ไม่คิดว่าประเด็นเรื่องหมวกกันกระแทกสำหรับการปั่นจักรยานจะกลายเป็นประเด็นดราม่าในโลกโซเชียลไปได้เหมือนกันนะ

มาคุยกันแบบวิทยาศาสตร์นะ ไม่เอาอารมณ์ ทัศนคติ หรือแฟชั่นมาพูดกัน ปกติแล้วเวลาที่เราปั่นเสือหมอบในท่าจับ hood ศีรษะของเราจะอยู่สูงจากพื้นดินประมาณ 1.4 เมตร แรง g มีค่าเท่ากับ 9.8 เมตร/วินาทียกกำลังสอง เมื่อเราเอาสูตรคำนวณการเคลื่อนของวัตถุในแนวดิ่งสมัยชั้นมัธยมศึกษาตอนปลายมาคำนวณ

ถ้าเราปล่อยวัตถุจากความสูง 1.4 เมตร มันจะกระแทกกับพื้นด้วยความเร็ว 5.24 m/sec หรือ 18.86 กิโลเมตรต่อชั่วโมง ภายในเวลา 0.55 วินาที ดูแล้วความเร็วมันไม่มากเลยนะ ไม่ถึง 20 กิโลเมตรต่อชั่วโมง แต่ถ้าคุณลองเอามะพร้าวห้าวมาแกะเปลือกออกจนถึงกะลา แล้วปล่อยให้มันหล่นลงมากระทบพื้นซีเมนต์ดูสิ บางทีคุณอาจจะเห็นน้ำมะพร้าวแตกกระจายออกมาให้คุณเหนียวตัวได้บ้างล่ะ

อีกนั่นแหละ เวลา 0.55 วินาที สำหรับแมวแล้ว มันยังมากเกินพอสำหรับให้สามารถพลิกตัวกลางอากาศแล้วเอาเท้าแตะพื้นได้สบายๆ แต่คุณไม่ใช่แมว!!! อย่างเก่งคุณแค่พลิกตัวหลบเอาส่วนอื่นกระแทกพื้นแทนศีรษะได้ แต่อย่างเก่งของผมนี่คือ คุณต้องผ่านการ “ฝึก” มาก่อนนะครับ เช่น คุณต้องเคยเรียนศิลปะป้องกันตัวมาบ้าง มากพอที่คุณจะมีทักษะในการหลีกเลี่ยงการบาดเจ็บได้

กลับกัน ถ้าคุณเอามะพร้าวทั้งลูกที่ไม่ได้ปอกเปลือกมาปล่อยให้มันหล่นลงมา ยังไงๆ ก็ไม่มีน้ำมะพร้าวกระเซ็นออกมาจากกะลาที่แตกอย่างแน่นอนครับ

 

นี่แหละครับ คือพื้นฐานของหมวกกันกระแทกหรือ Helmet

หลักการของหมวกกันกระแทก ก็ไม่ได้มีอะไรมากไปกว่าการลด “พลังงาน” ที่จะส่งไปยังศีรษะของเรา โดยหมวกกันกระแทกจะใช้วัสดุที่สามารถ “ดูดซับพลังงาน” หรือ “เปลี่ยนรูปพลังงาน” อย่างไรก็ตาม สุดท้ายก็เหลือ “พลังงาน” ที่ส่งผ่านไปยังศีรษะของเราน้อยลงจนป้องกันอันตราย

