สิ่งหนึ่งที่เป็นแนวทางปฏิบัติสู่ความสำเร็จของหน้าที่การทำงาน ที่ทุกคนร็อยู๋แก่ใจ ร่ำเรียนมาตั้งแต่ครั้งยังเยาว์คือ “ความรักในสิ่งที่ทำ” กล่าวกันว่างานใดที่ได้ทำด้วยความรัก งานนั้นย่อมทำได้ไม่ร็เบื่อ แล้วหากงานของเราเริ่มต้นมาด้วยความลุ่มหลง หรือความหลงใหลในสิ่งหนึ่ง จนกลายเป็นส่วนหนึ่งของชีวิตล่ะ? เราจะเป็นสุขได้ขนาดไหน?? คำถามนี้ทุกท่านจะได้คำตอบเมื่ออ่านบทสัมภาษณ์หนุ่มชาวอิตาลีผู้นี้จบลง เพราะชีวิตเของเขา อยู่ และรักกับจักรยาน จนสิ่งที่ทำ กลายเป็นความสุข และส่งผลให้ยังคงเดินหน้าพยายามคิดค้น และพัฒนาผลิตภัณฑ์ของเขาให้ดียิ่งขึ้นไป ราวกับว่าความยากของการฝ่ากำแพงแห่งการนำเสนอสิ่งใหม่ๆ เป็นดั่งความท้าทายของชีวิตนักปั่นคนหนึ่ง บนเส้นทางสุดโปรดเท่านั้นเอง

 

อัลเบอร์โต ฟอนเต้ (Alberto Fonte)  หนุ่มอิตาลี ที่เกิดในเมืองเงียบๆไม่ไกลจากเวนิสมากนัก ปัจจุบันรับหน้าที่สำคัญเป็นผู้อำนวยการ คุมบังเหียนให้กับแบรนด์ชื่อดัง Fi’zi:k ทำหน้าที่ดูแลทุกอย่างของแบรนด์นี้ ในทุกๆผลิตภัณฑ์ ไล่ไปตั้งแต่อาน, รองเท้า, กางเกง และชิ้นส่วนเสริมอื่นๆ ทิศทางของแบรนด์จะเป็นอย่างไร การพัฒนาจะไปในรูปแบบไหน รวมถึงการตลาดและการสื่อสารเกี่ยวกับผลิตภัณฑ์ล้วนมาจากเขาทั้งสิ้น ทั้งหมดนี้ไม่ใช่งานง่ายๆเลย หากแต่ อัลเบอร์โต สามารถใช้ความหลงใหล ในจักรยาน ที่พาเขาเข้ามาเป็นส่วนหนึ่งของแบรนด์ชั้นนำของโลกตั้งแต่ต้น เป็นแรงผลักดันใหเขาไม่เคยคลายความสนุกและท้าทายทุกๆครั้งที่ Fi’zi:k เริ่มต้นโปรเจ็คท์ใหม่ๆ จากจุดเริ่มต้นของการเป็นเพียง 1 ใน 3 ลูกจ้างชุดแรกๆของ Fi’zi:k ในตำแหน่งเจ้าหน้าที่ฝ่ายการตลาด เมื่อ 8 ปีก่อน เป็นพื้นฐานสำคัญ ที่ทำให้เขาคลุกอยู่กับชิ้นส่วนจักรยาน เพื่อนักปั่นได้อย่างถึงแก่นของมัน และเป็นกำลังสำคัญที่ผลักดันให้บริษํทอานเล็กๆ เติบโตขึ้นมาเป็น 1 ในยักษ์ใหญ่ของบริษัทชิ้นส่วนจักรยานได้ในเวลาไม่ถึงสิบปี

 

