พ่อมดแห่งวงการจักยาน

“ผมไม่ได้เก่งที่สุด แต่ผมต้องทำให้ดีที่สุด”

พ่อมด ผู้ที่สามารถเสกทุกสิ่งดั่งใจฝันได้ คุณธเนศก็เช่นกัน ที่สามารถปรับแต่งฟิตติ้งจักรยานให้เหมาะสมกับเจ้าของรถได้อย่างยอดเยี่ยมที่สุด ทางเราได้รับคำตอบรับการขอสัมภาษณ์พูดคุยกับคุณธเนศด้วยความเร่งด่วน เนื่องจากคิวจองตัวสำหรับงานฟิตติ้งที่เยอะมากอยู่แล้ว ตารางการจัดงานแข่งขันต่างๆ ที่คุณธเนศรับหน้าที่เป็น เรซไดเรกเตอร์ ก็มีอย่างต่อเนื่อง

 

เข้ามาในวงการจักรยานได้อย่างไรคะ

“ผมเริ่มเมื่อประมาณ 20 ปีที่แล้ว เป็นช่วงที่ผมต้องเดินทางไปแข่งไตรกีฬาที่ต่างประเทศ ผมไปแข่งคนเดียว ไม่มีทีมงานเซอร์วิส ไม่มีใครช่วยดูแลเรื่องจักรยานเวลามีปัญหา ซึ่งผมต้องสามารถดูแลทำทุกอย่างเกี่ยวกับจักรยานของผมให้ได้ ช่วงนั้นเลยต้องฝึกทำเอง หาข้อมูลเอง จนทำเป็นทำได้ เพื่อนๆ พี่ๆ เห็นว่าเราทำได้ เลยฝากให้เราช่วยดู ช่วยหาของ”

 

แสดงว่าสนใจจักรยาน มาจากการเริ่มเล่นไตรกีฬาใช่ไหมคะ

“ใช่ครับ ไตรเลย มาเล่นไตรกีฬา รู้จักจักรยานก็เพราะซื้อรถไตรกีฬาเลย จากไม่มีความรู้อะไรเลย ฝากเพื่อนซื้อที่ร้านโก้วเหลียง ได้เป็นรถยี่ห้อ Quintana Roo ล้อ 650 ชุดเกียร์ Dura-ace ผมยอมลงทุนขายมอเตอร์ไซค์ ได้เงินมาหกหมื่นกว่าบาท เอาไปซื้อจักรยานทั้งหมดเลย”

 

ได้รถมาแล้วทำยังไงต่อคะ

“ผมได้รถมาก็ยังทำอะไรไม่เป็นเลยครับ ปรับเบาะ ปรับคลีตก็ไม่เป็นครับ ขี่ไปทั้งแบบนั้นเลย แค่ขึ้นปั่นได้ ใส่คลีตได้คือจบ”

 

หน้าตารถไตรสมัยนั้น เป็นอย่างไรบ้างคะ

“เป็นเหมือนรถถนนตอนนี้ครับ แต่ล้อ 650 แต่ตะเกียบด้านหน้าจะแบนๆ หน่อย แต่ที่เหลือเป็นท่อกลมหมด เพราะเมื่อก่อนยังไม่มีเทคโนโลยีแอโร แฮนด์จะเป็นเหมือนเอาแอโรบาร์อะลูมิเนียมใส่คลิปออนมาติดที่แฮนด์เบสบาร์ ยังไม่ได้เป็นแบบอินทิเกรต ปลายแฮนด์เป็นชิพเตอร์ปลายแฮนด์เหมือนปัจจุบัน และยังไม่มีไฟฟ้า”

 

ทำไมเลือกล้อ 650 คะ

“สมัยก่อนไตรกีฬาต้องล้อ 650 ครับ …เขาว่ามา คือตอนนั้นผมไม่มีข้อมูลอะไรเลย ใครแนะนำอะไรมาก็ตามนั้นครับ  ผมทราบแค่รถเสือหมอบควรใช้ยาง 700 ถ้ารถไตรต้อง 650 และเมื่อก่อนนิยมใช้ยางหน้าแคบ เพราะคนสมัยนั้นคิดว่าหน้าล้อยิ่งเล็กยิ่งเร็ว”

