by indieopera

“อุทยานแห่งชาติเขาใหญ่” สถานที่ขี่จักรยานอันดับต้นๆ ที่นักปั่นคิดถึงและตั้งเป้าหมายที่จะพิชิตให้ได้สักครั้งในชีวิต ด้วยทำเลที่ตั้งที่ไม่ไกลกรุงเทพมากนัก ความท้าทายของเส้นทางที่มีความน่าสนใจตลอดทั้งเส้นทาง ที่โอบล้อมด้วยต้นไม้ใหญ่หลายครั้งก็จะมีสัตว์ป่าออกมาแวะเวียนทักทายนักปั่นอยู่เสมอ นี่อาจเป็นจุดเริ่มต้นที่ทำให้นักปั่นรู้สึกสุดยอดมากๆ ที่ได้ปั่นจักรยานในพื้นที่มรดกโลกแห่งนี้ แต่ในความเป็นจริงการที่คุณจะปั่นจักรยานบนเส้นทางของเขาใหญ่ทั้งจากด่านปากช่อง ด่านเนินหอม รวมถึงการขึ้นเขาเขียวก็ไม่ใช่เรื่องที่จะทำกันได้ง่ายๆ เรียกว่า ถ้าไม่พร้อมก็ไม่มีทางทำสำเร็จ ยิ่งกับมือใหม่ขาแรงทั้งหลายที่อาจจะเป็นเสือทางเรียบ พอมาเจอกับขุนเขาก็มักจะออกอาการให้เห็น หรือที่หลายคนมักจะพูดว่า “ขุนเขาไม่เคยโกหก” มันเป็นจริงตามนั้นครับ ดังนั้น “มีแค่ใจไม่พอ” คืออะไร ว่าแล้วมาเริ่มกันเลยดีกว่าครับ

 

ผมนั่งหาข้อมูลเพื่อออกแบบการปั่นขึ้นเขาอยู่พอสมควรเนื่องจากในการปั่นปกติของผมใช้ชีวิตอยู่กับทางราบเป็นส่วนใหญ่ ได้สัมผัสกับเนินเขาบ้างตามงานแข่งหรือทริปทางไกลที่จัดขึ้นตามภูมิประเทศที่มีเนินเขา หรือ ภูเขาให้ได้สัมผัส ผลจากการที่ได้ไปเจอกับเขาเพียงช่วงเวลาสั้นๆ นักปั่นทางราบสาย “หมก” อย่างผมก็ต้องพบกับความจริงว่าเรายังไม่พร้อมสำหรับสายเขา เจอทั้งตะคริวทักตลอดทาง หรือ หัวใจเต้น แบบจะออกมานอกหน้าอกอยู่เสมอ จนเกือบถอดใจไปหลายครั้งและก็มีบางจังหวะที่คิดว่าเราไม่เหมาะกับการไต่เขาจริงๆ แต่ในช่วงปีที่ผ่านมาผมกลับเห็นเพื่อนๆนักปั่นทั้งมือใหม่ มือเก๋า ไปปั่นจักรยานที่อุทยานแห่งชาติเขาใหญ่กันเยอะมากจนรู้สึกได้ว่าที่นี้ต้องมีความพิเศษอะไรบางอย่าง

 

จนเมื่อ 2 เดือนก่อนหน้านี้ผมได้ไปสัมผัสกับ “เขาใหญ่” แบบไม่ได้เตรียมตัวใดๆผลปรากฏว่า ผมก็ยังแพ้ให้กับขุนเขาแห่งนี้ยังต้องหยุดพัก นวดกล้ามเนื้อ จูงกันยาวๆ จนถึงนั่งพักกันยาวๆ มันคงไม่ใช่เรื่องแปลกสำหรับนักปั่นทางราบเช่นผม แต่ความพ้ายแพ้นี่แหละครับที่ทำให้ผมบอกตัวเองว่า “เราจะกลับมาจัดเต็ม”ให้ได้ นั่นคือจุดเริ่มต้นที่ทำให้ผมเริ่มทำความรู้จักกับการเป็น “นักปั่นสายเขา” ว่าควรต้องเตรียมตัวอย่างไร และทำอย่างไรถึงจะพิชิต 3 ด่านแห่งเขาใหญ่ให้ได้

 

“เตรียมตัวก่อนขึ้นเขา”

