เสียงโห่ร้องของประชาชนชาวโรมก้องกระหึ่ม ผืนผ้าสีขาวโบกเป็นสัญลักษณ์แห่งความปีติยินดี กับยอดนักสู้ผู้กำชัยชนะเหนือศัตรูทั้งปวงในวันนี้ ชูดาบขึ้นสูงประกายตาจ้องไปยังบัลลังก์อร่ามที่เป็นที่ประทับของ “ซีซาร์” ชายผู้แย่งชิงสิทธิ์ในการครอบครองอำนาจเหนือจักรวรรดิอันเกรียงไกรไปจากเขา ศัตรูผู้ซึ่งปลิดชีวิตพ่อของเขาก่อนจะแย่งเอาทุกๆ อย่าง รวมถึงอิสระ และทำให้เขาต้องเข้ามายังสถานที่แห่งนี้อีกครั้ง ในฐานะของ “กลาดิเอเตอร์” นักรบเดนตาย ที่มีหน้าที่รบเพื่อเอาชีวิตรอด และสร้างความบันเทิงให้แก่ผู้คน

 

นี่คงเป็นฉากที่ไม่ยากที่จะจินตนาการถึง เมื่อคุณได้ยืนอยู่เบื้องหน้าซากปรักหักพังอายุสองพันปี ที่เคยเป็นสถาปัตยกรรมที่สะท้อนยุครุ่งเรื่องของ “กรุงโรม” เมืองหลวงแห่งอารยธรรมที่ยิ่งใหญ่ที่สุดอารยธรรมหนึ่งของมวลมนุษยชาติ แม้ว่าวันเวลาแห่งความรุ่งโรจน์จะผ่านพ้นไปแล้วจนไม่มีใครได้ยินเสียงบอกต่อจากคนรุ่นก่อน แต่ก็ไม่เคยเป็นอุปสรรคให้เราจินตนาการถึงความอลังการที่เคยเกิดขึ้น เหนือถนนอิฐโบราณ เหนือเส้นทางสู่ชัยชนะ และศักดิ์ศรีแห่งการชิงชัยของเส้นทางเหล่านี้

 

 

05.59 น. อากาศเย็นยะเยือก อุณหภูมิไม่เกิน 10 องศาเซลเซียส ผมยืนสงบนิ่ง หายใจลึกและช้า อีกเพียงไม่ถึง 60 วินาที ผมจะทะยานไปบนถนนอิฐ เส้นทางที่รถม้าศึกของจักรวรรดิโรมันเคยวิ่งกลับมาจากศึกสงครามอย่างผู้มีชัย กับระยะทาง 120 กิโลเมตร ที่ดักรออยู่คือจุดเจ้าภูเขาถึงสองครั้ง ที่มีความชันแตะ 20 เปอร์เซ็นต์ รวมถึงความสุดโหดของผิวถนนยุคเก่าแก่ ที่จะสั่นสะท้านให้ร่างกายและจักรยานของผมหลุดเป็นชิ้นๆ ได้ แต่นี่ไม่ใช่เวลาที่จะมาลังเลกับสิ่งที่ยังไม่เกิดขึ้น เพราะเพียงอึดใจ เสียงนับถอยหลังก็มาถึง และแล้วเสียงคลีตที่ถูกบันไดล็อกเข้าที่ก็ดังระงมรอบตัว น้ำหนักตัวของผมถูกกดลงไปยังบันไดซ้าย รถพุ่งทะยานออกไปพร้อมๆ กับนักปั่นต่างชาติสารพัดที่มา ที่พร้อมหน้ามาร่วมรบบนเส้นทางนี้อีกร่วม 7,000 ชีวิต และในวินาทีแรกนี้เอง ที่ร่างกายของผมเริ่มสั่นสะท้านด้วยแรงสะเทือนที่รถพุ่งไปบนถนนอิฐโบราณอย่างบ้าคลั่ง ศึกในวันนี้เริ่มขึ้นแล้ว พร้อมกับฉากหลังของโคลอสเซียมที่ห่างออกไปทุกที

 

 