“ผมเริ่มขี่จักรยานตั้งแต่ผมจำความได้ (หัวเราะ)” นี่คือคำตอบที่อัลเบอร์โต ตอบผมเมื่อผมถามว่าเขาเริ่มต้นทำความร็จักสองล้อนี้มานานแค่ไหนแล้ว  และเล่าต่ออีกว่า “ผมเริ่มจับจักรยานทุกชนิด ไม่ว่าจะเป็นเสือภูเขา เสือหมอบ ผมขีทุกอย่าง ผมแข่งทุกอย่าง ต่อมาเริ่มที่จะหันไปเล่นเสือภูเขาแบบเอนดูโร่ หันไปวิ่งมาราธอน และกำลังสนใจในไตรกีฬา แต่ผมเป็นนักว่ายน้ำที่ไม่ค่อยดีนัก” เขาเล่าอย่างอารมณ์ดี แววตามีประกายทันทีเมื่อพูดถึงจักรยาน ไม่มีร่องรอยของความเหนื่อยล้าทั้งๆที่พวกเราเพิ่งกลับมาจากการปั่นจักรยานฝ่าทางเขาสูงชันกว่า 2,000 เมตร กินเวลาไปถึงเกือบครึ่งวัน

 

“แต่เมื่อผมโตขึ้น แม้ว่าผมจะขี่จักรยาน และแข่งขัน ผมกลับไปสนใจในเรื่องของกีฬาแข่งรถมากขึ้น  ในวัยรุ่นผมเข้าแข่งรถโกคาร์ทมากขึ้น จนเรียนร็ได้ว่าผมคงไม่มีทางเป็นโปรในแนวนั้นได้ (หัวเราะ) ผมจึงทุ่มเทความสนใอยู๋กับจักรยานมากขึ้น ตั้งแต่อายุ 18 ปี” จากนั้นผมจึงถามต่อว่า หากพูดถึงความบ้าในจักรยาน เขามีลูกบ้ามากขนาดไหน “ที่นี่ ที่ Fi’zi:k พวกเราทุกคนบ้าจักรยาน เรามีการปั่นจักรยานทุกๆวันช่วงพักเที่ยง เราจะรีบเปลี่ยนชุด ออกจากออฟฟิศไปเพื่อใช้วลาชั่วโมงกว่าๆไปด้วยกันบนถนน ส่วนสุดสัปดาห์ เราสามารถขี่ได้เยอะขึ้นช่วงเช้าวันเสาร์และอาทิตย์ ปีหนึ่งๆผมขี่จักรยานรวมๆกันน่าจะมากกว่า 10,000 กม. (สัปดาห์ละ  200 กม. โดยประมาณ) ผมไม่ได้ขี่เยอะมากหรอก แต่ผมพยายามขี่ให้ได้บ่อยที่สุด และไม่อยากหยุดขี่เลยสักวันหากไม่จำเป็น” เมื่อถามไปถึงการแข่งขัน เขาก็เล่าถึงรูปแบบการแข่งขันที่เขาชื่นชอบ “ทุกวันนี้ผมก็ยังเข้าร่วมการแข่งขันอยู๋เสมอ ผมหันมาแข่งเสือหมอบมากขึ้น เป็นหลักเลยก็ว่าได้ ผมชอบรายการทางไกลแบบแกรนด์ ฟอนโด มีภูเขาเยอะๆ ผมชอบไต่เขาและชอบได้เห็นผู้คนต้องทรมานกับการไต่เขาไปกับผม (หัวเราะอย่างอารมณ์ดี) ในอิตาลีเราไม่ค่อยมีการแข่งระยะสั้นมากนัก เรามีรายการไครทีเรียมน้อง นักปั่นส่วนมากจึงไม่ใช่สปรินท์เตอร์ ผมเองก็เช่นกัน ผมว่าผมถนัดทางภูเขามากกว่า”