เพื่อให้เราเป็นผู้ชนะบ้างการหาข้อมูล ทั้งในด้านของเทคนิคการปั่นขึ้นเขา และ การลงเขา การออกแรงในการปั่น รวมถึงความเข้าใจในเชิงภูมิศาสตร์จึงถูกนำมาใช้ในการเตรียมตัวสำหรับการขึ้นเขาใหญ่ในรอบนี้ โดยผมให้ระยะเวลา 2 เดือนในการเตรียมตัวเพื่อลุยกับเขาใหญ่อีกครั้ง โดยสิ่งที่ผมทำความเข้าใจมีดังนี้ครับ

“ลดน้ำหนัก”
สิ่งที่ต้องคำนึงถึงส่วนแรกในการขึ้นเขา คือ “น้ำหนัก” การที่เราจะต้องแบกสัมภาระขึ้นไปไม่ว่าจะในกระเป๋าหลังของเสื้อจักรยาน ใส่กระเป๋าสะพาย กระบอกน้ำ รวมถึงน้ำหนักตัวของเราเอง ซึ่งสิ่งเหล่านี้อาจเป็นสิ่งที่จำเป็นเมื่อปั่นทางราบ แต่ในทางเขามันคือ “ภาระ” เมื่อเราต้องแบกน้ำหนักทั้งหมดที่อยู่บนจักรยานแล้วปั่นให้พ้นยอดเนินแต่ละลูกไปได้ โดยเป้าหมายแรก คือ ลดน้ำหนักตัวเองให้ได้ 3-5 กิโล ภายใน 2 เดือน และเตรียมอุปกรณ์เฉพาะที่จำเป็นเท่านั้น ทำให้ในการขึ้นเขาใหญ่ครั้งแก้มือ ผมมีเพียง กระติกน้ำ เจล 3 ซอง (เฉลี่ย 1 ซองต่อ 1 ด่าน ใช้เวลาเฉลี่ยด่านละ 1 ชม.) และโทรศัพท์เท่านั้น

 

“การวางแผนฝึกซ้อม 2 เดือน”

เมื่อเราต้องไป “เขาใหญ่” 3 ด่าน ต้องมีการฝึกซ้อมตามระยะและความหนักที่เหมาะสม
โดยต้องทำการออกแบบเส้นทางของแต่ละด่านให้เหมาะสม เพื่อไม่ให้เกิดอาการ “หม้อน้ำแตก” เป็นหมายถึง อาการของร่างกายที่ไม่สามารถออกแรงต่อไปได้เนื่องจากที่เราออกแรงมากเกินไปจนทำให้หมดแรง เหมือนกับการใช้รถที่ความร้อนขึ้นแล้วหม้อน้ำแตกแล้วไปต่อไม่ได้ ดังนั้น การออกแบบฝึกซ้อมเพื่อไต่เขาจึงมีความจำเป็นเพื่อสร้างให้เกิดความสมดุลของการสร้างกล้ามเนื้อ การหายใจ ให้สอดคล้องกับเส้นทางอย่างเหมาะสม

วิธีการซ้อมของผม คือ
ปั่น Endurance เพื่อเสริมสร้างกล้ามเนื้อและระบบหายใจ สัปดาห์ละ 2 วันๆละ 2 ชม.
ปั่น interval ในจุด Sweet Spot สลับกับ Zone 2 เพื่อให้หัวใจได้ฝึกความแข็งแรง เนื่องจากเวลาที่ไต่โดยเฉพาะเขาใหญ่จำเป็นที่จำต้องใช้ทั้งความอึด และ การหายใจที่ดีเพื่อให้สามารถบริหารแรงได้อย่างเหมาะสม

ปั่นกับเส้นทางเสมือนจริง โดยโหลดเส้นทางเขาใหญ่ทั้ง 3 ด่านมาไว้บนไมล์ แล้วซ้อมบนเทรนเนอร์ซึ่งสามารถช่วยกล้ามเนื้อรู้จักกับความหนักที่เกิดขึ้นเวลาที่ต้องกดบันได เพื่อที่จะบริหารแรงได้อย่างเหมาะสม (ผมใช้ Smart Trainer เพื่อควบคุมการฝึกซ้อม ไว้มีโอกาสจะลงรายละเอียดนะครับ)

 

 

