เห็นภาพจั่วหัวแล้วคงน่าสงสัยว่ามันเกิดอะไรขึ้นกับขากระติกคาร์บอนชิ้นนี้กันแน่ ต้องเท้าความกลับไปต้นเดือนตุลาคมที่ผ่านมา เมื่อ World Travel Joy เชิญให้ไซคลิ่งพลัสไทยแลนด์ ได้มีโอกาสเดินทางไปทดสอบรายการปั่นจักรยานสุดยิ่งใหญ่ของยุโรป กับทริปปั่นกึ่งแข่งขันในมาตรฐานระดับสากล งาน Sportive ที่ได้บรรจุอยู่ในปฏิทินของสมาพันธ์จักรยานนานาชาติ (UCI) ที่ปกติจะเน้นไปที่งานแข่งจักรยานอาชีพเป็นหลัก ซึ่งรวมเอานักปั่นจากทั่วทุกมุมโลกกว่า 7,000 คน มาพิสูจน์ความสะใจบนเส้นทาง 120 กิโลเมตร ไต่ความชันรวมกันแตะๆ 2,000 เมตร และแน่นอนว่า มายังกรุงโรมทั้งที แบบนี้คุณจะได้ “รูด” ไปอย่างสะใจบนถนนอิฐแบบโรมันโบราณ ด้วยความเร็วกว่า 40 กิโลเมตรต่อชั่วโมง

 

 

 

การปั่นจักรยานบนถนนอิฐแบบนี้ถือเป็นเรื่องปกติสำหรับชาวอิตาลีและยุโรปตอนกลาง

 

 

เพราะเส้นทางเหล่านั้นถูกใช้เป็นเส้นทางปั่นจักรยานโดยปกติมากมาย รวมถึงเป็นเส้นทางปั่นทริปยิ่งใหญ่อีกหลายทริป แต่สำหรับพวกเราชาวไทยและเอเชีย คงไม่ง่ายที่จะได้สัมผัสกับทางแบบนี้ อาจจะมีใกล้เคียงบ้างก็เป็นถนนอิฐปูพื้นตามวัดวาอารามของบ้านเรา ซึ่งเคยมีใส่เอาไว้เป็นช่วงสั้นๆ ของการแข่งจักรยานทางไกลมาแล้ว

 

 

โดยรวมแล้วเทียบกันไม่ได้เลยกับอิฐแบบโรมันที่ปูพื้นได้อย่าง “ไม่เป็นระเบียบ” มีแนวตะปุ่มตะป่ำไปมา เผยอออกเล็กน้อยพอให้ได้กระเด้งกระดอน รวมถึงบางจุดเชื่อมต่อกับแนวฝาท่อระบายน้ำที่อาจมีอิฐเปิด ทรุดตัวเป็นทั้งหลุมและยื่นออกมาจากระนาบแนวผิวถนน ถ้าจะให้บรรยายคงไม่สามารถเล่าเป็นตัวหนังสือหรือคำพูดได้อย่างแน่นอน

 

 

“มันก็คงเหมือนถนนบ้านเรา ที่เป็นหลุมบ่อ มาตรฐานดาวอังคารนั่นแหละ”

 

 

ข้อนี้เป็นคำหยอกเย้าของนักปั่นไทยเสมอๆ หรือจะเป็นประโยคเด็ดที่พูดกันเมื่อต้องปั่นผ่านไปบนถนนชนบท (หรือแม้แต่ถนนหลวง) ของประเทศไทย ที่ผิวทางย่ำแย่จนเป็นที่รู้กัน ว่าเราเองก็มีความ “สะใจ” ไม่หย่อนไปกว่าถนนอิฐที่ฝรั่งปั่นกันในยุโรป

 

 

ผมเองก็เป็นคนหนึ่งที่เคยคิดเช่นนั้น แต่โอกาสนี้ได้มาสัมผัสเองจึงได้เห็นว่า มันเป็นคนละอย่างกันเลย และความโหดแบบนั้น เราไม่มีทางหาพบได้ที่ไหนในประเทศไทย ถนนในบ้านเราที่ย่ำแย่ จะเป็นหลุมบ่อกระจาย หรือผิวถนนลอกออกเป็นลอนๆ และแอ่งต่างๆ ก่อให้เกิดหลุมกระแทกขนาดใหญ่กระจายอยู่

 

 

ถ้าเราตกลงไปก็จะกระแทกแรงหนึ่งครั้งก่อนจะต้องหลบหลีกให้ได้ในหลุมต่อๆ ไป เทียบแล้วคล้ายทักษะการปั่นเสือภูเขาครอสคันทรีมากกว่า เพราะอาศัยการอ่านไลน์หลุมที่เหมาะสม แน่นอนว่าแรงกระแทกจะมากกว่าการปั่นบนถนนอิฐแต่ความต่อเนื่องของแรงสะเทือน และความ “สะท้าน” น้อยกว่ามาก

 

 

 