สิ่งที่น่าสนใจอยู๋ในใจความที่เขาเล่าต่อกับผมถึงแนวคิดในการขี่จักรยานของเขา ซึ่งเชื่อกันว่าเป็นความพิเศษลึกๆของนักปั่นอิตาเลียนทั่วไปด้วย “ผมอยู๋กับจักรยานเป็นชีวิตของผม แต่การแข่งขันเป็นเพียงงานอดิเรก แต่ไม่ได้หมายความว่าผมไม่จริงจัง เมื่อไหร่ที่ผมติดหมายเลขในเช้าวันแข่งขัน หัวใจของผมต้องการไปให้ได้เร็วที่สุด ต้องการแข่งให้ได้เต็มที่ที่สุด แน่นอนว่าผมอาจะไม่ได้ชนะในทุกๆรายการ เพราะไม่ใช่เรื่องง่ายสำหรับการเป็นมนุษย์เงินเดือนทำงานบริษัทแบบผมที่จะตั้งเป้าหมายที่การชนะ แต่ผมต้องการใส่ให้สุดๆในทุกครั้งที่แข่ง” ที่สำคัญเมื่อเราคุยกันต่อไปถึงเรื่องราวของนักปั่นอาชีพแท้ๆ ที่พนักงานของ Fi’zi:k เองก็น่าจะมีโอกาสได้พบ หรือร่วมงานด้วยบ่อยๆ เขากลับมีท่าทางตื่นเต้นและเล่าให้ฟังถึงประสบการณ์ประทับใจเมื่อได้พบกับนักแข่งอาชีพ “ผมยังคงตื่นเต้นทุกครั้งที่ได้เจอกับนักแข่งอาชีพ พวกเขาพิเศษมากสำหรับเรา  ครั้งหนึ่งผมได้พบกับเอ็ดดี เมิคซ์อย่างใกล้ชิด ในการออกไปร่วมงานแสดงสินค้าครั้งแรกของผม  ผมขึ้นลิฟท์ร่วมกับชายอีกคนหนึ่งซึ่งผมสังเกตได้ว่าเขาคือตำนานที่พวกเราทุกคนร็จัก ผมตื่นเต้นจนขยับตัวไม่ได้พูดไม่ออก”

แล้วใครคือโปรในดวงใจของคุณ? เป็นคำถามที่ผมทำให้อัลเบอร์โตต้องหยุดคิดนิดหน่อยก่อนจะตอบมาว่า “ในระยะแรกที่ผมเริ่มปั่นจักรยาน ฮีโร่ของผมคือ มาร์โก ปันตานี เขาเป็นไอด้อลของพวกเราชาวอิตาเลียน ในตอนนี้นักแข่งในดวงใจของผมคือ ฟาเบียน คันเชลาร่า แต่ถ้าถามถึงความสนิทสนม ผมใกล้ชิดกับวินเชนโซ นิบาลี มากกว่า พวกเขาแข็งแรงเหนือมนุษย์ แค่คุนเจอเขาอยุ๋กับจักรยาน คุณจะรู้สึกได้ทันทีว่าร่างกาย และบรรยากาศรอบตัวของพวกเขามีพลังมาก เป็นราศีของความเป็นแชมเปี้ยนของจริง”

ผมลองถามค้นหาเข้าไปในใจของเขามากขึ้น ว่าในการปั่นจักรยานของอัลเบอร์โต รายการไหนที่ประทับติดตรึงใจเขามากที่สุด คำตอบที่กลับมาทำให้ผมต้องตาโตไปกับความน่าสนใจของเรื่องราวที่เขาเล่า “การแข่งครั้งหนึ่งของผม เป็นการแข่งเสือภูเขาสุดโหด เป็นทางเสือภูเขาแท้ๆ บนระยะทางรวมมากกว่า 120 กม. ผมเข้าร่วมเป็นประจำ จนกระทั่งราว 5 ปีก่อน ที่ผมคว้ารองแชมป์รายการนี้มาได้ นั่นเป็นการแข่งที่ยาวนานแต่น่าจดจำของผม”

 

“อะไรคือสิ่งที่สุดยอดในการทำงานอยู๋ในบริษัทจักรยาน ในฐานะของคนที่รักในจักรยาน?” คำถามของผมดึงรอยยิ้มของเขาออกมาทันที “แน่นอนว่าความฝันของผมคือการทำงานในสิ่งที่ผมชอบ ผมฝันที่จะทำงานในวงการจักรยานมาตลอด ผมตื่นมาทุกๆเช้าด้วยความตื่นเต้น อยากจะทำอะไรๆที่เกีย่วกับสิ่งที่ผมรักไม่เคยเบื่อ” แต่รอยยิ้มกลับกลายเป็นเสียงหัวเราะทันทีที่ผมถามต่อว่า “แล้วอะไรคือสิ่งที่เลวร้ายที่สุดในการทำงานในบริษัทจักรยาน แต่คุณเป็นคนบ้าจักรยาน?” สิ้นเสียงหัวเราะ อัลเบอร์โตก็ตอบผมได้ทันที “สิ่งที่แย่คือเวลาที่คุณต้องทำงาน ในงานจักรยาน ในการแข่งจักรยาน แต่คุณไม่ได้ปั่นจักรยาน คุณเห็นคนแข่ง คนปั่น แต่คุณปั่นไม่ได้ (หัวเราะ)”