“ศึกษาและทำความรู้จักสภาพเส้นทาง”
เมื่อเราจะเอาชนะเขา ดังนั้นกลยุทธที่ใช้สำหรับผมคือ “รู้เขา รู้เรา ปั่นครั้งนี้ต้องชนะ” โดยเป้าหมายของผมในการปั่นขึ้นเขาใหญ่ครั้งนี้ไม่ใช่การทำเวลาให้เร็วที่สุด แต่สามารถปั่นจบโดยที่ขาไม่แตะพื้นทั้ง 3 ด่าน ดังนั้น การทำความรู้จักเส้นทางเพื่อออกแบบการปั่นจึงเป็นสิ่งที่สำคัญที่สุด

 

ด่านที่ 1 เนินหอม – ที่ทำการอุทยาน
จุดเริ่มต้นของการปั่นโดยมากเริ่มจากด่านเนินหอมฝั่งปราจีนบุรีเนื่องจากความชันที่น้อยกว่าฝั่งปากช่อง แต่ด้วยระยะทางกว่า 28 กิโลเมตรจากหน้าด่านถึงแยกขึ้นเขาเขียว สิ่งที่ต้องเจอบนเส้นทางนี้ ความชันเฉลี่ย อยู่ที่ประมาณ 8% มียอดเนินสลับทางลงเพื่อให้ได้ทำความเร็ว และ ฟื้นฟูกำลังพอสมควร เป้าหมายคือ จะพักเติมน้ำ ณ ที่ทำการอุทยาน

 

ด่านที่ 2 ลงจากที่ทำการอุทยาน – ด่านปากช่อง – กลับขึ้นมาที่ทำการอุทยาน
จุดที่ 2 ในส่วนของขาลงไม่ใช่ปัญหาใหญ่สำหรับผมเท่าไหร่ เนื่องจากเป็นทางลงเขาช่วงสั้นๆ ประมาณ 15 กิโล ที่ต้องระวังในช่วงขาลงคือ การคุมความเร็วขณะเข้าโค้งไม่ให้เร็วเกินไป ส่วนขาขึ้นกลับมา ตั้งแต่กิโลเมตรที่ 3 ขึ้นไปจะต้องเจอความชันที่ประมาณ 15-20% แต่เป็นเพียงระยะประมาณ 1 กิโลเมตรซึ่งถ้าคุมรอบขาให้คงที่และไม่หนักกินไปก็น่าจะทำสำเร็จ รวมถึงแผนที่คิดเอาไว้ คือ “นั่งกด” บันไดตาม Pace ที่ซ้อมมาเพื่อไม่ให้หัวใจพุงมากเกินไป เพื่อสามารถประคองตัวเองกลับมาเติมน้ำและทานอาหารอีกครั้ง ณ ที่ทำการอุทยาน ก่อนไปลุยด่านสุดท้าย

 

ด่านที่ 3 ที่ทำการอุทยาน – เขาเขียว
ในด่านสุดท้าย สำหรับผมคือการเตรียมรบกับ “Boss” หัวหน้าใหญ่ที่ยากที่สุดในเส้นทางนี้ สิ่งที่เป็นตัวหลอกและอาจทำให้เรา “หมด” ก่อนที่จะพิชิตได้คือ ป้ายบอกระยะทาง ที่นักปั่นทางราบเช่นผมโดนมาแล้วในการขึ้นครั้งแรก เพราะมีระยะทางแค่ 13 กิโลเมตร ซึ่งในทางราบมันสั้นมาก แต่มันไม่ใช่เลยสำหรับเขาเขียว โดยเฉพาะใน กิโลเมตรที่ 7 – 13 ที่เราจะเจอความท้าทายแบบสุดๆจากเขาเขียว ซึ่งครั้งก่อนหน้านี้ผมก็แพ้ให้กับเขาเขียวตั้งแต่ยังไม่ถึง กิโลเมตรที่ 10 ด้วยซ้ำ รอบนี้ต้องแก้มือให้ได้

 

ทั้งหมดที่เล่ามา คือ แผนและการเตรียมตัวก่อนจะถึงวันที่จะทำการลุย 3 ด่าน ^^ นี่แหละครับคือจุดเริ่มต้นของชื่อเรื่อง เพราะ ครั้งแรกที่มามีแต่ “ใจ”ล้วนๆ ไม่มีการเตรียมอะไรทังสิ้น ความดราม่าจึงบังเกิด เอาละครับมาถึงจุดนี้ มาว่ากันต่อครับว่า ผมจะฝ่าฟันไปสำเร็จไหม

