เป็นที่ทราบกันโดยทั่วไปว่าหมวกจักรยานในสมัยนี้ถูกแบ่งออกเป็น 2 กลุ่มหลักๆได้แก่หมวกเสือหมอบที่ทำออกมาให้เพิ่มความแอโรไดนามิกส์เข้าไปเป็นจุดเด่น และสามารถช่วยให้เกิดความได้เปรียบขึ้นมากมายอย่างไม่น่าเชื่อ กับหมวกแบบธรรมดาทั่วไปที่มีลมผ่านเข้าไปเย็นสบาย น้ำหนักเบา แต่มีอีกหนึ่งความเชื่อที่มีมานานและตอกย้ำด้วยความเข้าใจในการแปลความหมายในยุคนี้ ว่าเราสามารถนำหมวกธรรมดามาครอบปิดรูระบายอากาศเพื่อให้เกิดความแอโรได้มากขึ้นแทน แต่ผลการทดสอบจะออกมาเป็นอย่างไร ต้องติดตามกันดู ที่สำคัญ การทดสอบพบว่าหมวกราคาใบละเรือนหมื่นของคุณอาจเสียคุณภาพความได้เปรียบไปได้แบบคาดไม่ถึงด้วยการสวมใส่ที่ผิดพลาดซึ่งพบได้ทั่วไป

หมวกแอโรมักจะร้อนเพราะไม่ค่อยมีรูระบายอากาศ หมวกธรรดาที่ไม่แอโรแต่ลมเข้าเย็นสบาย ดังนั้นตรรกะนี้จึงแปลออกมาว่า หมวกที่ไม่มีลมเข้าไปน่าจะมีความแอโรไดนามิกส์ที่ดีกว่า นี่คือสิ่งที่นักปั่นสรุปกันเป็นวงกว้าง ย้อนกลับไป 15-20 ปีที่แล้ว มีพฤติกรรมหนึ่งที่เป็นที่ยอมรับกันทั่วไปแม้แต่ในระดับโปรมืออาชีพก็คือ การนำหมวกไทม์ไทรอัลมาปิดรูระบายอากาศต่างๆ เพื่อให้กระแสลมผ่านเข้าไปไม่ได้และมีความแอโรมากยิ่งขึ้น รวมถึงคำแนะนำและการทำง่ายๆด้วยตัวเอง ในการนำหมวกจักรยานธรรมดามาห่อปิดให้กลายเป็นหมวกแอโรไดนามิกส์ราคาประหยัด ทั้งการห่อด้วยพลาสติกหุ้มอาหาร แม้แต่การลงมือทำ ”เปลือก” ครอบหมวกที่จะเปลี่ยนให้หมวกเหล่านั้นช่วยคุณได้ในการปั่นแบบไทม์ไทรอัลหรือไตรกีฬาโดยที่ไม่ต้องเสียเงินซื้อหาหมวกใบใหม่ เราไม่พบข้อมูลการทดสอบใดๆที่เห็นผลชัดเจนในเรื่องนี้ แต่ตอนนี้เรากลับพบการทดสอบในยุคใหม่ที่ให้ผลการวิจัยออกมาสวนทางกับความเชื่อต่างๆที่ว่ามาอย่างสิ้นเชิง จากการทดสอบหมวกจักรยานในอุโมงค์ลมที่ประเทศเยอรมัน ร่วมกับการหารือกับนักออกแบบและพัฒนาหมวกทั้งของค่าย Specialized, Bell และ Giro เพื่อยืนยันสมมุติฐานที่ได้มาจากการทดสอบ ผลจะออกมาเป็นเช่นไร ลองติดตามดูกันได้เลย

 