ความเร็วของการปั่นจักรยานบนถนนแคบๆ ผิวทางที่สะท้านสะเทือนไปจากอิฐเก่า และร่องรอยท่อน้ำใต้ดินมากมาย ไม่ได้น้อยแต่อย่างใด เมื่อไมล์ของผมบอกว่าเรากำลังพุ่งไปด้วยความเร็วไม่ต่ำกว่า 35 กิโลเมตรต่อชั่วโมง ถึงกระนั้นก็ดูแล้วไม่มีแววแม้แต่น้อยที่จะมองเห็นหัวแถวที่อยู่ห่างไกลสุดสายตา รอบๆ ตัวเต็มไปด้วยนักปั่นชาวยุโรปที่ล้วนต่างส่องประกายแววแห่งทักษะที่ลึกล้ำ บ้างกระโดดขึ้นลงบาทวิถีเป็นของเล่น เพื่อซอกแซกไปข้างหน้าให้เร็วที่สุด บ้างก็ควบคุมรถฉวัดเฉวียนตามช่องเล็กๆ และเบียดไหล่เกยกันได้อย่างไม่รู้สึกอะไร ถนนที่กว้างเพียงรถสองคันจุดเบียดสนิทกัน มีนักปั่นพุ่งแซงกันไปมาอย่างวุ่นวาย แต่อย่าแปลกใจถ้าจะไม่เห็นอุบัติเหตุอะไรเลย เพราะนักปั่นที่ลงในรุ่น 120 กิโลเมตรนี้ส่วนมากมีประสบการณ์การปั่นมาพอสมควรแล้วนั่นเอง และเป็นความสุดยอด ที่เราได้ปั่นบนถนนไร้รถยนต์อย่างสมบูรณ์แบบ ไม่ต่างจากการแข่งโปรทัวร์ที่มองเห็นจากการถ่ายทอดมาตลอด

 

 

 

Campagnolo Roma Grand Fondo

คือรายการจักรยานสมัครเล่น ที่เปิดกว้างให้คนทั่วไปได้มีโอกาสปั่นจักรยานพิชิตเส้นทางไต่เขาชันสองลูก ชิงชัยความเป็นเจ้าแห่งนักไต่เขาได้อย่างเต็มที่ มาตรฐานการจัดการอยู่ในระดับเดียวกับการแข่งขันอาชีพระดับโลก และถูกบรรจุเอาไว้ในปฏิทินงานปั่นของสหพันธ์จักรยานนานาชาติ ที่ปกติจะมีแต่รายการแข่งอาชีพเท่านั้น ซึ่งนี่เองที่ทำให้งานนี้เป็นแหล่งรวมของนักปั่นมากมายจากหลายที่ทั่วโลก กว่า 7,000 ชีวิตมาร่วมกัน ทั้งในประเภท 120 กิโลเมตร และ 70 กิโลเมตร ที่ดูแล้วจะหวานเย็นกว่ากันพอสมควร หรือแม้แต่ในรุ่น “วินเทจ” ที่เอาใจคนรักจักรยานคลาสสิก เพราะถ้าคุณจะเข้าร่วมในประเภทนั้น จักรยานของคุณต้องถูกจัดว่า “คลาสสิก” จริงๆ ห้ามผลิตหลังปี 1987 อย่างเด็ดขาด และแน่นอนว่า เสื้อผ้า หน้าผม เครื่องแต่งกาย ต้องสอดคล้องเข้ารับกันทั้งชุด แต่อย่าเหมาว่ามันคือการปั่นสายแฟชั่น เพราะรถระดับคุณลุงเหล่านั้นต้องตะลุยเส้นทาง 70 กิโลเมตร ไปเช่นเดียวกัน และต้องไต่เขาสูงชันลูกแรกด้วยแบบไม่มีข้อยกเว้น

 

 

เพียง 30 นาทีจากการปล่อยตัว

เมื่อเราวนโรลลิ่งด้วยความเร็วสูงมากในกรุงโรมเป็นที่เรียบร้อย และมุ่งหน้าไปยังชานเมืองบนถนนหลวงขนาดใหญ่ ตอนนี้กลุ่มหน้าสุด ทำระยะห่างออกไปไกลกว่า 5 นาทีอย่างรวดเร็ว แต่นั่นไม่ใช่ปัญหาสำหรับผมที่จะพยายามจบการปั่นนี้ให้ได้ในเวลาที่ตั้งเป้าเอาไว้ นั่นก็คือ 5 ชั่วโมง และจากความที่นี่คือทริปปั่นแบบไม่ได้เน้นการแข่งขันมากนัก ทำให้มีกลุ่มปั่นกระจัดกระจายย่อยๆ เต็มไปหมด บ้างก็เร็ว บ้างก็ช้า บ้างก็ใหญ่ บ้างก็เล็ก ผมเลือกชอปปิงรถด่วนได้ตามชอบใจ แต่กว่าจะเจอรถด่วนที่ทำความเร็วพอดีกับสังขารก็เข้าสู่ช่วงของการไต่เขาลูกแรกไปเสียแล้ว