 

พี่เข้ามาสู่วงการจักรยานจริงจังช่วงไหนคะ

“น่าจะประมาณ 5 ปีที่แล้วครับ โดยซื้อชุดเครื่องมือมาแบบจัดเต็มมาก ทำห้องซ่อมของตัวเองอยู่หลังบ้าน ทำรถตัวเองซะส่วนใหญ่ กับรถเพื่อนๆ แถวบ้าน จนสุดท้าย มาเปิดร้านจักรยานเล็กๆ ข้างบ้าน เหตุที่มาเปิดเพราะตลอดเวลาที่ผ่านมาไม่ถูกใจกับการต้องไปนั่งรอให้ร้านอื่นปรับแต่งจักรยานให้  จึงตัดสินใจศึกษาและค่อยๆ ลองลงมือทำดู ยูทูบก็ยังไม่มีรายละเอียดมากมายเท่าในขณะนี้ google ยังหาลำบากเลย สุดท้ายเลยต้องลองทำเองทุกอย่าง”

 

เปิดร้านจักรยานเองเริ่มต้นอย่างไรบ้างคะ

“เริ่มจากการจูนเกียรก่อนเลยครับ ศึกษาเลยว่ามันต้องทำงานอย่างไรบ้าง ค่อยๆ ทำเองจนสำเร็จ จากนั้นศึกษาเรื่องการประกอบจักรยาน โดยอะไหล่ต่างๆ ก็เอาเท่าที่หาได้ ยังไม่มีความรู้เรื่องสเปกของมากเท่าที่ควร ยังไม่ทราบว่าอะไรควรใช้ยังไงขนาดเท่าไร”

 

ขึ้นมาเลือกของเองที่กรุงเทพฯ ไหมคะ

“เปล่าครับ ผมสั่งซื้อเอา แล้วร้านที่กรุงเทพฯ ส่งของมาให้ครับ ซึ่งตอนนั้นอะไหล่ต่างๆ ยังมีไม่เยอะมากเท่าทุกวันนี้”

แล้วมีจุดเริ่มต้นอย่างไรในการเข้ามาทำด้านฟิตติ้งจักรยานคะ

“ผมก็ขายของ ประกอบจักรยานกุ๊งกิ๊งๆ ที่ร้านปกติครับ แล้วมีวันหนึ่งเพื่อนผม คุณตั้ม velo city เชียงใหม่ มาชวนไปเรียนฟิตติ้งกัน ทุกวันนี้ก็ยังมีเรื่องปรึกษาเคสประหลาดต่างๆ ทำงานในบางเคสด้วยกัน ให้คำปรึกษาทุกอย่าง โดยเริ่มจาก Retul ซึ่งสมัยนั้นในประเทศไทยยังไม่มีใครทำเรื่องฟิตติ้งจักรยานเลย มีแต่แค่วัดความยาวขา แล้วตั้งความสูงเบาะได้เป็นพอเท่านั้น เมื่อเรียนจบมาแล้วยังรู้สึกว่าต้องไปเรียนต่ออีก ไม่พอ ก็คุณตั้มอีกแหละครับ ชวนกันไปเรียนไปอบรม หลักสูตรต่างๆ และสุดท้ายได้ไปเรียนเพิ่มเติมกันทาง Specialized หลักสูตร Body Geometry Fit (BG) จนจบ Level 1 หลังจากนั้นก็ทำเคสส่ง เรียกว่าหนักหน่วง สะสมชั่วโมงบินเป้นปี กว่าจะได้เข้าเรียน Level 2 ซึ่งในขณะนั้นมีคนจบแค่ 4 คนในกลุ่มประเทศเอเชียตะวันออกเฉียงใต้”

 

 