 

อัลเบอร์โตยังเล่าถึงสิ่งที่เขาได้สัมผัสกับนักจักรยานทั่วโลก ในการเดินทางไปยังที่ต่างๆของเขา เขาให้แง่คิดที่น่าสนใจเกี่ยวกับความต่างของนักปั่นในที่ต่างๆว่า ไม่ว่าเขาจะไปที่ไหน ที่สวยงามแค่ไหนก็ตาม แต่สิ่งหนึ่งที่เขาสัมผัสได้คือถนนที่ทำให้คุณขี่จักรยานได้สนุกที่สุดคือที่อิตาลี เพราะเรามีถนนที่เงียบ ผิวถนนที่ไม่เลวร้ายมากนัก สภาพเส้นทางสนุก ท้าทาย เรามีทางราบ เรามีเนินเขามากมาย ลักษณะของภูเขาที่อิตาลีหาที่ไหนเปรียบได้ไม่ง่ายนัก สภาพบ้านเรือนและสถาปัตยกรรมที่คลาสสิค มีความเป็นตัวเองสูง สังคมที่อ้าแขนยอมรับจักรยานบนถนนสาธารณะ นักปั่นเองก็มีอัธยาศัยดีต่อกัน” เขายังเสริมในมุมของนักปั่นสายแข่งขันต่ออีกว่า “นักแข่งอิตาเลียนเป็นที่รู้กันดีในยุโรปว่ามีบุคลิกแบบดุดัน เอาจริงเอาจัง พวกเราจริงจังกับการแข่งกีฬา จักรยานเป็นเหมือนกีฬาที่เราลงไปทุ่มกับมันอย่างเต็มที่ทุกครั้ง เราไม่ชอบเอาจักรยานออกไปปั่นแค่สนุกๆ ผ่อนคลาย เพราะคำว่ากีฬาจักรยานของเราหมายถึงความแข็งแกร่ง แข็งแรง” ส่วนนี้ผมก็ขอเสริมเขาว่าจากที่สัมผัสนักปั่นอิตาเลียนมา ก็ดูแล้วมีเค้าโครงจริงอยู๋ไม่ใช่น้อย แม้ปากจะบอกว่าเราจะออกไปปั่นกันแบบ”มิตรภาพ” แต่พอเอาเข้าจริงก็เห็นใส่กันยับจนหน้าเบี้ยวไปหมด

 

จากความลุ่มหลงของชีวิตหนุ่มนักปั่นคนหนึ่งที่เข้ามาเป็นส่วนหนึ่งของอุตสาหกรรมชิ้นส่วนจักรยานที่เขารัก มาพบกับความคลั่งไคล้ของทีมงานในแต่ละส่วนที่มีให้กับจักรยานของชาว Fi’zi:k ส่วนผสมที่ลงตัวที่ตั้งต้นจากความพยายามผลักดันการออกแบบและพัฒนาไปให้ไกลกว่าขีดจำกัด ที่ขับดันให้สินค้าของค่ายนี้ เกิดแนวคิดการออกแบบใหม่ๆมาโดยตลอด “บ่อยครั้งที่พวกเราเกิดความสงสัย และความต้องการ จากการขี่จักรยานร่วมกัน และนำไปพัฒนาเป็นสินค้าใหม่ๆ ส่งมอบแนวคิดและความต้องการของเราให้กับนักออกแบบ เพื่อสร้างแบบของผลิตภัณฑ์ออกมาเรื่อยๆ จนกลายเป็นขั้นตอนการทดสอบ แน่นอนว่าของทั้งหมดจะผ่านการทดสอบจากพวกเราเองอย่างสนุกสนาน และเป็นหน้าด่านแรกที่ผลิตภัณฑ์ต้องผ่านไปให้ได้ เพราะถ้ามันไม่ผ่านพวกเรา ก็ไม่มีทางเลยที่จะรอดพ้นการทดสอบจากนักแข่งอาชีพได้ “อัลเบอร์โตเล่าให้ผมฟังอย่างสนุกสนาน “เรามีสินค้าหลายตัวที่ตกรอบไปตั้งแต่ขั้นตอนนี้ ก่อนที่จะได้ออกสู่สาธารณ์ เป็นงานที่นักออกแบบต้องเฝ้าทบทวนการทำงานหลายต่อหลายครั้ง กว่าจะได้เป็นแบบที่ลงตัวเท่าที่ทำได้ ที่เหลือเราจะทดลองส่งไปให้นักแข่งอาชีพช่วยตัดสินมันอีกครั้ง เพราะพวกเขาใช้งานมันจนถึงขีดสุดจริงๆเท่านั้น” นี่คือมาตรฐานการทำงานของแบรนด์นี้ ซึ่งยึดถือความคิดที่สินค้าทั้งหมดต้องถูกยอมรับและพัฒนาจากการแข่งจักรยานอาชีพขั้นสุดยอดเท่านั้น “เราทำงานร่วมกับทีมจักรยานอาชีพและนักแข่งอาชีพเยอะมาก เพื่อรวบรวมความเห็นในการพัฒนาให้ถูกต้องตามการใช้งานมากที่สุด เราไม่ได้ใช้พวกเขาเป็นเพียงการตลาดเท่านั้น แต่พวกเขาเป็นหนึ่งในเครื่องมือพัฒนาและทดสอบของเรา”