 

บนทางชัน ความชันเฉลี่ย 6 เปอร์เซ็นต์ ของภูเขาสไตล์อิตาเลียน แม้จะไม่ยาวไกลแบบไต้หวัน หรือสุดลูกหูลูกตาเหมือนอินทนนท์บ้านเรา แต่มันคือภูเขาที่ชัน สั้น และ “ก้าวร้าว” กับเรามากกว่านัก ทุกครั้งที่มีการพับเลี้ยว ความชันจะพุ่งสูงกว่า 13-14 เปอร์เซ็นต์ เรียกว่าไม่มีจังหวะให้พักกันได้มากนัก บางครั้งเมื่อหักศอกเลี้ยวแล้วสิ่งที่รอเราอยู่คือกำแพงภูเขาชัน 17 เปอร์เซ็นต์ การใช้เกียร์และเฉลี่ยแรงจึงเป็นสิ่งที่สำคัญอย่างยิ่ง ก่อนที่จะเข้าใกล้ยอดเขา ซึ่งมีจุดเจ้าภูเขารออยู่ เสียงพิธีกรบรรยายแว่วลั่นมาแต่ไกล เป็นแรงผลักดันให้ผมต้องตะกายตัวเองขึ้นไปยังจุดนั้นให้ได้โดยไม่ย่อท้อต่อความชันสุดขีดที่เพิ่มขึ้นเรื่อยๆ เรียกว่ารีดเกียร์จนสุดแล้ว ก็ยังต้องอดทนบดขยี้ขึ้นไปให้ถึงยอด เป็นการพลาดอย่างยิ่งที่มาพร้อมกับจานแบบปกติ 53/39 และเฟืองมาตรฐาน 11-28 ที่ติดรถมาแบบไม่เตรียมตัว ความชะล่าใจที่ผมใช้สเปกนี้ไต่อินทนนท์มาได้แบบไม่ตายคาเขา ทำให้ผมกลายเป็นนักสู้บ้าบิ่นคนหนึ่ง ท่ามกลางนักปั่นอิตาเลียนที่ซอยขาเบาขึ้นเขาได้เร็วกว่าผม แซงผ่านไปคนแล้วคนเล่า

 

และอึดใจที่ผ่านพ้นยอดเขามาได้ ก็เข้าสู่ทางลงเขาที่เรียบสนิท โล่งยาวไกล ไม่มีรถยนต์วิ่งบนเส้นทางให้เราต้องระวัง นักปั่นที่กระจัดกระจายจากการไต่เขา ไหลลงมาด้วยความเร็วอย่างสนุกสนาน โค้งกว้างๆ และถนนที่เราใช้ได้เต็มที่ทำให้กลุ่มจักรยานรวมตัวกันได้สะดวก ทำความเร็วไล่แตะ 70 กิโลเมตรต่อชั่วโมง เทโค้งตามไหล่เขาไปอย่างรวดเร็ว ที่นี่การเบรกที่โค้งถือเป็นสิ่งต้องห้าม ทุกคนคุมรถได้อย่างมั่นใจ ถึงขนาดเข้าโค้งจนตัวติดกัน ไหล่เบียดกันก็ยังคงพารถไปได้อย่างไม่ต้องกังวล บ้างก็ฉีกอาหารสำเร็จรูปกินให้พร้อมก่อนถึงเขาลูกต่อไป ผมรีบจัดแจงรูดซิปเสื้อกันลม ที่สวมเอาไว้ตั้งแต่เช้าตรู่ ตอนนี้เวลา 08.00 น. แล้ว แต่จากกระแสลมแรงของการลงเขาทำให้อาการหนาวสะท้านมาเยือนได้ทันที ปลายนิ้วมือเย็นยะเยือก นิ้วเท้าชาไปด้วยความหนาวเย็น ยังโชคดีที่ผมเลือกใส่เสื้อเบสเลเยอร์ด้านในหนึ่งชั้น ก่อนจะเป็นเสื้อจักรยาน และทับด้วยแจ็กเกตกันลมอีกหนึ่งตัว ทำให้ยังพอจะเดินเครื่องต่อไปได้บ้าง

 

 

