เรื่อง : ชานนท์ พงษ์พานิช

Cycling Plus – “The Parking Lot”

ตอนที่ 2 10/2017

 

 

“Michał Kwiatkowski ชนะ Paris-Nice!”

 

ดูเหมือนจะเป็นพาดหัวข่าวที่ไม่น่าเป็นไปได้ครับ แต่ทว่าจริงๆ แล้วมันก็ไม่ได้เกินจริงไปมากนัก ล่าสุด Kwiatkowski ได้ออกมาพูดถึงความใฝ่ฝันของเขาที่จะผันตัวไปเป็นนักปั่นจีซีในอนาคตถ้ามีโอกาสครับ

 

 

จะว่าไปแล้วชัยชนะ Milano-San Remo และ Strade Bianche ของ Kwiatkowski ในฤดูนี้ก็ไม่น่าทึ่งเท่ากับความสามารถในการปั่น Tour de France ที่ยอดเยี่ยมของเขา เรารู้กันอยู่ดีครับว่า Kwiatkowski เป็นคนที่เหมือนกับถูกออกแบบมาให้ปั่นรายการคลาสสิกวันเดียวอย่างทั้งสองรายการนี้ ด้วยการปั่นที่ดุดัน ความสามารถในการระเบิดเนิน และการสปรินต์ที่ยอดเยี่ยมของเขา แต่น้อยคนคงคิดว่าเขาจะสามารถปั่นในรายการแกรนด์ทัวร์ได้ดีอย่างที่เขาแสดงใน Tour ปีนี้ เขาสามารถที่จะเป็นสุดยอด Domestique ให้กับ Froome ได้ จน Froome ต้องขอบคุณเขาวันละหลายรอบเลยทีเดียว

 

 

Kwiatkowski เล่าประสบการณ์การแข่งของเขาว่า “ผมไม่เคยมีโอกาสที่จะปั่นให้กับทีมใหญ่ที่ตั้งเป้าหมายจะชนะรายการแกรนด์ทัวร์ มันเป็นอะไรที่ผมไม่อาจลืมได้” ซึ่งนี่ก็เป็นเหมือนกับตัวจุดประกายของเขาที่จะผันตัวครับ

 

 

“การที่ได้แข่งทุกวันและพยายามไม่ให้เสียเวลา การสู้จนถึง Paris มันเป็นประสบการณ์ที่ดีมาก ผมไม่ได้หวังเลยว่าร่างกายของผมจะทำได้ดีตลอดระยะเวลา 3 อาทิตย์ ซึ่งมันก็เป็นอะไรที่ใหม่สำหรับผม และผมก็หวังว่าจะได้ทำมันอีก” Kwiatkowski เล่าครับ

 

 

ซึ่งถ้าหาก Kwiatkowski ต้องการที่จะเป็นนักปั่นจีซีจริงๆ ผมคิดว่าก็คงจะเป็นไปได้ที่เขาจะทำได้ดีระดับหนึ่งครับ แต่ก็คงจะไม่สามารถไปสู้กับนักปั่นสายจีซีแท้ๆ ได้ครับ อย่างมากก็เป็นแชมป์จีซีรายการอย่างเช่น Tour of California เหมือนที่ Peter Sagan เคยได้ครับ แต่คงไม่ได้ไปไกลกว่านั้นเนื่องจากข้อจำกัดทางด้านกายภาพของเขาเอง

 

 

แต่การจะผันจากนักปั่นสายคลาสสิกไปเป็นนักปั่นสายจีซีมันเป็นสิ่งที่ยากมากๆ ครับ

 

ไม่ใช่แค่คิดว่าจะเปลี่ยนแล้วก็สามารถฝึกซ้อมได้เลยใน 1-2 ฤดูกาล แต่มันต้องใช้เวลามหาศาลเลยทีเดียวครับ มันต้องใข้ส่วนประกอบร่างกายที่ต่างกันกับนักปั่นสายคลาสสิก ต้องการอาหารและสภาพแวดล้อมที่ต่างกันมาก และการเปลี่ยนสิ่งต่างๆ เหล่านี้ไม่ใช่เรื่องง่ายครับ แถมช่วงต่อระหว่างการเปลี่ยนสภาพร่างกายก็อาจจะเป็นช่วงที่เสี่ยงด้วยเช่นกัน เพราะนักปั่นจะไม่สามารถโฟกัสขีดความสามารถของร่างกายได้เลย รวมถึงยังทำให้การวางแผนการแข่งนั้นยากขึ้นด้วย นอกจากนี้ยังเสี่ยงต่อการเสียความสามารถที่มีอยู่ด้วยครับ