 

อัลเบอร์โต อธิบายพลางหยิบเอาอานจักรยานขึ้นมาถือประกอบเรื่องเล่า “กว่าที่จะออกมาเป็นขั้นตอนสุดท้าย พวกเราทดสอบหารูปร่างที่เหมาะที่สุดจากข้อมูลพื้นฐาน และทดลองผลิตส่งไปให้นักแข่งแบบต่างๆใชช้ รวมถึงนักปั่นในทุกๆระดับความสามารถ เพราะเราไม่ได้ขายเฉพาะของระดับแข่งขัน เราต้องทำสินค้าสำหรับนักปั่นทั่วไปด้วย ซึ่งบางครั้งวัสดุหรือการออกแบบสินค้าสำหรับพวกโปร ก็ไม่ได้เหมาะสมกับนักปั่นทุกคนเสมอไป”  มาถึงตรงนี้เขาได้อธิบายต่อเกี่ยวกับความต่างของอานในแต่ละรุ่น รองเท้าในแต่ละสายการออกแบบให้ฟังอย่างละเอียด ซึ่งแน่นอนว่าคงต้องเก็บเอาไว้เล่าในรอบต่อไป

 

สิ่งหนึ่งที่ผมได้รับจากการนั่งสนทนากับชายคนนี้ ทำให้ผมได้เห็นถึงความสุขในการทำงานในสิ่งที่รัก ราวกับว่าทุกๆวันได้เล่นอยู่กับเรื่องราวที่แสนเพลิดเพลิน ตลอดเวลาของการร่วมกิจกรรมในอิตาลี ผมไม่เคยเห็นสีหน้าที่ดูเหนื่อยล้า หรือหมดเรี่ยวแรงจากเขาเลย ทุกๆเรื่องที่เป็นจักรยาน ไม่ใช่งานสำหรับเขา ท้ายที่สุดเขาฝากทิ้งท้ายสำหรับนักปั่นทุกคนเอาไว้ว่า

 

“ปั่นจักรยานให้สนุก ไม่ว่าจะเป็นการออกกำลังกาย การแข่งขัน หรือ เอาจักรยานออกไปปั่นเล่นๆก็ได้ เพราะผมอาจจะเป็นแค่คนหนึ่งที่โชคดีได้อยู๋กับโลกที่ผมรัก แต่ไม่ได้แปลว่าผมมีความสุขบนจักรยานมากกว่าพวกคุณเลย สำหรับเรา จักรยานเป็นสิ่งหนึ่งที่หล่อเลี้ยงทั้งร่างกายและจิตใจ สำหรับคุณ จักรยานคืออะไร คงไม่มีใครตอบได้ แต่ที่ผมแน่ใจคือ คุณก็รัก และมีความสุขกับจักรยานใช่มั้ย? ดังนั้น อย่าลืมเวลาที่มีความสุข และออกไปปั่นจักรยานกันครับ”

Related Post

From Passion To Invention

Cycling Plus Thailand