเรามักจะแปรผันตามระดับความทุกข์ทรมานของผู้เข้าแข่งขัน เพราะร่างกายมนุษย์ถูกโปรแกรมให้เสพติดสัญชาตญาณดิบในความตื่นเต้นท้าทายจากการต่อสู้ หลายต่อหลายครั้งที่วรรณกรรมและสื่อในวงการจักรยานถ่ายทอดเรื่องราวความยิ่งใหญ่ของสนามแข่งยกมาเปรียบเทียบกับสงครามและสนามรบ มีผู้ชนะเป็นฮีโร่ที่เราควรเอาเยี่ยงอย่าง

 

ในมุมหนึ่งการแข่งขันกีฬาอาชีพเป็น “ความบันเทิง” และตัวแทนของจิตใจมนุษย์ที่อยากจะเอาชนะอุปสรรคโดยไม่ต้องออกไปลำบากตัวเอง แต่ในมุมกลับกัน จุดไหนที่มันก้าวข้ามเส้นความปลอดภัยของผู้เข้าแข่งขัน เพื่อแลกกับความสนุกสนานของผู้ชม? การแข่งจักรยานอาจจะไม่ใช่กีฬาที่ดูรุนแรงเหมือนอเมริกันฟุตบอล มวยสากลและฮอกกี้น้ำแข็ง แต่เรื่องความอันตรายนั้นก็น่ากลัวไม่แพ้กัน

 

ผมนึกถึงสนามแข่ง Milan-San Remo ในประเทศอิตาลี เมื่อช่วงต้นปีที่ผ่านมา สำหรับคนที่ไม่เคยติดตามการแข่งขันจักรยานทางไกล การแข่ง Milan-San Remo คือหนึ่งในสนามแข่งแบบวันเดียวจบที่ยาวที่สุดในรอบปีด้วยเส้นทางกว่า 300 กิโลเมตร – ยาวเกินกว่าที่คนทั่วไปคิดว่าจะปั่นจบได้ในวันเดียว มีนักปั่นเข้าร่วมกว่า 200 คน อุปสรรคที่ท้าทายกว่าเส้นทางในสนาม San Remo ปี 2014 กลับเป็นสภาพอากาศความหนาวระดับติดลบและพายุหิมะที่รุนแรงจนต้องปิดถนน…ระหว่างการแข่งขัน ผู้จัดพยายามหาเส้นทางใหม่ ตัดทางขึ้นและลงเขาที่นักปั่นต้องทำความเร็วและอาจจะเป็นอันตรายได้ แต่สิ่งที่น่าประหลาดใจที่สุดสำหรับคนดูหลายๆ คนก็คือ ทำไมผู้จัดแข่งไม่คิดที่จะระงับการแข่งขัน?

 

เรื่องนี้อาจจะฟังดูแปลกประหลาดสำหรับคนที่ไม่ได้ขี่จักรยาน แต่เชื่อหรือไม่โลกแห่งการแข่งขันกีฬาเสือหมอบนั้นยังติดอยู่ในหลุมที่ผู้มีส่วนร่วมทั้งนักปั่น ผู้ชม สปอนเซอร์ ผู้จัดแข่ง ขุดฝังตัวเองด้วยประวัติศาสตร์ ตำนานและวัฒนธรรมการแข่งที่ยึดมั่นกับความกล้าแกร่งและความเจ็บปวดของนักปั่น จนบางครั้งเราก็มองข้ามเรื่องง่ายๆ อย่างความปลอดภัยของผู้เข้าแข่งขันไป ในรายการ San Remo นักปั่นร่วมสิบคนเกิดอาการ Hypothermia อุณหภูมิในร่างกายต่ำอย่างรวดเร็วจนอาจจะเป็นอันตรายต่อชีวิต แต่อีกกว่าร้อยคนก็อยากจะแข่งขันต่อ ให้จบเอารางวัลให้ได้ เพราะมันเป็นสนามแข่งที่ยิ่งใหญ่จัดต่อเนื่องยาวนานกว่าร้อยปีและจัดขึ้นแค่ปีละหนึ่งวันเท่านั้น ขณะเดียวกันผู้จัดแข่งรู้ว่าหากยกเลิกการแข่งต้องโดนแฟนๆ และสปอนเซอร์ต่อว่า เพราะเช่นเดียวกับนักแข่งคนดูก็ต้องรอหนึ่งปีเต็มกว่าจะได้ชม Milan-San Remo อีกครั้งหนึ่ง

 

กรณีสุดโต่งแบบ Milan-San Remo ในปนี้อาจไม่ได้เกิดขึ้นบ่อยๆ แต่ก็เป็นภาพสะท้อนว่ากีฬาจักรยานอาจจะหลงลืมรากของตัวเอง ในสมัยก่อนการแข่งจักรยานเสือหมอบเกิดขึ้นในยุโรป และเป็นกีฬาของชนชั้นแรงงาน เป็นกีฬาที่ใครจะเข้าร่วมแข่งขันก็ได้และเป็นโอกาสให้ผู้คนได้หลุดพ้นหาความบันเทิงจากสภาพแวดล้อมแย่ๆ ในโรงงานซึ่งในสมัยนั้นจัดว่าอันตรายกว่าการแข่งขันจักรยานมาก ปัจจุบันกลับเป็นการแข่งจักรยานที่อันตรายกว่าการทำงานในโรงงานด้วยซ้ำไป

 

การเอาชนะความเจ็บปวดเป็นสิ่งที่เชื่อมโยงนักปั่นทั่งโลกเข้าด้วยกัน หากเรามองข้ามภาพลักษณ์ ประวัติศาสตร์และเรื่องราวอันน่าเหลือเชื่อของบรรดาผู้กล้าที่พิชิตอุปสรรคในการแข่งจักรยานไปได้ เราอาจจะพบว่าความหมายของการปั่นจักรยานมันก็แค่การเอาชนะใจตัวเองอย่างหยาบที่สุด ไม่ว่าเป้าหมายของคุณจะเป็นการเอาชนะแชมป์ Tour de France หรือการปั่นสนุกสนานเพื่อลดน้ำหนัก คุณก็ต้องก้าวข้ามแรงเฉื่อยทั้งในใจและนอกกายที่คอยรั้งไม่ให้คุณไปข้างหน้าเหมือนๆ กัน แต่ที่แน่ๆ ทุกครั้งที่เท้าของเรากดบันได เรารู้ดีว่าในมุมอับของความเจ็บปวดนั้น มันอัดแน่นไปด้วยเรื่องราวและแรงบันดาลใจให้เราพร้อมจะอดทนมากขึ้นอีกนิดหนึ่งเสมอ

Related Post

ในมุมอับของความเจ็บปวด

Cycling Plus Thailand