 

 

ซึ่ง Kwiatkowski เองก็ตระหนักดีถึงจุดนี้ครับ เขาบอกว่า “ถ้ามันมีสัญญาณที่บ่งบอกว่าผมสามารถพัฒนาทักษะการเป็นนักปั่นจีซีได้โดยที่ไม่เสียทักษะการสปรินต์และปั่นสู้กับลม ผมก็อยากที่จะลองดู”

 

 

อย่างไรก็ดี ก่อนหน้านี้ Roberto Amadio ผู้จัดการทีม Liquigas-Cannondale ซึ่งเป็นทีมเก่าของ Sagan และอีกหลายๆ คนก็เคยมาบอกว่ามันไม่ใช่สิ่งที่เป็นไปไม่ได้ที่ Peter Sagan เปลี่ยนตัวเองไปเป็นสุดยอดนักปั่นจีซีระดับแนวหน้า หรือแม้แต่ชนะ Tour de France ก็ตาม ตราบใดที่เขายอมเสียสละอย่างใหญ่หลวง ซึ่งก็เหมือนกับกรณีของ Kwiatkowski ในครั้งนี้ครับ

 

 

“มันชัดเจนว่าเขาต้องเปลี่ยนแปลงร่างกายของเขา ยอมเสียพลัง และทุกสิ่งทุกอย่าง แต่ผมก็เชื่อว่าเขาจะใช้ความสามารถเฉพาะตัวของเขาได้มาก จนในที่สุดเขาก็จะทำได้” Amadio พูดถึงการผันตัวไปเป็นนักปั่นจีซีของ Sagan

 

 

ดังนั้นแล้ว มันก็เป็นไปได้แน่นอนที่ Kwiatkowski จะผันตัวไปเป็นนักปั่นจีซี แต่คำถามก็คือว่าเขาจะจริงจังและตั้งใจขนาดไหนที่จะเปลี่ยนตัวเองครับ ถ้าเขาพร้อมที่จะเปลี่ยน ผมก็เชื่ออย่างเต็มที่ว่าเราจะได้เห็นนักปั่นจีซีที่เก่งเพิ่มขึ้นมาอีกคนอย่างแน่นอนครับ

 

 

เบื้องหลังความสำเร็จที่ Il Lombardia

ของ Vincenzo Nibali

 

 

 

หนึ่งในภาพที่ติดตาที่สุดของใครหลายคนในการแข่งขัน Il Lombardia ดูเหมือนจะเป็นภาพของ Vincenzo Nibali โจมตีบนเขาลูกสุดท้าย ก่อนจะดิ่งลงเขาริมทะเลสาบ Como ด้วยความน่าหวาดเสียวและเร้าใจครับ ซึ่งดูเหมือนว่าปีนี้ก็จะเกิด Déjà vu หรือภาพซ้ำที่วนเข้ามาอยู่ในหัว แต่จริงๆ แล้วมันไม่ใช่ภาพซ้ำแต่อย่างใดครับ มันคือทีเด็ดของ Nibali ในการคว้าชัย Il Lombardia ทั้งสองครั้งของเขาในปี 2015 และ 2017 ครับ

 

 

“แผนของผมในวันนี้ก็คือการมีการแข่งขันที่ยอดเยี่ยม ผมได้ตำแหน่งดีๆ หลายครั้งในปีนี้ แต่ผมก็ไม่ได้ชนะรายการใหญ่ๆ อย่างที่ผมต้องการ แต่การได้ชนะรายการระดับโมนูเม็นทอลแบบนี้มันก็เป็นอะไรที่ยอดเยี่ยมมาก” Nibali บอกหลังแข่งจบครับ

 

 

ซึ่ง Nibali ก็มีการแข่งขันที่ยอดเยี่ยมจริงๆ ครับ เขาปั่นได้อย่างยอดเยี่ยมและดุดัน แต่สิ่งที่เป็นเหมือนกับท่าไม้ตายของเขาก็คือการโจมตีขณะขึ้นเขาและดิ่งลงมาอย่างดุดัน เหมือนกับในปี 2015 ที่มีภาพอยู่มากมายบนอินเทอร์เน็ต จนหลายคนต้องยกให้เขาเป็นหนึ่งในนักลงเขาที่ดีที่สุดในโลกทีเดียวครับ

 

 

จริงๆ ถ้าพูดถึงการดิ่งลงเขานั้น หลายคนคงนึกถึง Sagan ซึ่งก็แน่นอนว่าเป็นนักลงเขาที่ยอดเยี่ยมมากเหมือนกัน แต่จากมุมมอของผมแล้ว ผมคิดว่าสองคนนี้มีสไตล์การลงเขาที่ต่างกันอย่างสิ้นเชิงครับ