ที่ตีนเขา กลุ่มปั่นรวมตัวกันมากกว่า 30 คน ทำความเร็วสูง แตะ 40 กิโลเมตรต่อชั่วโมง ตลอดเวลา แม้ว่าถนนจะไม่ใช่อิฐโบราณแบบเดิม แต่คราวนี้เราได้เจอกับผิวถนนชำรุดเสียหายแบบลอนผิวมะกรูด ทำให้เสียงจักรยานสั่นสะเทือนดังระงมไปทั่วซ้าย ขวา หน้า หลัง พร้อมกระแสลมแรงที่พัดเลียบช่องเขามาต้านเป็นอุปสรรค นักปั่นในกลุ่มยามยากนี้ แยกไม่ออกว่าใครเป็นใครมาจากไหน เพราะทุกคนสวมเสื้อที่ผู้จัดมอบให้อย่างพร้อมเพรียง เป็นสัญลักษณ์ว่าคุณคือหนึ่งในผู้ร่วมทริปครั้งนี้ ดุจราวกับทีมเดียวกัน

 

 

เราเวียนวนกันทำหน้าที่ลากแหวกลมไปด้านหน้าให้เร็วที่สุด แม้ว่าเราจะไม่มีอันดับมุ่งหวังในการชิงชัยความเป็นที่หนึ่ง แต่ผมไม่แปลกใจเท่าที่ได้สัมผัสกับนักปั่นอิตาเลียนมา พวกเขาเต็มที่เสมอในการปั่นจักรยาน จักรยานสำหรับชาวไทยส่วนมากอาจเหมือนการออกกำลังกายเผาผลาญไขมันส่วนเกิน เหมือนการวิ่งจ็อกกิ้งในสวนสาธารณะไปเรื่อยๆ แบบชีวิตฮิปสเตอร์ แต่สำหรับพวกเขา มันคือการรบพุ่งใส่กัน ออกหมัดแลกกัน ไม่ต่างจากการเล่นยิมต่อยมวย หรือคอมแบตแอโรบิกที่เป็นที่นิยมกันอยู่พักหนึ่ง ด้วยเหตุนี้ แม้นี่จะเป็นทริปปั่นก็ตาม แต่มันทำให้จิตใจของผมผ่าวร้อนด้วยบรรยากาศแห่งความสะใจ นึกย้อนไปถึงไม่กี่ชั่วโมงที่ผ่านมา ที่กลางกรุงโรม แล้วมีแรงฮึกเหิมแบบกลาดิเอเตอร์ที่ไม่ย่อท้อ ให้กับความเร็วและการกระชากตัวไปข้างหน้าอย่างต่อเนื่อง แม้ว่ากลุ่มจะค่อยๆ ลดจำนวนลงเรื่อยๆ จากสามสิบเหลือเพียงสิบกว่าคน แต่ไม่นาน เมื่อเราผ่านกลุ่มอื่นๆ ก็จะมีเพื่อนร่วมทางใหม่เข้ามาแจมอีกเสมอ เป็นเช่นนี้ไปเรื่อยๆจนถึงเขาลูกที่สอง

 

 

และที่นี่เองที่ทำให้ผมต้องยอมแพ้ให้กับความชันอันสุดโหด ผมต้องยอมให้กลุ่มที่ร่วมทางมาโบยบินไต่ขึ้นไปแบบหมดทางเยียวยา ได้แต่กระดืบๆ ขึ้นไปอย่างช้าๆ ด้วยรอบขาไม่ถึง 40 รอบต่อนาที ควบคุมตัวเองให้ไม่เข้าสู่จุดวิกฤติที่หม้อน้ำจะระเบิด และหมดสภาพคาเขา เลี้ยวแล้ว เลี้ยวเล่า โค้งแล้ว โค้งเล่า ทั้งแซงผ่านเพื่อนนักปั่นที่ร่อแร่ หรือโดนแซงไปแบบไม่มีสิทธิ์แม้จะร้องตาม ในที่สุดผมก็ได้ยินเสียงพิธีกรที่จุดเจ้าภูเขาที่สุดดังแว่วมาจากปลายทางลิบๆ เมื่อหอนาฬิกาโบสถ์เด่นตระหง่านที่ยอดเขา ตัดกับฟ้าสีครามเข้มสดใส นั่นคือจุดที่เมื่อชั่วโมงที่ผ่านมา นักปั่นแถวหน้าของที่นี่คงฟาดฟันกันชิงเอารางวัลเจ้าภูเขากันอย่างดุเดือด แต่ตอนนี้สำหรับนักรบปลายแถวเช่นผม คงได้แต่เอาตัวเองให้รอดไปให้ได้

 

ราวกับเขี้ยวเล็บของสัตว์ร้ายที่ซีซาร์ส่งมาขย้ำพวกเรา ความชันที่มากทวีทุกวินาทีที่ผ่านพ้น ระยะทางใกล้ที่ห่างไกลเสียเหลือเกิน เพียง 300 เมตรที่ดูเหมือนไม่สิ้นสุด ภูเขาลูกนี้กำลังเล่นงานผม มันคำรามดังก้องในภวังค์ หมายจะให้เราวางดาบถอดใจ รับเอาคมเขี้ยวฝังคอให้ดังตายสนิทอยู่เสียตรงนี้