บนถนนอิฐ แรงสะเทือนจะมาอย่างค่อนข้างสม่ำเสมอ จากจังหวะการเรียงตัวของอิฐ (ไม่นับอิฐขนาดใหญ่บนถนนเก่าที่ถูกทิ้งร้าง ที่มีการเผยอตัวมากกว่า มีร่องขนาดใหญ่มากกว่า และผิวทางลื่นด้วยฝุ่นมากกว่า) เมื่อเราปั่นไปบนนั้น รถจะสะเทือนเป็นจังหวะสม่ำเสมอ และอาจเจออาการ “สั่นพ้อง” ในจังหวะที่รถโยนตัวไปมา

 

 

จังหวะการสะเทือนอาจส่งให้รถเด้งหรือส่ายไปได้มากกว่าที่มันน่าจะเป็นตามปกติ

 

 

 

นี่คือสิ่งที่ผมพบเจอบนถนนอิฐแบบนี้ ดังนั้นบางจังหวะจึงรู้สึกเหมือนรถกระแทกเด้งลอยมาจากถนนได้จริงๆ การควบคุมรถไปบนเส้นทางแบบนี้ก็แตกต่างจากเสือภูเขา เพราะเราจะไม่ออกแรงหักรถไปมาตามแนวหลุม แต่เราจะค่อยๆ ปล่อยรถให้รูดไปข้างหน้าอย่างอิสระ ไม่ล็อกแฮนด์เอาไว้ เลือกไลน์ที่ตรงที่สุดเท่าที่จะทำได้ แล้วอัดจานหนักใส่ความเร็วรักษารอบเดินคงที่ป้องกันโซ่ตกและส่งกำลังให้รถทะยานต่อไปอย่างต่อเนื่อง ไม่มีการเร่งกระชากความเร็วบนผิวทางแบบนี้

 

 

 

 

เมื่อคุณไปอยู่บนทางแบบนี้ที่ความเร็วสูง สิ่งที่คุณจะทำก็แค่… ประคองรถ ส่งกำลังอัดลงไปยังบันได และทำตัวตามสบายไม่เกร็ง ปล่อยให้รถกระดอนไปตามแรงกระแทกแต่ยังคงเดินหน้าตามกลุ่มแบบไม่ห่างให้ได้ เสียงลั่นสะท้านของทุกชิ้นส่วนดังสนั่นหูจนแทบไม่ได้ยินเสียงอย่างอื่น

 

 

คุณต้องพยายามใช้เกียร์ที่โซ่ตึงพอดีๆ ไม่หย่อนเกินไปเพราะอาจจะตกจากจานได้ถ้ามีแรงสะเทือนมาพอเหมาะกับการสั่นของโซ่ และภาวนาให้ชิ้นส่วนอะไหล่ต่างๆ ทำงานอย่างปกติ ไม่มีชิ้นไหนหลุดออกมาจากแรงสะเทือนนั้นๆ

 

 

ผมไปปั่นบนทางเช่นนี้ด้วยยาง 700×25 ที่ด้านหน้าสูบลมเพียง 80psi เท่านั้นเพื่อให้ได้ความสบายและเกาะถนนได้ดีจากช่วงหน้ารถ (ผมหนักประมาณ 60 กิโลกรัม ถ้าตัวใหญ่กว่านี้ก็ควรสูบมากขึ้น) และมันช่วยได้มากจริงๆ แม้จะมีอาการหน้าลอยจากแรงสะเทือนมาบ้างแต่ก็ไม่ถึงกับกระดอนจนต้องกำแฮนด์แน่นเกร็ง (แต่จบการปั่น 120 กิโลเมตร ผ่านถนนอิฐหลายช่วง นิ้วมือผมก็มีอาการล้าจากการกำแฮนด์ผ่านเส้นทางแบบนี้)

 

 

แน่นอนว่าผมเลือกพันแฮนด์ด้วยผ้าพันแฮนด์แบบโฟมหนา เพื่อความกระชับและนุ่มมือมากขึ้น แต่ที่ล้อหลังนั่นเองที่ผมจำยอมต้องใส่ยาง 700×23 เพราะช่องว่างของท่อนั่งที่เบียดชิด เนื่องจากตะเกียบโซ่ที่สั้นของรถแนวดุดันมากๆ ผมจึงต้องอัดลมที่ 100psi อย่างจำยอม เพื่อป้องกันยางรั่วจากแรงกระแทก บวกกับบุคลิกของเฟรมรถคันเก่งที่ได้ชื่อว่า “พยศ” สะใจ สะท้านทรวงเป็นยอด ทำให้ด้านท้ายของรถสะเทือนชนิดตัวโยนกันได้ง่ายๆ

 

 

ผมเลือกนั่งท้ายเบาะทุกครั้งเมื่อขึ้นไปอยู่บนถนนอิฐ นอกจากจะออกแรงแบบถีบยันไปด้านหน้าช่วยส่งกำลังได้แล้ว ยังช่วยสมดุลน้ำหนักรถ กดท้ายเอาไว้ได้ด้วย แต่กระนั้นรถทั้งคันก็ยังสะเทือนแรงเมื่อจังหวะการรูดเหมาะสม

 

 

 