 

 

สำหรับ Sagan ผมคิดว่าเขาจะออกแนวบ้าบิ่นครับ (หัวเราะ) เขาจะเก่งมากๆ เมื่อต้องลงเขาด้วยความเสี่ยงสูง เสี่ยงที่จะยอมนั่งปั่นในท่าแปลกประหลาดเพื่อความแอโรอย่างที่สุด หรือแม้แต่การกระโดดข้ามสิ่งต่างๆ บนถนน ซึ่งนั่นก็หมายความว่าเราจะได้เห็นการแข่งขันที่ต้องลุ้นกันอย่างสุดเสียวครับ

 

 

แต่สำหรับ Nibali แล้ว เขามีแนวทางการลงเขาที่แตกต่างจาก Sagan มากครับ แน่นอนว่า Nibali ก็เสี่ยงเหมือนกันเมื่อลงเขา แต่เขาจะมีสไตล์ที่แตกต่างออกไปครับ Nibali นั้นจะลงในแบบที่พลิ้วไหว นุ่มนวล แต่ก็แฝงไว้ด้วยความดุดัน

 

 

นอกจากนี้เขายังถนัดเส้นทางที่คดเคี้ยวและเต็มไปด้วยโค้งหักศอกครับ เขาสามารถเข้าโค้งลงเขาอย่างแม่นยำ สง่างาม และพลิ้วไหวอย่างที่สุด อย่างในรายการนี้ เขาโชว์เทคนิคการลงเขาที่พลิ้ว และเป็นธรรมชาติอย่างที่สุดครับ

 

 

Nibali เองเคยพูดว่าเขากับ Sagan นั้นถูกเทียบกันบ่อยครั้ง แต่ Sagan นั้นจะออกแนวบ้ามากกว่า มันก็กินกันไม่ลงครับถ้าจะตัดสินว่าสองคนนี้ใครลงเขาเก่งกว่ากัน มันคนละสไตล์กันมากกว่า

 

 

ส่วนใน Il Lombardia ทั้งสองครั้งนี้ ผมคิดว่ากุญแจที่สำคัญที่สุดของ Nibali ก็คือฝีมือการลงเขาที่ยอดเยี่ยม และเหมาะกับเส้นทางของเขา นอกจากนี้เขายังมีความรู้ในเรื่องเส้นทางต่างๆ ด้วยครับ เพราะเขาเป็นคนอิตาเลียนจึงคุ้นเคยกับเส้นทางลงเขานี้ดี ทำให้เขาสามารถใช้ความสามารถและความรู้ของเขาควบคู่กันได้อย่างเต็มที่ ซึ่งนั่นก็ทำให้เขาดิ่งเขาลงมาได้เร็วกว่าใคร และนี่เองที่ทำให้เขาสามารถเอาเวลาจากคู่แข่งมาได้มากมาย

 

 

โดยความชำนาญในการลงเขาของ Nibali นั้นทำให้แม้แต่หนุ่มไฟแรงจากฝรั่งเศส Julian Alaphilippe ที่เป็นคนลงเขาได้อย่างยอดเยี่ยมอีกคนหนึ่ง ก็ไม่สามารถตามเขาลงมาได้ทันครับ Alaphilippe บอกหลังจบว่าเขาไม่ได้คิดเลยซะด้วยซ้ำว่าเขาจะได้อันดับโพเดียม และเขาก็ตาม Nibali ไม่ทันจริงๆ ซึ่งนี่ก็แสดงให้เห็นถึงการปั่นที่สุดยอด รวมถึงการลงเขาที่สุดยอดของเขาเช่นเดียวกันครับ

 

 

และนี่เองก็คือเบื้องหลังความสำเร็จของ Nibali ในรายการนี้ มันคือการกะจังหวะโจมตีที่เหมาะสม และการดิ่งลงเขาที่น่าทึ่ง รวมถึงความเชี่ยวชาญและชำนาญของเขาเองด้วยครับ

 

 

แชมป์ Tour de France 4 สมัย Chris Froome

กับความท้าทายเพื่อสมัยที่ 5 ในปีหน้า

 

 

ทีมที่เล็กลงและเส้นทางที่ยากและหลากหลายขึ้น ล้วนแต่เป็นสิ่งที่เราจะได้เห็นในการแข่งขัน Tour de France การแข่งขันที่ขึ้นชื่อว่าเป็นรายการที่สำคัญที่สุด ในปี 2018 นี้ โดยทั้งหมดนี้เป็นผลมาจากความพยายามของผู้จัดการแข่งขันและกฎใหม่ของ UCI ที่ออกแบบมาเพื่อพัฒนากีฬาจักรยานให้เข้าสู่ยุคใหม่ครับ