สายรัดหมวกคือปัญหาสำคัญ

ประเด็นแรกเราได้รับข้อมูลมาจากผู้ออกแบบและนักวิชาการในอุโมงค์ลม พบว่า สิ่งหนึ่งที่ส่งผลมากกับการแหวกอากาศไปของนักปั่นคือสายรัดหมวกที่สวมใส่อย่างไม่เหมาะสม  เบ็น เพนเนอร์ หัวหน้าทีมวิศวกรของหมวก Bell ให้ความเห็นว่า สายรัดหมวกที่เรียบตึง สามารถช่วยลดแรงในการปั่นได้ระหว่าง 7-9 วัตต์ เมื่อเทียบกับสายรัดหมวกที่หลวมและกระพือเมื่อต้องลม ดังนั้นเราจึงทดสอบหมวก Specialized S-Works Evade ในอุโมงค์ลม ได้ค่าเฉลี่ยของแรงที่ใช้ในการปั่นความเร็ว 45 กม./ชม. ของการทดสอบเราพบว่าความต่างของสายรัดที่ดีและแย่เฉลี่ยอยู่ที่ 4.4 วัตต์  นั่นหมายความว่า การที่หมวก Evade เซฟแรงเราได้ 11 วัตต์เทียบกับหมวก Prevail (และหมวก Giro รุ่นราคาย่อมเยา) ในการทดสอบ การที่สายรัดหมวกของ Evade หลวมจนกระพือได้ทำให้ส่วนต่างของความได้เปรียบหายไปทันทีเกือบครึ่งหนึ่ง ดังนั้นคำแนะนำที่ได้จากการทดสอบนี้คือ เราควรปรับสายหมวกให้ตึง เรียบกับใบหน้า และใส่แว่นกันแดดให้ขาแว่นทับภายนอกของสายรัดเอาไว้ เพื่อลดการกระพือของสายรัดให้ได้มากที่สุด จึงจะได้ประโยชน์สูงสุดจากหมวกที่ซื้อมาในราคาสูง

จากการปรึกษา คริส ยู ผู้เชี่ยวชาญด้านการพัฒนาผลิตภัณฑ์ในอุโมงค์ลมของ Specialized ให้ความเห็นว่าค่าที่ได้รับค่อนข้างสอดคล้องกับที่เขาเคยศึกษามาเช่นกัน ซึ่งยังเสริมอีกว่า นอกจากสายรัดที่ต้องปรับตั้งให้ดีแล้ว องศาของหมวกที่ใส่แล้วแหงนขึ้นจนเกินไป ทำลายความได้เปรียบทางอากาศที่ออกแบบมาได้ทั้งในหมวกแอโรไดนามิกส์และหมวกรูปแบบปกติ ถ้าเทียบแล้วอาจส่งผลได้ถึง 25 วินาที บนความเร็ว 40 กม./ชม. เลยก็ได้

ลองคิดดูดีๆนะครับ ว่าหมวกแอโร่ใบละค่อนหมื่น สามารถเซฟเวลาให้เราได้เกือบนาทีบนความเร็ว 40 กม./ชม. แต่เทียบกับหมวกทั่วไป หรือแม้แต่กับหมวกใบละไม่กี่พัน แค่ใส่ไม่ดีผลต่างของหมวกนั้นจะลดลงเหลือแค่ 20 กว่าวินาทีเท่านั้นเอง

 

ห่อหมวกให้หมด ไม่ได้ช่วยอะไรเลย

เนื้อหาการทดสอบที่แท้จริงคือการพยายามหาข้อพิสูจน์ความเชื่อเรื่องการห่อปิดรูระบายอากาศของหมวกออกให้หมด ซึ่งภายหลังการทดสอบ วิศวกรของหมวก Giro ให้ความเห็นว่า การออกแบบหมวกแอโร่ในปัจจุบัน ใช้หลักการคิดหลักๆ 2 ส่วนประกอบกันได้แก่รูปทรงของหมวกที่ช่วยให้อากาศผ่านไปได้อย่างมีประสิทธิภาพที่สุด รวมถึงการสร้างช่องทางเดินของอากาศที่ดีภายในหมวก ดังนั้นนอกจากรูปทรงจะต้องอำนวยแล้ว การยอมให้ลมผ่านเข้าไปได้อย่างราบเรียบและออกมาในตำแหน่งที่กำหนดไว้ จะส่งผลช่วยเพิ่มความได้เปรียบยิ่งกว่าหมวกที่ไม่มีช่องทางเดินของอากาศ เพราะสัมประสิทธิ์แรงเสียดทางด้านหน้าจะมากกว่า ดังนั้นการปิดรูระบายอากาศของหมวกน่าจะไม่ได้ช่วยอะไร แถมยังอาจส่งผลในด้านลบมากกว่าเดิมด้วยซ้ำในหมวกบางรุ่น ซึ่งสอดคล้องกับความเห็นของผู้เชี่ยวชาญจาก Specialized เช่นกัน