 

โค้งขวาหักศอกก่อนจะพบกับความชันที่เพิ่มขึ้นและถนนแคบเพียงหนึ่งคันรถ การปั่นซอกแซกไปบนทางชัน หลบนักปั่นที่บ้างก็ลงเข็น ลงจูงอย่างหมดเรี่ยวแรง ยอมรับความเสียหายจากกรงเล็บของสัตว์ร้าย ไม่ใช่เรื่องง่าย มันยิ่งซ้ำเติมให้อุปสรรคนี้ยากยิ่งขึ้น แต่ผมไม่ได้นั่งเครื่องบินมา 12 ชั่วโมง เพื่อมาเข็นจักรยานไปยอดเขาในกรุงโรม ผมมาที่นี่ในฐานะกลาดิเอเตอร์ปลายแถวจากแดนสยาม

 

แม้ว่าเราจะไม่ใช่คนที่ใครๆ จะจำชื่อได้ แม้ว่าชัยชนะครั้งนี้จะไม่สำคัญไปกว่าผลของหวยในงวดต่อไป แต่นั่นคือวินาทีที่ผมงัดเอาแรงใจของบรรพชนที่ปกป้องเกียรติภูมิของบ้านเกิดด้วยเลือดและชีวิตเข้ามาไว้เต็มอก หากแผ่นดินยังไม่กลบหน้า แม้ตะคริวจะเริ่มถามหา แต่ตราบใดที่สองมือยังมีแรง สองขายังไปต่อได้ ดาบในมือจะไม่หยุดแกว่ง และอย่าหวังว่าจะยอมให้สัตว์อสูรร้ายแห่งโรมัน ทำให้ร่างของนักรบสยามจากแดนไกลต้องจมกองอยู่ข้างทาง ว่าแล้วเพียงระยะ 5 เมตรสุดท้าย มองเห็นยอดโบสถ์อันเป็นสัญลักษณ์แห่งเส้นชัยของเขาลูกนี้อยู่ต่อหน้า

 

ผมลุกขึ้นยืนทันที รีดแรงเข้าใส่ราวกับการรุกโต้กลับเจ้าตัวร้ายที่ปล่อยให้มันเล่นงานมาเพียงฝ่ายเดียวอยู่ตลอด บัดนี้แหละที่ดาบในมือจะสวนจ้วงแทงเข้าสู่จุดตายของมัน และประกาศชัยของความสำเร็จ ที่ระยะค่อนทาง เมื่อพ้นเขาลูกนี้ไป จะเป็นทางราบมุ่งหน้ากลับสู่โรมด้วยชัยชนะอย่างเต็มภาคภูมิ มาเลย เจ้าอสูรร้ายแห่งความชัน อีกเพียง 50 เมตร เลี้ยวซ้ายนี้เท่านั้น ชะตาแห่งวันถึงฆาตของเจ้าก็จะมาถึง

 

 

หักศอกซ้ายที่ความชัน 15 องศา เบื้องหน้าผมที่ร่างกายบอบช้ำ สองขาแทบไม่มีแรงเผชิญหน้ากับทางชัน 18 องศาและมากกว่า พร้อมกับผิวถนนแบบอิฐโบราณที่ดักอยู่แบบไม่รู้ตัว มันคือกับดักร้ายที่ซ่อนอยู่ของเจ้าอสูรตนนี้ อสูรแห่งขุนเขากรุงโรม ยิ้มเยาะใส่ผม แสยะแยกเขี้ยวของมันอย่างสะใจ ก่อนที่ร่างของผมจะหย่อนลงนั่งบนอานแบบสิ้นหวัง ก้มหน้ากดลูกบันไดไปแบบเรี่ยวแรงแทบไม่มี ความเร็วลดลงเรื่อยๆ ทุกๆ เมตรที่เคลื่อนไป ในวินาทีนี้ เหมือนกับว่านักรบไร้ชื่อจากสยามประเทศ รอนแรมมาจากแดนไกล กำลังจะทอดกายยอมรับความพ่ายแพ้จากคมเขี้ยวของสัตว์ร้ายแห่งกรุงโรง เสียงปรบมือสะใจของประชาชนในจักรวรรดิโรมันอันเกรียงไกร คงดังไปทั่วเมื่อเลือดของนักรบแดนเถื่อนร่างเล็กสาดไปทั่วพื้นลานประลอง