 

 

ก่อนหน้านี้หลายคนเคยบ่นว่าจักรยานนั้นเป็นกีฬาที่น่าเบื่อครับ โดยเฉพาะอย่างยิ่งการแข่งขันใหญ่ๆ อย่าง Tour de France เพราะมันเต็มไปด้วยความคาดเดาได้ คุณสามารถที่จะเดาได้ตลอดว่าจะเกิดอะไรขึ้นบ้าง หรือใครจะทำอะไรบ้างระหว่างการแข่งขันแต่ละช่วง นอกจากนี้จักรยานยังแฝงไปด้วยความอันตราย ซึ่งนี่ก็เลยนำไปสู่การออกแบบการแข่งขันใหม่ที่จะทำให้การแข่งขันกีฬาดูไม่น่าเบื่อครับและปลอดภัยขึ้น ซึ่งหลักๆ ก็คือการทำทีมให้เล็กลง ทำเส้นทางให้สั้นลง และทำให้เส้นทางหลากหลายขึ้นด้วยครับ

 

 

ทีมที่เล็กลงจาก 9 คน เป็น 8 คนนั้นควรจะทำให้ลดข้อได้เปรียบของทีมใหญ่ที่มีกำลังซื้อนักปั่นลงครับ เนื่องจากจะสามารถช่วยลดปัญหาของการยึดครอง (dominance) เปโลตงได้ มันบังคับให้ทีมต้องปรับตัว และปั่นอย่างระวังมากขึ้นในเรื่องของการใช้กำลังคน

 

 

แถมยังทำให้นักปั่นในทีมเล็กๆ มีโอกาสที่จะไปสู้กับนักปั่นทีมใหญ่ๆ ได้ง่ายขึ้นครับ เพราะโดยปกตินักปั่นทีมเล็กมักจะปั่นเดี่ยวหรือมีคนช่วยเพียงไม่กี่คน ส่วนนักปั่นทีมใหญ่ก็มักจะสามารถมีนักปั่นทั้ง 8 คนในทีมช่วยเหลือได้ เพราะฉะนั้นการที่ลดขนาดทีมลงก็น่าจะช่วยนักปั่นทีมเล็กได้พอสมควรเหมือนกันครับ ซึ่งการลดขนาดทีมนี้เป็นผลโดยตรงมาจากกฎใหม่ของ UCI ที่ต้องการผลักดันเรื่องความปลอดภัยโดยการลดจำนวนนักปั่นลงในเปโลตงด้วยครับ

 

 

ส่วนเส้นทางที่ยากและหลากหลายนั้นเป็นความตั้งใจของ ASO ผู้จัด Tour de France ที่จะสร้างการแข่งขันที่หลากหลาย คาดเดาไม่ได้ และเต็มไปด้วยความท้าทายสำหรับผู้ท้าชิงตำแหน่งจีซีครับ ซึ่งเส้นทางที่หลากหลายนั้นรวมถึงถนนหิน cobble หรือแม้กระทั่งถนนดินลูกรัง ที่เสี่ยงต่อการล้มหรือจักรยานมีปัญหา ซึ่งนี่ก็ทำให้มันเสี่ยงมากสำหรับนักปั่น

 

 

การล้มหนึ่งครั้งนั้นอาจจะดับฝันนักปั่นจีซีได้เลยก็ได้ครับ และนี่ก็หมายความว่าผู้ชนะจะมีแต่ทักษะการไต่เขาอย่างเดียวไม่ได้ เขาต้องมีทักษะการควบคุมจักรยานที่ยอดเยี่ยมด้วย และความสามารถในการปั่นบนเส้นทางที่หลากหลายจะสามารถสะท้อนถึง (represent) สภาพการปั่นจักรยานจริงๆ ได้ดีกว่าครับ ซึ่งการปรับเปลี่ยนเส้นทางลักษณะนี้ก็ได้รับการตอบรับที่ดีจากหลายฝ่ายครับ โดยส่วนใหญ่ก็บอกว่าการทำเส้นทางเช่นนี้จะทำให้คนดูและนักปั่นเองได้เห็นการแข่งขันที่สนุกและมีสีสันมากขึ้น รวมถึงยังได้เห็นการแข่งขันที่เปิดกว้างมากขึ้นด้วยครับ

 

 