 

 

“เขาใหญ่ 3 ด่านในวันจริง”

ก่อนที่จะเริ่มปั่นผมตัดสินใจไปหาที่พักแถวด่านเนินหอมเพื่อให้ร่างกายได้พักอย่างเต็มที่รวมถึง ตลอด 1 สัปดาห์ก่อนขึ้นเขาใหญ่ ผมปั่น Endurance ทุกวันไม่ปั่นหนักเพื่อเป็นการรักษากล้ามเนื้อให้สมบูรณ์ที่สุด เรียกว่าทำทุกอย่างเพื่อให้ร่างกาย “สด” มากพอที่จะไต่เขา (ตั้งแต่ปั่นจักรยานมาไม่เคยวางแผนอะไรขนาดนี้มาก่อน555)

 

การพิชิตเริ่มต้นที่เวลา ประมาณ 07.30 น. การปั่นครั้งนี้ผมไม่ได้ไปคนเดียวแต่มีสมาชิกในทีมเป็นคู่บัดดี้ปั่นไปด้วยกัน รวมถึงในวันที่ผมไปมีสมาชิกนักปั่นอีกจำนวนมากมาปั่นบนเส้นทางขึ้นเขาใหญ่ทำให้การปั่นวันนี้ไม่เหงาแน่นอน

 

 

ด่านที่ 1 เนินหอม – ที่ทำการอุทยาน
เป้าหมาย 1.20 ชม. – เท้าไม่แตะพื้น

ผมเริ่มต้นที่การวอร์มรอบขาเบาๆ ประมาณ 15 นาทีบริเวณหน้าด่านเนินหอม เพื่อให้กล้ามเนื้อได้มีการยืดตัวและทำให้หัวใจเริ่มถูกกระตุ้น เนื่องจากอากาศค่อนข้างเย็นเพราะฝนตกในวันก่อนหน้า เมื่อเริ่มออกตัวผมเริ่มปั่นตามแผนที่ซ้อมมา คุมโซนของการปั่นในช่วงของทางขึ้น 4 กิโลเมตรแรกเป็นไปตามแผนที่วางไว้ แต่ด้วยการที่มีนักปั่นเยอะในวันนี้ รวมถึงมีขาแรงพอสมควรผมเองก็อดสนุกกับกลุ่มไปได้ก็ต้องขอร่วมวงด้วยก็สามารถเกาะกลุ่มไปด้วยได้บ้างในจนถึงกิโลเมตรที่ 10 แถวๆน้ำตกเหวนรก หลังจากนั้นความชันจะค่อยๆเพิ่มขึ้นรวมถึง ระยะทางของการไต่ที่ยาวขึ้นด้วย ในช่วงนี้ทำให้ต้องพยายามรักษารอบขาและการหายใจให้เพียงพอที่จะลากตัวเองไปให้สุดยอดเนินเพื่อจะได้ไหลลง เป้าหมายที่หลายคนเล็งไว้ในการขึ้นจากฝั่งเนินหอมคือ ได้ “ไหลลงแอ่งกระทะ” เพื่อเป็นการให้รางวัลกับตัวเองว่าได้มาเขาใหญ่แล้ว
แต่ระยะทางก่อนจะถึงแอ่งกระทะผมต้องเจอกับการหลอกของขุนเขาแห่งนี้หลายครั้ง อย่างแรก เป็นการหลอกของยอดเนิน เพราะในระหว่างที่มองเห็นแล้วว่ายอดเนินกำลังจะสิ้นสุดในบางช่วงทำให้แผนที่ตั้งใจว่าจะนั่งกดไปเรื่อยๆแบบใจเย็นก็หายไป กลายเป็นขึ้นยืนโยกเพื่อจะได้พ้นจากความทรมานนี้สักทีแต่หารู้ไม่พอพ้นจากยอดเนิน กลับเจอยอดเนินที่ 2 ต่อ หลังจากเหวนรกมาเราจะเจอกับการหลอกแบบนี้เสมอ สิ่งที่ต้องทำคือ ควงขาต่อไปอย่างใจเย็น จนกระทั่งเห็นว่าเป็นทางลงเนินจริงๆก็ค่อยลงมือโยกกันไปเพื่อทำเวลา และช่วยให้เราได้ผ่อนคลายกล้ามเนื้อเป็นช่วงสั้นๆก่อนกลับมาลุยต่อ
จนในช่วงกิโลโมตรที่ 19 – 28 เราจะโดนขุนเขาหลอกอีกแบบหนึ่ง คือ “นี่ใช่แอ่งกระทะหรือเปล่า” เนื่องจากลักษณะภูมิประเทศที่คล้ายกันของเส้นทางที่มีลักษณะของทางลาดลงและไต่ขึ้นอาจทำให้นักปั่นรู้สึกว่าน่าคือแอ่งกระทะโดยเฉพาะคนที่มาเขาใหญ่เป็นครั้งแรก พอเจอสักเนินที่ 2 และ 3 มันทำให้เกิดความรู้สึกว่า “เมื่อไหร่จะเจอแอ่งกระทะสักที” เพราะมาในช่วงท้ายของเส้นทางนี้ความรู้สึกของนักปั่นจำนวนหนึ่งอยากทิ้งตัว หรืออยากพักแล้วเพราะมันทรมานใช้ได้เลยทีเดียว ดังนั้นการปั่นในช่วงท้ายของเส้นทางเนินหอม คือ การต่อสู้กับตนเอง และการใช้เกียร์ให้เหมาะสมจะช่วยให้การปั่นมีประสิทธิภาพมากขึ้นและไม่เสียแรงมากเกินไป และสุดท้ายผมมาถึงแอ่งกระทะ และได้โพสต์ท่าให้ช่างภาพได้บันทึกเอาไว้พร้อมกับเวลาที่ทำเวลาได้ดีกว่าเป้าที่วางไว้ 4 นาที