สิ่งที่ได้จากการอบรมของ Retul กับ BG ต่างกันอย่างไรคะ

“Retul จะเรียนเน้นไปทางวิธีการใช้เครื่อง วิธีการหาค่าต่างๆ แล้วนำมาประยุกต์เทียบกับค่าสถิติ แต่ของ BG จะเรียนหลักสูตรจะเจาะลึกลงไปอีกในเรื่องของร่างกายมนุษย์ ระบบกล้ามเนื้อ โครงสร้างกระดูก แก้ไข แบบมีระบบ มีที่มาที่ไปของสาเหตุ ไม่ต้องงมเข็มกัน ไล่กันเคสต่อเคส บรรทัดต่อบรรทัด ต้องรู้จริงเท่านั้น มั่วๆ อย่าหวัง กว่าจะสอบผ่านเล่นเอาสมองแทบระเบิด ซึ่งที่สำคัญที่สุดคือประสบการณ์ที่ได้รับจากการทำเคส ยิ่งทำเคสมากเท่าไร เรายิ่งได้ประสบการณ์มากเท่านั้น ช่วงหลังๆ สามารถบอกได้ว่าจะต้องแก้ไขอะไรก่อน จะได้ไม่ต้องเสียเวลากับการฟิตมากจนเกินไป  ปัญหามาจากไหนพอเดาทางได้จากการให้ทดลองปั่นในครั้งแรกที่เจอกัน ปัญหาอันดับหนึ่งส่วนใหญ่ มาจากเบาะ กับรองเท้า ซึ่งเป็นตัวกำหนดทุกสิ่งทุกอย่าง มีผลกระทบต่อทุกสิ่งอย่าง รวมถึงตำแหน่งการนั่ง หลัง กลาง หน้า ส่งผลต่อความสูงของเบาะเช่นกัน มันมีความสัมพันธ์กันทั้งสิ้น กว่าจะจับทางถูก เล่นเอาเหนื่อยโฮกอยู่พอสมควร แต่หลังสุด ทั้ง retul กับ BG ก็รวมกันเป็นเนื้อเดียวกันไปแล้วเรียบร้อย เรียกว่า เครื่องมือรวมกับหลักการ มีที่มาที่ไปชัดเจน”

 

เราศึกษาไปเรื่อยๆ พอเราชำนาญ ทุกอย่างก็จะง่ายหมด ยิ่งเราทำ เรายิ่งได้ประสบการณ์

 

ทำฟิตติ้งให้กับรถตัวเองไหมคะ

“เป็นคำถามที่ทุกคนถาม จะว่ากันจริงๆ มีแค่เพื่อนที่ไปเรียนด้วยกันทำให้ตอนสอบเท่านั้นเอง ทุกวันนี้ก็ต้องปรับรถเองให้ใกล้เคียงให้มากที่สุดเท่าที่จะทำได้ ด้วยตัวเองอยู่ดี หาคนทำให้ไม่ได้ (หัวเราะ) ก็อาศัยฝากน้องที่มาช่วยถ่ายรูปมั่ง วีดีโอมั่ง แล้วมาปรับไปเรื่อย หาจุดลงตัวให้ดีที่สุด ที่ผ่านมาพี่เองพี่หมดไปมหาศาลมาก ทุกอย่างลองก่อนหมด ก่อนที่จะรู้ว่าอะไรเป็นอะไร โดยเฉพาะเรื่องเบาะจักรยานที่พี่ทดลอง จะว่ากันจริงๆ ทุกวันนี้ยังไม่จบเรื่องเบาะอยู่ดี เหนือฟ้ายังมีฟ้า”

 

ตอนนี้ยังแข่งอยู่ไหมคะ

“ยังแข่งอยู่ครับ แต่ว่าไม่ถี่เท่าเก่า เพราะมีงานฟิตติ้งด้วย และช่วงนี้มีต้องจัดงานแข่งเพิ่มมากขึ้น”

 

ถ้ามองย้อนกลับไปในสิ่งที่ทำมา รู้สึกอย่างไรบ้างคะ

“มีความสุขครับ ไตรกีฬาเหมือนกีฬาคนบ้า”

 

นอกจากไตรกีฬาแล้ว เคยลงงานแข่งจักรยานไหมคะ

เคยครับ เคยลงงานแข่ง จักรยานถนนบ้าง ประมาณว่าไปไหนไปกัน แต่ไม่ค่อยชินกลับบรรยากาศการแข่งขันมากเท่าไร เลยกลับมา แข่งไตรกีฬาดีกว่า

