เอลเลียต ลิปสกี้ จากเว็บไซต์ trainsharpcyclecoaching.co.uk แนะนำให้ฝึกทักษะขั้นพื้นฐานต่างๆ จนชำนาญ แล้วคุณจะปั่นด้วยรอบขาที่เหมาะสมได้ในทุกสภาพพื้นที่

ทำความเข้าใจเรื่องเกียร์

เมื่อเปลี่ยนเกียร์ให้โซ่ไปอยู่ในตำแหน่งเฟืองหลังที่เล็กลง การกดบันไดปั่นแต่ละรอบ จะทำให้ล้อหลังหมุนเร็วขึ้น ส่งผลให้ทำความเร็วได้ง่าย แต่ถ้าหากเปลี่ยนโซ่ให้มาอยู่ในตำแหน่งจานหน้าที่เล็กลง ผลที่ได้ก็จะตรงข้ามกัน คือ ในการปั่นหนึ่งรอบเท่ากันล้อจะหมุนน้อยลง ทำให้กดบันไดง่ายขึ้นเมื่อปั่นด้วยความเร็วช้า หรือเรียกว่าเกียร์ต่ำนั่นเอง

เมื่อไหร่ที่ควรเปลี่ยนเกียร์

เมื่อตำแหน่งโซ่อยู่ที่จานหน้าใบใหญ่ หรือที่เรียกว่าเกียร์สูง เหมาะสำหรับการปั่นลงเนิน หรือปั่นด้วยความเร็วสูง ซึ่งเกียร์สูงที่สุดคือตำแหน่งโซ่อยู่ที่จานหน้าใบใหญ่สุด กับเฟืองหลังใบเล็กสุด ส่วนการใช้จานหน้าใบเล็กสุด และเฟืองหลังใบใหญ่สุดจะเป็นเกียร์ต่ำสุด นักปั่นมักใช้เกียร์ต่ำในช่วงออกตัวและไต่ทางชัน

เปลี่ยนไปเรื่อยๆ

ขณะปั่นจักรยานนั้น ต้องเปลี่ยนเกียร์อยู่ตลอดเวลา ซึ่งในการปั่น 100 กิโลเมตรอาจต้องเปลี่ยนเกียร์เป็นพันๆ ครั้งเลยทีเดียว ในช่วงแรกอาจจะรู้สึกแปลกอยู่บ้าง แต่เมื่อชินกับจักรยานและการเข้าเกียร์แล้ว ก็จะสามารถเปลี่ยนเกียร์ได้อย่างเป็นธรรมชาติมากขึ้น ซึ่งเคล็ดลับในการเปลี่ยนเกียร์อยู่ที่การรักษารอบขาอย่างสม่ำเสมอ ไม่ว่าจะปั่นบนพื้นผิวหนือเส้นทางแบบใดก็ตาม

เรื่องของตัวเลข

เมื่อพูดถึงจำนวนฟันบนเฟืองและอัตราทดเกียร์ อาจทำให้หลายคนเกิดอาการสับสน ซึ่งอัตราทดเกียร์หมายถึง จำนวนรอบที่ล้อหลังหมุนต่อการควงขาปั่น 1 รอบ เช่น ถ้าเข้าเกียร์ที่จานหน้า 30 ฟัน และเฟืองหลัง 10 ฟัน เท่ากับว่าจานหน้าจะใหญ่กว่าเฟืองหลัง 3 เท่า ดังนั้นในการกดบันได 1 รอบ จะทำให้ล้อหมุนได้ 3 รอบ

คำแนะนำอื่นๆ

ข้อดีของการมีเฟืองหลังเยอะคือ ระหว่างเฟืองแต่ละเฟืองจะมีอัตราทดเกียร์ถี่ขึ้น ทำให้เปลี่ยนเกียร์ได้ไหลลื่นโดยไม่ต้องเสียพละกำลัง ซึ่งชุดเกียร์ที่เหมาะสมที่สุดคือ จานหน้า 52/36 ฟัน และเฟืองหลัง 11-27 ฟัน แต่สำหรับเสือหมอบอาจใช้อัตราทดที่น้อยลง เช่น เฟืองหลัง 12-25 ฟัน หรืออาจน้อยลงกว่านั้นได้อีก เช่น 11-23 ฟัน สำหรับการแข่งขันระยะทางสั้นๆ แบบไครทีเรียม

Related Post

รู้วิธีใช้เกียร์ให้ถูกต้อง

Cycling Plus Thailand