 

 

 

 

เริ่มต้นด่านที่ 2 ที่ทำการอุทยาน – ด่านปากช่อง – กลับมาที่ทำการอุทยาน
เป้าหมาย เท้าไม่แตะพื้น – มีแรงเหลือขึ้นเขาเขียว

หลังจากที่ปั่นมาถึงแยกเขาเขียวก็จอดให้กำลังใจเพื่อนสมาชิกนักปั่นที่ตามกันขึ้นมาเป็นระยะ หลังจากที่ถ่ายภาพเป็นที่ระลึกกันเล็กน้อยก็มุ่งหน้าต่อไปที่ขาลงไปสู่ด่านปากช่อง ในระหว่างทางขาลงมีจุดหนึ่งที่เป็นสิ่งที่พลาดไม่ได้คือ “จุดชมวิว” ริมหน้าผาในเส้นทางที่ทำให้เรารู้สึกเหมือนยืนอยู่บนก้อนเมฆ ซึ่งเป็นจุดสุดท้ายที่เราเลือกพักก่อนที่จะไหลลงไปยังด่านปากช่อง

 

สิ่งที่ผมทำในขาลงนี้คือ การเขาโค้งให้ถูกไลน์ และจับบาร์ล่างเพื่อให้สามารถควบคุมรถได้มั่นคงขึ้นรวมถึงการควบคุมเบรคด้วย เป็นอีกเทคนิคที่นักปั่นมือใหม่อาจจะไม่ทราบเพราะส่วนหนึ่งรู้สึกว่าการลงเขาแล้วจับบาร์ล่างมันรู้สึกแปลกๆ แต่การจับที่ฮูดด้านบนมีความเสี่ยงต่อการที่มือเราจะหลุดจากแฮนด์ รวมถึงำม่สามารถกดเบรกได้อย่างเต็มที่ ซึ่งอาจทำให้เกิดอุบัติเหตุตามมา ผมใช้เวลาประมาณ 25 นาที ก็สามารถลงถึงด่านปากช่องได้ จุดที่ต้องระวังมากๆคือ โค้งหักศอก หรือ ช่วงเนินบังเกอร์ ขาลง ที่จะมีรถสวนขึ้นรวมถึงทางโค้งหักศอกต่อกัน ดังนั้นการปั่นลงสายตาจึงห้ามละจากถนนเด็ดขาดเพราะการประมาทหรือพลาดเพียงนิดเดียวอาจทำให้เกิดอุบัติเหตุได้

