หลังปิดจ๊อบในแต่ละทริปหรือแต่ละสนาม รถต้องการการตรวจสภาพและบำรุงรักษาฉันใด ผิวของเราก็ควรได้การดูแลอย่างดีฉันนั้น Cycling Plus ลิสต์ 3 ปัญหาผิวที่นักจักรยานทุกคนต้องเคยพบเจอ พร้อมวิธีป้องกันและซ่อมแซมผิวมาฝาก

 

ภาพ : https://goo.gl/7nvzh8

 

ปัญหาสิว

สิว…ไม่ว่าจะเกิดขึ้นบนส่วนใดของร่างกาย ก็มักสร้างความกวนใจและทำให้เสียเซลฟ์ได้เสมอ ขณะที่หลายคนเลือกจะแก้ปัญหาสิวด้วยการออกกำลังกายเรียกเหงื่อเพื่อขับสารพิษ แต่ก็ยังมีอีกหลายคนที่ต้องเผชิญกับปัญหาสิวหลังออกกำลังกาย หากไม่นับต้นเหตุเรื่องฮอร์โมนที่ยากจะควบคุม วิธีป้องกันและแก้ปัญหาสิวที่ดีที่สุดคือการหมั่นรักษาความสะอาด

 

ไม่ว่าใครก็อยากดูดีอยู่ตลอดเวลา สาวๆ หลายคนจึงมักแต่งหน้าก่อนออกไปปั่น เผื่อแวะถ่ายรูปข้างทางหรืออยากมีรูปสวยๆ ตอนปั่นเข้าเส้นชัยเก็บไว้ ซึ่งต้องบอกเลยว่าเป็นวิธีที่เสี่ยงกับปัญหาสิวบุก เพราะแทนที่ผิวจะได้ระบายความร้อนและขับของเสียในรูปของเม็ดเหงื่อผ่านรูขุมขนตามธรรมชาติ กลับมีเครื่องสำอางมาขวางกระบวนทำงาน ทำให้สิ่งสกปรกอุดตันจนเกิดสิวได้ง่าย วิธีแก้ไม่ยากคือต้องยอมตัดใจไม่แต่งหน้า เพราะสิ่งเดียวที่ควรทามีเพียงครีมกันแดดที่เหมาะกับสภาพผิวเท่านั้น แต่รับรองว่าผิวหน้าใสๆ และแก้มแดงระเรื่อหลังออกกำลังกายอย่างหนักก็ทำให้คุณดูมีเสน่ห์ได้ไม่แพ้กัน หรือถ้าไม่มั่นใจจริงๆ อนุญาตให้เขียนคิ้วและพกลิปสติกสีสดไว้เติมปากก็จะได้ลุคที่ดูสดใสขึ้นทันที

 

นอกจากนี้ หลังปั่นจบและคูลดาวน์แล้ว ควรรีบทำความสะอาดร่างกายตั้งแต่ศีรษะจดปลายเท้า รวมไปถึงอุปกรณ์ที่สัมผัสกับผิวโดยตรง เช่น ผ้าบัฟฟ์ เฮดแบนด์ และหมวกกันน็อก ก็ควรล้างทำความสะอาดทุกครั้งหลังใช้งาน เพื่อไม่ให้เป็นแหล่งสะสมของเชื้อโรคที่จะพาสิวมาเยือน

 

 

ผิวไหม้แดดและแห้งกร้าน

อีกหนึ่งปัญหาระดับชาติของนักจักรยาน นอกเหนือจากการสวมปลอกแขน ผ้าบัฟฟ์ และใส่กางเกงขายาวแล้ว อีกหนึ่งวิธีป้องกันที่สำคัญคือการทาครีมกันแดด ในแสงแดดประกอบด้วยรังสี UV (Ultraviolet) คลื่นความถี่ยาว (UVA) และสั้น (UVB) อันเป็นต้นเหตุของปัญหาผิวคล้ำเสียและริ้วรอยต่างๆ ซึ่งอาจลุกลามถึงขั้นก่อมะเร็งโรคผิวหนังได้

 

บนฉลากครีมกันแดดจะมีการระบุค่า SPF (Sun Protection Factor) ที่ช่วยปกป้องผิวจากรังสี UVB หรือพูดง่ายๆ คือบอกให้ทราบว่าเราอยู่กลางแดดได้นานเพียงใดโดยที่ผิวไม่ไหม้ หลายคนอาจเคยเข้าใจว่าครีมกันแดดที่มีค่า SPF สูงๆ ให้การปกป้องดีกว่า แต่ปัจจุบันมีการพิสูจน์แล้วว่าค่า SPF 30, 45 และ 50 ให้การปกป้องใกล้เคียงกันคือระหว่าง 96.7-98 เปอร์เซ็นต์ การใช้ครีมกันแดดที่มีค่า SPF สูงเกินความจำเป็นทำให้เสี่ยงต่ออาการแพ้ และความเหนอะหนะของครีมที่เพิ่มขึ้นยังอาจทำให้ผิวระคายเคืองและก่อให้เกิดสิวได้ ส่วนการป้องกันรังสี UVA คลื่นความถี่ยาวที่ทำร้ายชั้นผิวได้ลึกกว่า UVB นั้น ให้สังเกตค่า PA หรือ Protection grade of UVA โดยค่า PA++++ จะป้องกันรังสี UVA ได้สูงสุด

 