 

 

ทำไมถึงติดใจเสน่ห์ ไตรกีฬาคะ

ไตรกีฬาเป็นกีฬาเดียวที่มีทุกคนช่วยผลักดันเราไปข้างหน้า ช่วยเหลือซึ่งกันและกัน ให้คำปรึกษา ชวนกันไปซ้อม ไปแข่งด้วยกัน เอาจนจบ มันเป็นครอบครัวที่ใหญ่มาก

 

อยู่ดีๆ มาเริ่มเล่นไตรได้อย่างไรคะ

“พี่ดูรายการสารคดีในโทรทัศน์ เป็นรายการไอรอนแมน ดูแล้วรู้สึกทึ่งว่าเขาทำกันได้อย่างไร จบกันได้อย่างไร มันเป็นแรงบันดาลใจให้เราอยากทำมาก มากจนกระทั่งขายรถมอเตอร์ไซค์ทิ้งเลย แล้วได้เงินมา 65,000 แล้วเอาเงินไปซื้อรถจักรยาน คิดอย่างเดียวว่าเราจะต้องจบการแข่งขันแบบในสารคดีให้ได้”

 

แสดงว่าเคยเป็นนักกีฬาสมัยเด็กๆ ถึงได้มีความมุ่งมั่นขนาดนี้

“เคยขี่มอเตอร์ไซค์เอนดูโร หรือมอเตอร์ไซค์วิบากขี่กันในป่า ถนนที่ไม่เป็นถนน แต่ได้หยุดไปเพราะบาดเจ็บหัวเข่า จึงตัดสินใจเลิกเล่น แล้วก็ปีนหน้าผา อะไรที่ท้าทายต้องลองให้หมด เอาให้สุด”

 

แล้วตอนเด็กเคยเป็นนักกีฬาอะไรไหมคะ

“ไม่เคยครับ เคยแต่วิ่งออกกำลังกายทั่วไป ไม่ได้ไปแข่งขันอะไร”

 

จบเรื่องจักรยานแล้ว มีแผนยังไงต่อคะ

“ผมไปหัดว่ายน้ำที่โรงเรียนกีฬาสุพรรณบุรี เพราะผมว่ายน้ำไม่เป็นเลย”

 

มีวิธีการซ้อมอย่างไรบ้างคะ ในสมัยนั้น

“ถ้าจักรยานคว้าได้ก็ออกไปปั่นตามมีตามเกิด หลังๆ พอเข้าไปโรงเรียนกีฬา ขออาจาร์ยที่ดูแลสระว่าย ให้สอนว่ายน้ำให้ แล้วหาซื้อหนังสือไตรกีฬามาอ่านเพิ่มเติม จนไปดึงตัวน้องนักกีฬาว่ายน้ำบางคนที่มีความตั้งใจและอดทนให้มาลองเล่นไตรกีฬา  ฝึกปั่นจักรยาน และฝึกวิ่งด้วยกัน ซ้อมไปด้วยกัน จนไปแข่งด้วยกัน และน้องก็ไปคัดเลือกตัวทีมชาติไตรกีฬา จนติดทีมชาติ”

 

ตอนช่วงซ้อมกับน้องโรงเรียนกีฬา ได้ซ้อมเต็มที่ไหมคะ

“ซ้อมหนักอยู่ครับ แต่ไม่ได้เต็มที่มาก เพราะเราต้องดูการซ้อมให้นักกีฬาด้วย ทำงานด้วย”

 

ได้ข้อมูลเขียนตารางซ้อมจากไหนคะ

“ต้องบอกว่าแรกๆ มืดแปดด้าน ปรึกษากูรูหลายๆ คน ผู้ฝึกสอนกีฬาทั้ง 3 ชนิด แล้วก็หาหนังสือเกี่ยวกับไตรกีฬามาอ่าน แล้วค่อยๆ ปรับทุกอย่างเอามารวมกัน จนทำเป็นแผนการซ้อมให้กับน้องๆ”

 