 

มาถึงจุดสำคัญของเส้นทางนี้กันครับ คือ ขาขึ้นจากด่านปากช่อง จากการลงเขาฝั่งนี้ครั้งแรกของผมบอกได้เลยว่าชอบมากเนื่องจากระยะทางที่ไม่ยาวมากนัก ทำให้รู้สึกไม่เครียดเท่าไหร่ แต่ในทางกลับกันพอคิดถึงเส้นทางที่ลงมาทำให้หนักใจพอสมควรว่าขากลับจะรอดไหม ดังนั้นหลังจากหายใจเขาลึกๆไปหลายทีก็เริ่มออกตัวกันมา ช่วง 4 กิโลเมตรแรกจากฝั่งปากช่องเป็นช่วงของการปั่น “เรียกกำลังใจ” เพราะหลังจากกิโลเมตรที่ 5 ไป ต้องเจอกับความโหดร้ายของ เขาใหญ่อีกแบบหนึ่ง และครั้งนี้คือการปั่นขึ้นจากปากช่องครั้งแรกของผม ซึ่งเป็นการพิสูจน์คำกล่าวของหลายๆคนว่า “ขึ้นจากทางปากช่องยากกว่าเนินหอม” แล้วผมก็ได้เริ่มต้นการพิสูจน์จากกิโลเมตรที่ 5 นี้แหละครับ ทางตรงจะเริ่มลดลงเข้าสู่ทางคดเคี้ยวและขันมากขึ้น สิ่งที่ต้องระวังในเส้นทางขาขึ้นนี้คือ “รถยนต์”ที่ขับตามเราโดยเฉพาะในช่วงหัวเลี้ยวขึ้นเนิน เนื่องจากเส้นทางที่แคบและชันมากกว่าการขึ้นจากเนินหอม ดังนั้นผมจึงปั่นให้เกาะกับเส้นขาวบนถนนให้มากที่สุดเพื่อให้รถยนต์มีช่องทางในการแซงเราขึ้นไป รวมถึงเราเองได้มีที่ให้หลบหากเกิดหมดแรงหรือเหตุสุดวิสัย

 

ความรู้สึกล้าเริ่มแสดงอาการออกมาทำให้ช่งขากลับขึ้นมาเจลหลอดที่สองถูกนำมาใช้ เพื่อเติมพลังงานเข้าไปทดแทน และไม่ทำให้ร่างกายดึงพลังงานในกล้ามเนื้อมาใช้จนหมด ช่วงขาขึ้นค่าหัวใจขึ้นสูงเร็วมากส่วนหนึ่งเกิดจากระยะเวลาที่ปั่นมานาน ประกอบกับความชันของเส้นทางทำให้หัวใจทำงานอยู่ในโซนที่สูงพอสมควร (Zone 4) ในช่วงระยะเวลาของการไต่เขากลับไป ดังนั้นเพื่อให้กล้ามเนื้อไม่ล้าเกินไปผมจะต้องปั่นในช่วงโซน 4 ให้ไม่นานเกินและไม่ให้หัวใจพุงขึ้นไปถึงจุดพีค เพราะนั่นอาจทำให้ผมไม่สามารถไปจนจบด่านที่ 3 การปั่นในช่วง กม.ที่ 9 ขาขึ้นเป็นจุดที่หัวใจทำงานเยอะที่สุดสำหรับช่วงนี้ด้วยความชันราว 18 – 20% กับเนินบังเกอร์ที่เราต้องต่อสู้กับตัวเองด้วยพลังใจและสมาธิ สิ่งที่ผมทำ คือ ควงรอบขาให้ต่อเนื่องและพยายามไม่ให้รอบขาต่อกว่า 70 รอบต่อนาทีซึ่งเรียกว่า ทรมานแบบสุดๆ ในช่วงปลายเนินสุดท้ายก่อนถึงจุดชมวิวรอบขาเริ่มตกทำให้ต้องฝืนยืนเพื่อเปลี่ยนการใช้กล้ามเนื้อก็ช่วยได้พอสมควร

 