 

ผมหยุดนิ่งอยู่กับที่ บัดนี้ล้อจักรยานของผมหยุดสนิทลงแล้ว เสียงไมล์ที่หยุดทำงานดังเตือนให้ได้ยิน แว่วเบาแทบไม่เข้าสู่หูของผมที่อื้อไปด้วยความเหนื่อย มือขวาของผมคว้าจับอยู่กับเสาไฟริมทางอย่างแน่น แน่นที่สุดเท่าที่จะทำได้ไม่ให้รถไหลย้อนลงเขาไป มือซ้ายกำเบรกหน้าแน่นห้ามล้อไม่ให้หมุน

 

ผมก้มหน้าลงพื้น หายใจลึก เบาช้าต่อเนื่องก่อนจะเงยหน้าขึ้นมองไปที่เส้นชัยที่ปรากฏเบื้องหน้า แสงแดดที่ย้อนเข้าตาสว่างจ้าสะท้อนกับผิวอิฐบนถนนชัดเจน อึดใจหลังจากนั้น ผมผลักมือออกจากเสาไฟอย่างแรง พร้อมกับปล่อยนิ้วซ้ายให้รถเคลื่อนต่อไปและพร้อมกันนั้น ลุกขึ้นยืนโยกรถไปสุดกำลัง ดวงตาจ้องไปยังรอยต่อระหว่างแผ่นดินกับขอบฟ้าคราม

 

ใช่แล้ว ผมอาจแพ้กับไม้ตายเด็ดของเจ้าอสูรร้ายตนนี้ ผมอาจต้องบาดเจ็บจากการรับมือกับมัน แต่ผมจะไม่ยอมแพ้ ไม่ยอมหยุดวางดาบลงกับพื้น จักรยานคู่ใจของผมคันนี้เราไปด้วยกันมาแล้วหลายที่ หลายประเทศ มันต้องบินขึ้นไปให้ถึงที่นั่น ที่ที่ผมจะเอาชนะตนเองให้จงได้  ผมขอเพียงเวลาอึดใจ หายใจให้ลึก และรีดกำลังเข้าใส่มันอีกครั้งหนึ่ง ผิวอิฐลื่นอาจเป็นปัญหาในการยืนโยก รถส่ายไปมาทั้งจากความชันและอาการลื่นไถล แต่ผมก็ยังไปต่อได้ ความคุ้นชินกับรถคันเก่ง ทำให้แม้ว่าจะเสียหลักก็ยังเอาอยู่ และในที่สุดนับถอยหลังจาก 10 เมตร เหลือ 5 เมตร 3 เมตร และผ่านพ้นยอดเขาไปได้ในที่สุด

 

 

ผมเสียเวลาอยู่ตรงนั้นนานเท่าไรนะ ตั้งแต่เริ่มไต่เขาจนถึงยอดเขา ที่ผมห่างไปจากกลุ่มนักปั่นที่ร่วมทางกันมา ในเวลานี้ รอบตัวผมมีแต่คนใหม่ๆ ที่ขึ้นเขามาพร้อมๆ กัน เพราะอะไรก็ไม่ทราบได้ ผมพยายามลงเขาให้ได้เร็วที่สุด ทั้งทิ้งโค้งแบบเหวี่ยงสุดขีด ทั้งการก้มมุดต่ำนั่งตัวติดกับจักรยานในทางตรงดิ่งยาวๆ เพื่อไล่ตามกลุ่มที่ร่วมสาบานมาให้ได้ และในที่สุดผมก็รวมตัวกับนักปั่นแปลกหน้าอีก 4 คน กลายเป็นทีมเปอร์ซูทเฉพาะกิจ ช่วยกันทำความเร็วสูงไปแบบไม่คิดชีวิต เรียกว่าขี่ลืมตายกันเลยทีเดียว

 

 

อาการตะคริวที่เริ่มก่อตัวบนเขา เริ่มมาถี่ขึ้น อาหารและน้ำถูกกินไปจนเกือบหมดแล้ว คะเนจากระยะทางที่เหลืออีกราว 30-40 กิโลเมตร ถ้าผมไม่ไปให้ถึงในเวลาอีก 1 ชั่วโมง ผมจะเจอกับหนังชีวิตในตอนท้ายอย่างแน่นอน เพราะน้ำที่เติมมาจากจุด Feeding Station สุดท้ายขณะนี้เหลือน้ำเปล่าครึ่งขวดกับน้ำเกลือแร่อีกครึ่งเดียวเท่านั้น อากาศเริ่มอุ่นขึ้น แต่ก็ยังเย็นพอที่จะใส่เสื้อกันลมได้ ทำให้ผมตัดสินใจไม่ถอดเสื้อกันลมออก ยังคงเดินเครื่องทำความเร็วทางราบ เอาเวลาคืนจากบนเขาให้ได้มากที่สุด และไม่นานผมก็พบกับกลุ่มที่คุ้นตา