สมัยนั้นลงแข่งรายการไหนบ้างคะ

“ตอนนั้นในปีหนึ่ง ผมจะลงแค่งานลากูน่าภูเก็ต ส่วนน้องๆ ลงแข่งงานของสมาคมด้วย เรียกว่าไปไหนไปกัน”

 

ไตรกีฬาสนามแรกลงแข่งที่ไหนคะ

“ที่งานแข่งไตรกีฬาคนเหล็ก หัวหินชะอำ พี่ว่ายน้ำจนมือแดงเลยครับ”

 

ยังไงนะคะ

“ประมาณว่าว่ายไปสาวทุ่นตลอด 1,500 เมตร เข้าฝั่งได้เป็นพอ ”

 

ครั้งแรกพี่ลงระยะสแตนดาร์ดเลยหรอคะ ไม่ลงระยะสปรินต์ก่อนเลยหรอคะพี่

 

“ใจมันไปครับ มันต้องให้จบครับ ไม่สนใจระยะสปรินต์เลยครับ พี่ไประยะ 1,500 เมตร ปั่น 40 กิโลเมตร วิ่ง 10 กิโลเมตรเลยครับ”

 

บรรยากาศงานไตรกีฬาคนเหล็ก หัวหินชะอำเป็นอย่างไรบ้างคะพี่

“เมื่อก่อนยังไม่มีงานหัวหินไตรกีฬา ยังเป็นงานไตรกีฬาหัวหินชะอำอยู่ คือเริ่มต้นจากหัวหินก่อน มาจบที่ชะอำ โดยเริ่มปล่อยตัวว่ายน้ำที่สวนสนหัวหินก่อน แล้วปั่นจักรยานไปชะอำ แล้ววิ่งในชะอำ”

แสดงว่ามี 2 ทรานสิชั่นใช่ไหมคะ

“ใช่ครับ มี 2 ทรานสิชั่นคล้ายงานไตรกีฬาในต่างประเทศ คล้ายงานไตรสามเหลี่ยมทองคำ”

 

ความรู้สึกตอนแข่งครั้งแรกเป็นอย่างไรบ้างคะ

“สนุกมากครับ แข่งจนมือแดงเลย และตอนแข่งก็ไม่รับรู้ถึงความเจ็บด้วยนะ ว่ายไป 10 เมตรสาวแล้วพัก แล้วว่ายต่ออีก 10 เมตรแล้วสาวต่อ ทำแบบนี้จนจบเลยครับ พอถึงตอนปั่นจักรยานค่อยโล่งใจ พอถึงตอนวิ่ง ก็วิ่งได้สบาย ไม่มีปัญหา จบที่ 4 ชั่วโมงนิดๆ ขำๆ กันไป”

 

หลังแข่งครั้งแรกมีการฝึกซ้อมต่ออย่างไรบ้างคะ

“รีบไปเรียนว่ายน้ำเพิ่มเติม และหาข้อมูลการฝึกซ้อมเพิ่มเลยครับ  ”

 

กลับมาแข่งอีกครั้ง ในแบบที่เราพร้อมตอนงานแข่งไหนคะ

“ประมาณปี 2001 ระยะฮาล์ฟที่เดซาลู่ ประเทศมาเลเซีย”

 

แข่งครั้งที่ 2 ลงระยะฮาล์ฟเลยหรอคะ

“ใช่ครับ ไปแข่งที่มาเลเซีย เพราะที่ไทยยังไม่มีจัดสนามแข่งระยะนี้ “

 

หลังจากแข่งที่เดซาลู่ ชีวิตเป็นอย่างไรบ้างคะ

“กลับมาเริ่มรู้แล้วว่ารสชาติชีวิตคืออะไร หลังจากนั้นหัวปักหัวปำกับการซ้อม เพื่อเตรียมตัวไปแข่งขันในรายการต่อๆ ไป โดยมีการฝึกซ้อมอย่างจริงจัง หาข้อมูลต่างๆ ในเรื่องโภชนาการ ตารางการฝึกซ้อม หาข้อมูลจักรยาน เรื่องทำจักรยานเองซ่อมจักรยานเอง จนเพื่อนๆ ที่ไปแข่งขันในต่างประเทศด้วยกันได้ให้ความไว้วางใจเรื่องจักรยาน และคนรอบข้างเริ่มมาปรึกษาเรื่องจักรยานกันมากขึ้น”