พอกลับมาถึงจุดชมวิว มันให้ความรู้สึกสบายใจขึ้นเยอะเพราะเราจะไม่เจอทางชันกว่าที่ผ่านมาอีกแล้วจนถึงที่ทำการอุทยาน ระหว่างทางที่ขี่กลับมาถึงที่ทำการมันทำให้ผมรู้สึกว่าชอบการขึ้นเขาใหญ่จากฝั่งปากช่อง มากกว่า เนินหอม ส่วนหนึ่งผมคิดว่าเป็นที่ระยะทางที่สั้นกว่าแม้จะมีความชันบางช่วงที่สูงพอสมควร แต่ในช่วงเวลาที่ใช้ในการไต่ขึ้นกลับทำได้ในเวลาประมาณ 45 นาที ก็ถือว่าพอใจในผลงาน
เมื่อกลับมาถึงอุทยานก็บอกกับตัวเองได้คำนึงว่า “เกินครึ่งทางแล้ว” เรียกว่าเตรียมฉลองกันเลยทีเดียว แต่พอมาถึงจุดนี้ก็ใช้เวลาพักพอสมควร รวมถึงขอยืมยานวดขาจากพี่ที่ไปด้วยกันเพราะรู้สึกว่ากล้ามเนื้อถึงขีดจำกัดแล้ว ถอดทุกอย่างที่รู้สึกถ่วงตัวเองเพื่อให้ร่างกายได้ผ่อนคลายที่สุด แต่ช่วงก่อนขึ้นเขาเขียวผมกับน้องที่จะขึ้นด้วยกันเจอสัญญาณเตือนให้ต้องรีบมากขึ้นนั่นคือ “เมฆฝน” ที่ปิดบังท้องฟ้าบริเวณเขาใหญ่จนแทบไม่มีแดด นั่นทำให้เราเริ่มลุยในด่านสุดท้าย

 

 

 

ด่านสุดท้าย ที่ทำการอุทยาน – เขาเขียว
เป้าหมาย ขาไม่แตะพื้น – ไปให้ถึงยอด

แล้วเราก็ได้เวลาเข้าตีบอส เป็นความยากระดับ 10 สำหรับผมในตอนนี้เพราะครั้งที่มาก่อนหน้านี้มีแรงมากกว่านี้ยังลงมายืนตั้ง 3 รอบ แต่ยังไงก็ตามได้เวลาลุยอย่างเดียวไม่มีคำว่าถอยอีกแล้ว 555 (ให้ความรู้สึกเหมือนทุบหม้อข้าวทิ้งก่อนไปรบ) ผมกับสมาชิกอีก 2 คนเริ่มออกตัวจากที่ทำการอุทยานระหว่างที่ปั่นไปก็คุยกันไปว่า เราจะไม่เร่ง ไปเป็นกลุ่ม และรักษารอบขาเอาไว้ ทุกอย่างดำเนินไปด้วยดีจนถึงกิโลเมตรที่ 5 ของทางขึ้นเขาเขียว พายุฝนกระหน่ำลงอย่างหนักมองเห็นทางแค่ระยะไม่เกิน 20 – 50 เมตรเท่านั้น ซึ่งในเวลานั้นเราเริ่มเข้าสู่การไต่ขึ้นความชันของเขาเขียวมากขึ้นแล้ว เรามองหน้ากันแล้วก้มหน้ากดบันไดต่อไป

 

การที่ฝนตกอาจจะเป็นโชคดีอย่างหนึ่งคือทำให้หัวใจของเราไม่พุ่งขึ้นสูงเนื่องจากอุณหภูมิในร่างกายเราไม่สูงมากเนื่องจากฝนที่ตกลงมาตลอดเวลา และเมื่อมองไม่เห็นทางข้างหน้าสิ่งที่ทำได้ คือ มองเส้นประบนถนน กับ มองเส้นทางบนไมล์เพื่อวางแผนเข้าไลน์ในการปั่นขึ้นให้ดีที่สุด นั่นเป็นทั้งความสนุกและทรมานไปพร้อมๆกัน ในระยะทางที่ปั่นขึ้นไปผมก็ได้ผ่านจุดที่เคยหยุดยืนเพื่อพักแรงคราวที่แล้วพร้อมกับนึกในใจว่า “ทำได้แล้ว” แต่นั้นเป็นเพียงจุดแรกของพับที่ 2 ของทางขึ้นเขาเขียวเท่านั้น จากสมาชิกที่ปั่นขึ้นไปกัน 3 คนแบบเกาะกลุ่มมันเริ่มห่างมากขึ้นตั้งแต่เริ่มไต่เขาแต่เราก็รู้ว่าแต่ละคนอยู่ตรงไหน ผมปั่นตามน้องที่เชียวชาญสายเขาไปเรื่อยๆ ก็ปั่นตามรอยที่น้องเค้าลากเอาไว้ ในช่วง 3 กิโลเมตรสุดท้ายผมใช้ทุกเทคนิคที่มีทั้ง การดึง การไส การเลื้อย ที่ทำให้เราไปได้ไกลขึ้นแล้วมันก็ได้ผล