การปั่นทริปสิ้นสุดไปได้โดยดี ไม่มีอะไรเสียหายคาเส้นทาง มีเพียงครั้งเดียวเท่านั้น ที่โซ่ตกจากจังหวะเปลี่ยนเกียร์บนถนนสะเทือนและสภาพเส้นทางเนินเขาสลับขึ้นลง และไม่สามารถกู้วิกฤติกลับมาได้จึงต้องยอมหยุดแก้โซ่ตกข้างทาง แต่มันไม่จบเพียงแค่นั้น

 

 

วันรุ่งขึ้นผมและน้องนักกีฬาทั้งทีมชายและหญิง ของ WTJ ทั้ง WTT และ W2-Amazing Thailand ลงมติกันว่าเราจะไปปั่นเล่นในเมือง หาเส้นทางปั่นสบายๆ กัน เพียงแค่ไม่กี่นาทีหลังเริ่มปั่น ผมสังเกตสิ่งผิดปกติจากรถผมได้ทันทีเมื่อเติมน้ำเต็มกระติกแล้วใส่เข้าไปที่ขากระติก เพราะมันหลุดออกมาแทบทุกครั้งที่มีแรงเขย่ารถเบาๆ

 

 

 

 

ผมเริ่มสำรวจขากระติกพบว่า ที่ขากระติกมีรอยร้าวสองจุด ทั้งแขนที่ล็อกกระติกด้านข้างและฐานรองด้านล่าง ร้าวเพียงพอที่กระติกจะหล่นออกมาได้ด้วยแรงเบาๆ นั่นทำให้ผมต้องตกใจกับสิ่งที่เห็น แม้ว่าขากระติกนี้จะมีอายุกว่า 4 ปีก็ตาม แต่ก็ไม่ใช่วิสัยปกติที่มันจะแตกร้าวในลักษณะนี้ สมมติฐานคือเมื่อวานบนทริปใหญ่ คงมีจังหวะการร้าวแบบค่อยๆ สะสมไปเรื่อยๆ

 

 

 

เมื่อเติมน้ำแล้วกระติกมีน้ำหนักเต็มที่ บนทางอิฐที่สะเทือนน่าจะค่อยๆ ก่อความเสียหายให้กับโครงสร้างคาร์บอนของมัน ต่อมาเมื่อค่อยๆ จิบน้ำไปเรื่อยๆ น้ำหนักจงลดลงและไม่ก่ออาการ “หลุด” มากลางทริปให้เป็นปัญหากับกลุ่มปั่นที่มาด้วยกัน แต่วันนี้เมื่อเติมน้ำเต็ม น้ำหนักกลับมามากอีกครั้ง ร่วมกับความเสียหายเมื่อวันก่อน จึงทำให้รอยร้าวมีอาการหนักมากขึ้น

 

 

 

จากภาพที่ถ่ายลง การหักแยกชิ้นเกิดจากผมลองถอดเอามันออกมาบิดูนะครับ ไม่ใช่หักจากการสะเทือน แต่ต้องบอกว่าถึงจะไม่จับหัก ขากระติกตัวนี้ก็หมดสภาพการใช้งานไปแล้ว มันไม่สามารถยึดกระติกให้อยู่ในที่ได้ และเป็นสิ่งย้ำเตือนให้ผมรำลึกถึงแรงสะเทือนบนถนนอิฐได้เป็นอย่างดี แม้ทุกวันนี้จะผ่านเลยมานานแล้วก็ตาม การหันไปมองซากขากระติกก็ชวนให้มือและก้นเริ่มจำได้กับความสะท้านที่ได้รับมาในครั้งนั้น และรู้สึก “สะใจ” ที่ได้ลุยไปบนเส้นทางเช่นนี้สักครั้งในชีวิต

 

 

บอกกล่าวไปคงยากจะเข้าใจ หากคุณอยากรู้ว่ามันคืออะไร ทางเดียวที่เป็นไปได้คือการออกไปลุยเส้นทาง Granfondo Campagnolo Roma ในช่วงต้นเดือนตุลาคมด้วยตัวเอง ซึ่งวิธีง่ายๆ คือการเข้าร่วมรายการแข่งขัน Road To Roma WTJ ที่จะจัดขึ้นในเร็วๆ นี้ วันที่ 3 ธันวาคม กับเส้นทางที่วางมาเพื่อคัดเลือกผู้ชนะในทุกรุ่น ที่จะได้มีสิทธิ์บินไปลงในรายการที่สุดแสนคลาสสิกนี้ในปี 2018 ขอส่งแรงใจให้กับทุกๆ ท่านบนเส้นทางอันท้าทาย สะใจ และหวังเป็นอย่างยิ่งว่า ทุกท่านจะสนุกสนานปลอดภัย

 

 

 

อย่าพลาดสักครั้งในชีวิต บนอิฐสะท้านทรวง

 

***ENGLISH LANGUAGE IS STATED AT THE BOTTOM***พบกันอีกครั้งกับงานแข่งขันจักรยานของ WTJ ซึ่งปีนี้จะจัดขึ้นในวันอาทิตย์ท…

โพสต์โดย World Travel Joy บน 19 ตุลาคม 2017

Related Post

Roma Grand Fondo พลังสะเทือนสะท้านคาร์บอน

Cycling Plus Thailand