สำหรับนักไตรกีฬาที่มีกิจกรรมทางน้ำเข้ามาเกี่ยวข้อง ควรเลือกครีมกันแดดที่มีคุณสมบัติกันน้ำได้หรือ Waterproof ซึ่งจะช่วยรักษาค่า SPF ให้คงประสิทธิภาพหลังโดนน้ำนาน 80 นาที แต่สำหรับนักจักรยานทั่วไปที่ต้องการป้องกันปัญหาเหงื่อชำระสารกันแดด อาจเลือกใช้แบบ Water-resistant ที่ช่วยคงประสิทธิภาพของ SPF หลังโดนน้ำ 40 นาทีก็เพียงพอ สรุปวิธีเลือกครีมกันแดดคือเลือกที่มีค่า PA สูง ค่า SPF เหมาะสมกับสภาพอากาศ แต่หมั่นทาครีมซ้ำระหว่างวัน เช่น ทุกสองชั่วโมงแทน

 

แม้จะปกป้องอย่างดี แต่หลายครั้งเราก็ยังประสบปัญหาผิวไหม้แดดและแห้งกร้าน วิธีรับมือคือหลังปั่นเสร็จควรชำระร่างกายด้วยน้ำเย็นเพื่อปรับอุณหภูมิผิวให้คูลดาวน์ลง หลังจากนั้นหาผ้าขนหนูชุบน้ำเย็นมาประคบตามตัว แล้วทาเจลว่านหางจระเข้ ซึ่งถ้าแช่เย็นไว้ล่วงหน้าจะฟินมาก หรือทาอาฟเตอร์ซันโลชั่นที่ให้ความชุ่มชื้นแก่ผิวมากกว่าโลชั่นธรรมดา น้ำมันมะพร้าวบริสุทธิ์ก็ช่วยปลอบประโลมผิวได้เช่นกัน

 

แต่สิ่งที่ห้ามทำเด็ดขาดคือการขัดผิวและเกาบริเวณที่คัน เพราะจะทำให้อาการปวดแสบปวดร้อนทวีความรุนแรงยิ่งขึ้น แนะนำให้สครับหลังจากผิวกลับเข้าสู่สภาวะปกติเพื่อขจัดเซลล์ผิวที่ตายแล้วจะดีกว่า นอกจากนี้ ยังควรดื่มน้ำมากๆ หลีกเลี่ยงเครื่องดื่มที่มีส่วนผสมของแอลกอฮอล์และคาเฟอีน พร้อมงดสูบบุหรี่ เพราะจะทำให้ผิวขาดน้ำมากขึ้น หมั่นทาโลชั่นและครีมกันแดดเป็นประจำทุกวัน และเว้นการออกแดดจัด สำหรับสาวๆ ควรงดแต่งหน้าชั่วคราวเพื่อให้ผิวได้พักผ่อน ระยะเวลาในการฟื้นฟูผิวของแต่ละคนจะแตกต่างกันไปขึ้นอยู่กับสภาพผิวและวินัยในการดูแล

 

 

รอยแผลเป็น

เป็นได้ทั้งตัวแทนแห่งความทรงจำ หรือตราบาปที่สร้างความปวดใจให้สาวๆ ที่รักสวยรักงาม วิธีดูแลรอยแผลเป็นควรเริ่มตั้งแต่การดูแลแผลสดอย่างเหมาะสม โดยเน้นเรื่องความสะอาดและป้องกันการติดเชื้อเป็นหลัก ยิ่งบาดแผลหายเร็วเท่าไร โอกาสจะทิ้งรอยแผลเป็นก็ลดและเบาบางลงเท่านั้น ทั้งนี้ ย่อมขึ้นอยู่กับลักษณะของบาดแผล สาเหตุ และความรุนแรงว่าตื้นลึกเพียงใดด้วยเช่นกัน

 

เมื่อแผลเริ่มแห้งและตกสะเก็ดก็มักมีอาการคันตามมา แนะนำว่าอย่าแกะและเกาเด็ดขาด เพราะจะยิ่งเพิ่มโอกาสให้กลายเป็นรอยแผลเป็นมากขึ้น เมื่อสะเก็ดหลุดหมดแล้ว บางบาดแผลที่ไม่รุนแรงถ้าทิ้งไว้สักระยะหนึ่ง รอยก็อาจค่อยๆ จางลงและหายไปเองได้ ส่วนบาดแผลที่รุนแรงจำเป็นต้องอาศัยตัวช่วย ไม่ว่าจะเป็นการทำเลเซอร์ ฉีดยา ใช้ซิลิโคนเจล หรือครีมลบรอยแผลเป็นที่ให้เลือกมากมายในร้านขายยาทั่วไป ซึ่งมีเคล็ดลับคือควรเริ่มทาทันทีหลังจากสะเก็ดแผลหลุด ยิ่งถ้าพกครีมลบรอยติดตัวไว้เลยจะยิ่งดี นึกขึ้นได้เมื่อไรก็รีบทาทันที แต่พึงจำให้ขึ้นใจว่าแผลเป็นทุกรอยต้องใช้เวลาในการรักษาซึ่งอาจกินเวลานานนับปี บวกกับความอดทนและความขยัน แม้ว่าในท้ายที่สุดแล้วแผลเป็นอาจไม่หายสนิท แต่รับรองว่ารอยจะจางลงและดูดีขึ้นอย่างแน่นอน

 

 

 

รับมือกับ 3 ปัญหาผิวที่พบบ่อยในนักปั่น 

Cycling Plus Thailand