 

 

พวกเราทั้ง 5 คนผ่านกลุ่มต่างๆ มามากมาย ส่วนมากเป็นกลุ่มขนาดเล็กที่ไปด้วยความเร็วพอสบายๆ แต่เราก็ไม่หยุด มาถึงท้ายกลุ่มหน้าที่เห็นไกลๆ ดูแล้วเป็นกลุ่มใหญ่กว่า 20 คน ทุกคนมองเป้าหมายเดียวกันและช่วยกันพอทีมเปอร์ซูทนี้เข้าสู่กลุ่มอย่างแข็งขัน แม้หัวใจจะเต้นสะท้านรัวในอก แม้ขาจะหมดแรงจนแทบไม่เหลือกำลัง แม้จะมีคนที่สละชีวิตไปแล้วจากพวกเราทั้งหมด 5 คน เหลือคนที่รอดชีวิตเข้าร่วมกลุ่มใหญ่นี้ได้เพียง 3 คนเท่านั้น ครั้งหนึ่งที่ผมอยู่คนสุดท้าย พบว่าคนที่ 4 หน้าผมคอตกเปิดแก็ปหนึ่งช่วงรถทันทีที่คนหน้าสุดตั้งความเร็ว ผมรีบพุ่งขึ้นมามองหน้าเขาพร้อมกับพยักหน้า กวักมือให้ตามหลังมาด้วยกัน แต่ 20 วินาทีหลังจากนั้นผมหันกลับไปยังเบื้องหลังอันว่างเปล่า  ทำได้เพียงส่งแรงใจให้เขาไปต่อบนระยะทางที่เหลือให้ได้

 

 

การกลับมายังกลุ่มเก่าของผมดูจะสร้างความแปลกใจให้กับเพื่อนนักปั่นแปลกหน้าอยู่บ้าง บางคนดูท่าทางจำกันได้และพยักหน้า ส่งยิ้มทักทายให้กัน เพราะพวกเขาเองก็ไม่ได้ถนัดภาษาอังกฤษมากนัก ผมเองก็ไม่ถนัดภาษาอิตาเลียน แต่ที่นี่เราไม่ต้องสื่อสารอะไรกันมาก ทุกอย่างเป็นภาษาจักรยาน มันคือสิ่งสากล เราไปด้วยกัน ช่วยเหลือกัน ในขณะที่แลกหมัดใส่กันพอให้สีสันของชีวิตสดใส ทันทีที่ผมพักให้หัวใจลดลง ก็เดินเครื่องเข้าส่วนช่วงหน้ากลุ่ม ร่วมผลัดกันลาก ผลัดกันทำความเร็วและเชื่อมช่องว่างไปตามกำลังที่มี

 

 

ขณะนี้เหลือระยะทางอีกเพียง 15 กิโลเมตร ก็จะกลับถึงเส้นชัยและสิ้นสุดสงครามรบอันยาวนานของพวกเรา ผมดูเวลาที่ทำได้ประมาณ 4 ชั่วโมงกว่าๆ น่าจะยืนยันได้ว่าผมคงจบทริปนี้ที่ 5 ชั่วโมง สมดังใจที่ตั้งเอาไว้ กัดฟันอดทนไปกับกลุ่มที่ขณะนี้เหลือเพียง 16-17 คนเท่านั้น ภาวนาว่าทนอีกเพียงครึ่งชั่วโมงก็จะจบทุกอย่างลงแล้ว ทว่าการปั่นกับชาวอิตาเลียนไม่ใช่เพียงเท่านี้ ยิ่งใกล้เส้นชัยพวกเขายิ่งกระชากหนักเข้า ถี่เข้า จากที่ผมอยู่หัวแถวคอยช่วยเหลือปิดช่องว่าง ตอนนี้ผมเลื่อนลงมาอยู่ท้ายแถว และทำได้แค่เพียงเหนียวที่สุด เท่าที่จะเกาะกลุ่มนี้อยู่ต่อไปได้ ทุกครั้งที่มีการกระชากทำความเร็วออกตัวจากโค้ง ต้องมีหนึ่งคนที่หลุดกลุ่มออกไป ทางที่แคบ คดเคี้ยวไปมา ทำให้บรรยากาศคล้ายการแข่งไครทีเรียมที่เกมดุเดือด สิ่งที่ต่างๆ คือ เราไต่เขาผ่านมาแล้วกว่า 2,000 เมตร ด้วยร่างกายอันบอบช้ำ ต้องมารับมือการทำความเร็วเช่นนี้อีก ทำให้ผมแทบจะบอกให้ตัวเองหยุดฟรีขา ปั่นต่อไปแบบหวานเย็นจบทริปสบายๆ ให้ได้