 

ช่วงนั้นมีสนามแข่งไหนที่ลงประจำบ้างคะ

“ส่วนใหญ่ไปแข่งที่สิงคโปร์กับมาเลเซีย เพราะใกล้บ้านเรา ไม่ว่าจะเป็นไอรอนแมน หรืองานไตรอื่นที่มาสิงคโปร์ และมาเลเซียจัดขึ้น และที่ขาดไม่ได้ในช่วงนั้นคือ ลากูน่าภูเก็ต ไปตลอดแทบทุกปีครับ”

 

สุดท้ายมาเป็นเรซไดเรกเตอร์ได้อย่างไรคะ

“จุดเริ่มต้น เมื่อ 15 ปีที่แล้ว หลังจากที่กลับมาจากงานแข่งต่างประเทศครั้งแรก (เดซาลู่) เพื่อนๆ ที่สนใจอยากลองไตรกีฬา  หรือที่เป็นนักแข่งด้วยกันอยู่แล้ว แล้วไม่มีสนามแข่ง เลยคิดจัดงานไตรบ้านๆ ของพี่ คือ “สามชุกไตรกีฬา” มีนักกีฬาประมาณ 20 คน คือเราช่วยกันจัดในหมู่บ้าน มีอุปกรณ์อะไรก็เอามาช่วยช่วยกัน ทำกันเอง แข่งกันเอง เฮฮากันไป”

 

จากนั้นเป็นอย่างไรต่อคะ

“ครั้งถัดมาจะเป็นหัวหินไตรกีฬาอีกหลายครั้ง และตามด้วยงานสุดหินคือกรุงเทพไตรกีฬาครั้งที่ 1 คือเป็นงานที่ยากมาก ใครจะคิดว่าว่ายน้ำในแม่น้ำเจ้าพระยาได้ ปั่นบนทางด่วนลอยฟ้า วิ่งบริเวณสะพานพระปิ่นเกล้า ทุกอย่างเป็นการวัดดวงหมด”

 

ทำไมถึงได้รับเลือกให้เป็นผู้จัดค่ะ

“นั่นสิ คงจะมาจากผลงานที่ผ่านๆ มา ที่ทำมาไม่ติดขัดอะไร พอไปวัดไปวาได้ จนได้เข้าร่วมกับ TAB sport ทุกอย่างลงตัว ทีมพร้อม เครื่องมือพร้อม อุปกรณ์ครบ ไปๆ มาๆ เลยมาเป็นคนรับจ้างจัด เป็นมือปืนอยู่หลังบ้านกันมั่ง จนในที่สุดก็มาเป็นผู้จัดเต็มตัว ในนาม TAB sport ”

พ่อมดในวงการจักรยาน พี่ได้ฉายานี้มาได้ยังไงคะ

“น่าจะมาจากที่พี่ สร้างชิ้นงานที่เกี่ยมกับจักรยาน ซ่อมเฟรมจักรยานคาร์บอนที่แตก หรือสร้างชิ้นงานขึ้นใหม่ทดแทน ที่ชำรุดหายไป หรือสร้าง stack หรือ riser ที่สามารถเอามาใช้ตอนฟิตติ้งได้เองเลย ไม่ต้องรอของจากโรงงาน เลยทำให้คนที่ทราบรู้สึกเซอร์ไพรส์”

 

ผลงานไหนที่พี่ภูมิใจมากที่สุดคะ

“เคยสร้างตัวเพิ่มความสูงของคลีต ให้กับคนที่เคยประสบอุบัติเหตุมา แล้วขายาวไม่เท่ากัน 5 เซนติเมตร ข้อเข่างอไม่ได้ เป็นเคสที่ทำร่วมกับคุณตั้ม velocity ซึ่งเป็นคนรับเคสมา ทำให้เขากลับมาปั่นจักรยานได้อีกครั้งหนึ่ง”

Related Post

VELO WIZARD

Cycling Plus Thailand