 

จุดที่วัดใจและแรงมากที่สุดของผมคือ ช่วง 1 กิโลเมตรสุดท้ายก่อนถึงยอดเขาเป็นช่วงที่ชันไม่ต่างจากที่ผ่านมาแล้วมากนัก แต่แรงทั้งหมดที่มีถูกใช้ไปจนจะหมดจากการปั่นมาตลอด 2 ด่าน เป็นจุดที่เราได้คุยกับตัวเองเลยว่า “จะไปต่อ หรือ จะหยุด” มีช่วงจังหวะหนึ่งพยายามจะเปลี่ยนการใช้กล้ามเนื้อโดยยืนโยก แต่ปรากฏว่าพอเริ่มจะยืน ตะคริวมีอาการตอดเล็กๆที่หน้าขา มันทำให้รู้เลยว่านี่คือขีดจำกัดแล้วจริงๆ แต่มันเหลืออีกไม่กี่ร้อยเมตรเท่านั้นก็จะถึงยอดแล้ว ซึ่งตอนนั้น “ป้ายเขาเขียว” คือกำลังใจเดียวที่เหลืออยู่ พอเริ่มเห็นไม้กันของจุดจอดรถมันเหมือนเห็น “สวรรค์” อยู่ตรงหน้าเพราะหมายความว่าเรามาถึงยอดของเขาเขียวแล้ว

 

พอลงจากรถ ขาสั่นมากทั้งด้วยอากาศที่เย็นมาก ประกอบกับกล้ามเนื้อที่ใช้มาอยากหนัก แต่ก็ไม่ได้ใส่ใจอะไรกับอาการเหล่านั้น สิ่งที่ทำอย่างแรก คือ พาตัวเองเข้าที่หลบฝนให้เร็วที่สุด ในนาทีนั้นก็ได้เจอกับพี่ๆอีก 2 คนที่ได้รับคำท้าเช่นมามาติดฝนอยู่บนนี้ก็คุยกันถึงประสบการณ์ครั้งนี้ ก็เป็นนักปั่นทางราบมาไต่เขาเช่นกัน และที่สำคัญขาวงวันนี้ผมคงไม่สามารถปั่นลงได้เพราะฝนตก ถนนลื่น ยิ่งการปั่นลงเขาต้องอาศัยการเบรคที่ดีซึ่งวันนี้อาจทำไม่ได้ด้วยอุปสรรค์ที่กล่าวมา ก็ต้องโทรให้รถของเพื่อนขึ้นไปรับเพื่อให้ลงมาจากเขาเขียวอย่างปลอดภัย

 

สรุป ของการเดินทาง 3 ด่านของเขาใหญ่ สำหรับผมสรุปได้ว่า

นอกจากคำว่า “ขุนเขาไม่เคยโกหก” —“การซ้อมก็ไม่เคยโกหกเช่นกัน”

 

 

 

 

นอกจากนั้นการวางแผนที่เหมาะสม คือสิ่งที่มีส่วนช่วยให้ปั่นจบตามเป้าหมายที่วางไว้ สุดท้ายแล้วผมว่าสิ่งที่ได้เรียนรู้ในครั้งนี้มันทำให้ผมรู้สึกถึงการปั่นให้ประสบความสำเร็จตามเป้าหมายของตัวเองวางไว้ ไม่ต้องแข่งกับความเร็วของคนอื่น ไม่ต้องแข่งเรื่องเวลา แต่การพัฒนาไปบนความเข้าใจ มันจะสร้างประสบการณ์ที่ดี ให้กับการปั่นจักรยานและพัฒนาไปสู่เส้นทางที่ท้าทายมากขึ้นได้ในอนาคต

 

Related Post

3 ด่านเขาใหญ่

Cycling Plus Thailand