ส่วนการทำเส้นทางให้สั้นลงนั้นก็มีเหตุผลคล้ายๆ กับการทำเส้นทางให้หลากหลายขึ้นครับ นั่นคือทำให้การแข่งขันไม่น่าเบื่อและยืดเยื้อ รวมถึงมีสีสันมากขึ้นครับ โดยการทำเส้นทางให้สั้นลงในแต่ละสเตจนี้จะทำให้นักปั่นล้าน้อยลง และทำให้สิ่งต่างๆ เกิดขึ้นได้เร็วกว่าด้วยครับ

 

 

Nicolas Portal ผู้จัดการการกีฬาของทีม Sky ออกมาพูดว่า “มันมีทุกอย่างจริงๆ มันมีทั้งถนนหิน การไต่เขามากมาย สเตจที่สั้น ซึ่งหนึ่งในนั้นสั้นมากๆ แล้วก็ยังมีทีมไทม์ไทรอัลอีก … ใครก็ตามที่ชนะการแข่งขันนี้จะต้องเป็นนักปั่นที่สมบูรณ์แบบ”

 

 

จากทุกปัจจัยรวมกัน ผมคิดว่ามันก่อให้เกิดเป็นความท้าทายที่ Froome จำเป็นจะต้องเอาชนะไปให้ได้ในการคว้าแชมป์อีกสมัยในปีหน้าครับ เขาไม่อาจจะหวังพึ่งความสามารถในการไต่เขาและการปั่นไทม์ไทรอัลของเขาเพียงอย่างเดียวได้ แต่เขาต้องเป็นนักปั่นที่รอบด้านด้วย และสิ่งเหล่านี้ยังทำให้การได้มาซึ่งเวลานั้นยากขึ้นไปอีกด้วยครับ

 

 

ซึ่งนี่ก็จะทำให้การคว้าแชมป์ของ Froome ยากขึ้น และมีโอกาสมากขึ้นที่จะมีนักปั่นหน้าใหม่มาท้าชิงตำแหน่งนี้

 

 

“มันยาก ผมคิดว่าคงไม่มีอะไรจะมากไปกว่านี้ได้แล้ว โดยเฉพาะอย่างยิ่งในช่วง 9 วันแรก” Froome กล่าว “มันจะต้องเป็นอะไรที่น่าประหม่าและอันตรายมากๆ ทางตอนตะวันตกเฉียงเหนือของฝรั่งเศสก่อนที่เราจะไปถึงสเตจภูเขา ลมอาจจะแรงมากจนเป็นหนึ่งในปัจจัยหลักของการแข่งขัน และการที่นักปั่นจีซียังอันดับไม่ห่างกัน เราอาจจะได้เห็นการแข่งขันที่ถูกฉีกเป็นชิ้นๆ ก็เป็นได้”

 

 

“คุณอาจได้เห็นอะไรหลายอย่างเลยบนถนนหิน Cobble และอีกสเตจหนึ่งก็มีทางดินด้วย มันต้องเตรียมตัวกันเยอะทีเดียว”

 

 

นี่แสดงให้เห็นว่า Froome เองก็อาจจะรู้สึกไม่มั่นใจเหมือนกันครับกับสภาพเส้นทางที่โหด และนี่ยังไม่รวมถึง    สเตจที่สั้นลงและทีมที่มีน้อยคนลงด้วยครับ เพราะฉะนั้นการเลือกทีมจึงเป็นหนึ่งในสิ่งที่สำคัญที่สุด เขาบอกว่า “การหาทีมที่จะทำให้ผมปลอดภัยทางตอนเหนือ (เพราะสภาพอากาศและเส้นทางโหดร้าย) เป็นสิ่งที่สำคัญมาก แต่ขณะเดียวกัน เราก็ไม่ต้องการที่จะเสียความสามารถของทีมที่จะต่อสู้กับภูเขาไปด้วย”

 

 

สุดท้ายนี้ ผมคิดว่าในที่สุดแล้ว Froome และทีม Sky ก็ยังเป็นทีมที่ได้เปรียบและพร้อมที่สุดอยู่ดีครับ แล้วผมก็คิดว่า Chris Froome ก็น่าจะสามารถคว้าแชมป์อีกสมัยมาได้ เพราะในปีก่อนๆ เมื่อมีสภาพเส้นทางที่โหดร้ายแบบนี้ Froome ก็ทำได้ดีเสมอ และด้วยความตั้งใจของเขา รวมถึงความเป็นตัวเขาในแบบที่เขาเป็น ก็จะทำให้เขาสามารถคว้าแชมป์อีกสมัยมาได้ แต่เราก็ต้องมาคอยดูกันครับ

Related Post

Michał Kwiatkowski กับการพัฒนาไปสู่แชมป์จีซี

Cycling Plus Thailand