 

 

แต่ตรรกะและเหตุผลทุกอย่างใช้กับผมไม่ได้อีกแล้ว ผมพยายามเหนียวติดกลุ่มมาได้อย่างทุลักทุเล ช่วง 3 กิโลเมตรสุดท้าย กลุ่มปั่นที่เหลือเพียง 8 คน พุ่งเข้าไปยังถนนหินอีกครั้ง ถนนช่วงนี้ยาว 200-300 เมตร สั่นสะท้านอย่างรุนแรงเป็นครั้งสุดท้าย ความเร็วบนถนนอิฐเกิน 40 กิโลเมตรต่อชั่วโมง เล่นเอาทุกอย่างรอบตัวเงียบอื้อไปหมด ผมหาคำตอบให้กับตัวเองไม่ได้ว่าทำไมเราต้องพยายามตามพวกเขามาด้วย เพราะอะไรถึงต้องใส่ลุยขนาดนี้ทั้งที่นี่ไม่ใช่การแข่งขัน รางวัลรึก็ไม่มีอะไรเลยนอกจากความสะใจ เป้าหมายก็น่าจะทำได้ตามที่หวังไว้แล้ว

 

 

ก่อนที่ผมจะหาคำตอบได้ ล้อผมก็สัมผัสกับถนนเรียบสนิท ถนนคอนกรีตอย่างดีที่หาแทบไม่ได้ในเมืองไทย เสียงยางเงียบสงัด พร้อมกับความเร็วที่ลดลงของนักปั่นแปลกหน้าที่เพิ่งมาพบกันในวันนี้ ทุกคนถอนใจยาวขี่ไปอย่างสบายๆ บ้างก็ทักคุยกันตามภาษาของเขา หัวเราะสนุกสนาน ก่อนจะมีมือมาตบที่ไหล่ผมแรงๆ สองที เมื่อผมหันไปสบตากับเขา หน้าตาที่เหมือนหลุดมาจากรูปปั่นโบราณแนวโรมันยิ้มพยักหน้าให้ผม ก่อนจะตบไหล่อีกสองที คนข้างหน้าเองก็หันมามองหน้าพยักหน้าทักทาย วินาทีนี้เอง จากนักรบไร้ชื่อแดนไกล ในที่สุดผมก็มีตัวตน อย่างน้อยในสายตาของสหายศึกอีก 6-7 คนตรงนี้ ทันทีที่มีคนถามผมว่า “คุณมาจากไหน” ผมตอบไปอย่างดังกังวาน ชัดเจนที่สุด อย่างภาคภูมิใจที่ได้เอ่ยออกมาให้โลกได้ว่า  “I am from Thailand” 

 

 

มันคือเรื่องราวของการปั่นจักรยานในครึ่งวันสั้นๆ บนเส้นทางที่ยากจะพรรณนาให้ได้ฟังได้หมดสิ้น นี่คือเสี้ยวหนึ่งของวินาทีนับพันที่ไหลผ่านไป แต่สิ่งหนึ่งที่ยืนยันกับผมคือ ที่นั่นเป็นประสบการณ์อันล้ำค่า วันเวลาที่ทำให้เราได้ลงมือทำเต็มเหนี่ยวกับเป้าหมายที่มีอยู่ บนเส้นทางที่แปลกใหม่ แปลกแบบยากจะหาที่ไหนเหมือน ถ้าคุณอยากรู้ว่าทำไมนักรบจักรวรรดิโรมันถึงรบได้อย่างดุเดือด ทำไมพวกเขาจึงยิ่งใหญ่ คุณต้องลองไปปั่นจักรยานบนถนนที่นั่น เคียงข้างกับเขาเหล่านั้น ที่เมืองอันมีประวัติศาสตร์ยาวนาน ณ ประเทศที่จักรยานเป็นมากกว่าแค่เครื่องมือออกกำลังกาย  “Campagnolo Roma Grand Fondo”

 

 

Related Post

Campagnolo Roma Grand Fondo

Cycling Plus Thailand