ในการทดสอบเราพบว่าผลต่างของค่าวัตต์ที่ประหยัดลงได้ อยู่ในเกณฑ์ที่น้อยเกินกว่าจะนำมาวิเคราะห์อะไรได้ เพราะอาจเป็นผลจากความคาดเคลื่อนในการทดสอบ ด้วยค่าเฉลี่ยที่แตกต่างกันเพียง 0.4 วัตต์เท่านั้น เราจึงไม่สามารถระบุผลของมันได้อย่างแน่นอน สอดคล้องกับการทดสอบเมื่อหลายปีที่ผ่านมาในเวโลโดรมเทียบระหว่างหมวกปกติและหมวกใบเดิมที่ใส่เชลล์ครอบป้องกันลมเข้า ไม่สามารถระบุความแตกต่างของเวลาและความเร็วได้เป็นประเด็น

 

ตัวคนนั่นแหละคือภาระที่มากที่สุด

เทียบสัดส่วนของความได้เปรียบแล้วพบว่า ร่างกายของนักปั่นนั่นเองคือภาระที่มากที่สุดในการแหวกอากาศและก่อให้เกิดแรงฉุดทางด้านหลัง เทียบแล้วมากกว่า 80% ของภาระทั้งหมดคือสิ่งที่แก้ไขได้จากการจัดท่าทางการขี่ที่เหมาะสม องศาของศีรษะของเรามีผลมากกว่าอุปกรณ์ที่ป้องกันที่สวมใส่เอาไว้บนนั้นมากอย่างไม่น่าเชื่อ การทดสอบพบเป็นที่สอดคล้องกันในหลายๆสำนักว่า ตำแหน่งของศีรษะและมุมของคอ อาจส่งผลต่างๆได้มากถถึง 40 วัตต์ หรือเป็นความได้เปรียบเท่ากับการเปลี่ยนหมวกจากหมวกธรรมดามาเป็นหมวกแอโรไดนามิคส์ หรือถ้าจะพูดให้ชัดเจนกว่านั้นก็คือ หมวกแอโรไดนามิคส์ไม่ได้ส่งผลอะไรเลยเทียบกับคนที่ใส่หมวกแบบธรรมดาแต่มีท่าการวางศีรษะที่ดีกว่า

ร่างกายทั้งหมดของเราเองก็สามารถส่งผลแตกต่างได้มากกว่า 100 วัตต์ ระหว่างท่าขี่ที่ดีที่สุดกับท่าขี่ที่ต้านลมมากที่สุด แน่นอนว่าคงไม่มีหมวกใบไหนจะมาช่วยให้เกิดความได้เปรียบมากถึงขนาดนั้น ซึ่งผู้เชี่ยวชาญทุกค่ายเห็นพ้องตรงกันว่า อุปกรณ์นั้นจะดีอย่างไรก็ตาม แต่มันจะส่งผลได้สูงและคุ้มค่าที่สุดในบริบทที่เหมาะสม ท่าขี่ที่ดีด้วยตัวมันเองจะได้เปรียบมากกว่าอยู่แล้ว ส่วนอุปกรณ์ที่ดีจะช่วยให้เกิดความต่างได้มากขึ้นไปอีก แต่ท่าขี่ที่ไม่เอื้ออำนวย นอกจากอุปกรณ์ส่วนมากจะไม่ได้ออกแบบมาให้อยู่ในท่าแบบนั้นแล้ว ก็เป็นภาระในการทำความเร็วที่ยากจะแก้ไขได้ สรุปได้เลยว่า

” เสียเงินให้มากขนาดไหน ถ้าไม่สร้างความได้เปรียบด้วยตัวเองก็ไม่คุ้มค่า “

 

Related Post

หมวกแอโรกับความแอโร ใส่อย่างไรให้เสียหาย

Cycling Plus Thailand