หมวกกันกระแทกในปัจจุบัน จะขึ้นรูปด้วยวัตถุจำพวกโฟม แล้วหุ้มด้วยเปลือกพลาสติกอีกชั้นหนึ่ง เมื่อได้รับแรงกระแทก โฟมจะมีการเปลี่ยนรูป เช่น ยุบตัวลง หรือในบางยี่ห้อ โฟมอาจจะแตกหรือหักเสียรูป ซึ่งนั่นคือการเปลี่ยนรูปของพลังงานกล เพื่อลดผลที่จะส่งไปยังศีรษะของเรา ส่วนเปลือกพลาสติกจะช่วยปกป้องโฟมจากของแข็งภายนอก และความลื่นของเปลือกพลาสติกยังช่วยให้มีการ “ไถล” ของศีรษะ จึงไม่เกิดแรง “งัด” ที่จะส่งผลต่อกระดูกคอของผู้สวมใส่ บางยี่ห้อจะมีโครงลวดอยู่ภายในเนื้อโฟม ช่วยป้องกันไม่ให้ชิ้นส่วนของโฟมแตกกระจายออกมาเสียก่อน เพราะต้องเข้าใจกันนะครับว่า ในบางลักษณะของการล้ม ศีรษะของเราอาจไม่ได้กระแทกพื้นเพียงครั้งเดียว ถ้าหากโครงสร้างแตกกระจายหลุดออกไปตั้งแต่ครั้งแรก จะไม่เหลืออะไรให้ปกป้องศีรษะของเราได้อีก หมวกที่แตกหรือเสียรูปไปแล้วก็จะไม่สามารถลดอันตรายได้อย่างมีประสิทธิภาพอีกต่อไป เปลี่ยนใหม่เลยครับ อย่าเอามาใช้อีก ไม่คุ้มกัน

หมวกกันกระแทกในปัจจุบัน จะถูกผลิตออกมาภายใต้การค้นคว้า วิจัย เพื่อให้ได้ค่าความปลอดภัยตามมาตรฐานที่ถูกกำหนดไว้โดยองค์กรสากล ดังนั้นถ้าคุณซื้อหมวกกันกระแทกของแท้ ภายใต้ยี่ห้อมาตรฐานที่เราคุ้นเคยกัน ยังไงๆ หมวกจะต้องมีมาตรฐานตามที่ถูกกำหนดไว้อย่างแน่นอน หรือหากเป็นหมวกราคาประหยัด เราสามารถพลิกหาดูสติกเกอร์ที่แสดงถึงการผ่านมาตรฐานการผลิตที่เป็นสากล (ลองหาอ่านเพิ่มเติมได้จาก http://www.bhsi.org/stdcomp.htm รับรองว่า “เพียบ”)

 

แต่ถึงหมวกจะได้มาตรฐานเพียงใด ถ้าผู้สวมใส่ขาดความเข้าใจและทัศนคติที่ดี หมวกย่อมจะไม่สามารถป้องกันอันตรายได้อย่างที่ถูกออกแบบไว้ ลองมาใส่ใจสิ่งต่อไปนี้ดีกว่านะครับ
1. เลือกหมวกที่พอดีกับศีรษะของเรา ก็ใช่ว่าหมวกทุกรุ่นทุกยี่ห้อจะเหมาะกับเรานะครับ เพราะบางคนอาจหัวกลม บางคนหัวทุย บางคนหัวแบน หมวกที่คับไปแต่ทนฝืนใส่เพราะความสวยของมัน ก็จะสร้างปัญหาเรื่องอาการปวดหัวตามมาภายหลังจากที่ใส่มันนานๆ ส่วนหมวกที่หลวมเกินไป จะไม่สามารถป้องกันอันตรายในยามที่เกิดอุบัติเหตุได้ เพราะเมื่อกระแทกพื้น หมวกอาจพลิกเปิดเอาส่วนของศีรษะ เช่น บริเวณหน้าผากกระแทกกับพื้นเอาได้ง่ายๆ หมวกที่หลวมไปนิดหนึ่ง สามารถแก้ปัญหาด้วยการพันผ้าโพกศีรษะบางๆ ไว้สักหนึ่งชั้น ก็เพียงพอที่จะทำให้หมวกอยู่กับที่ไม่ขยับตัวไปมา
2. ใส่หมวกให้ถูกวิธี กรณีนี้เป็นเรื่องที่เกี่ยวกับ “ทัศนคติ” โดยตรง

 


รูปข้างบนแสดงถึงการสวมหมวกที่ถูกวิธี หมวกจะต้องได้ระดับในแนวราบ ส่วนหน้าของหมวกจะต้องครอบคลุมหน้าผากได้ทั้งหมดจนมาถึงขอบคิ้ว และส่วนที่เหลือจะต้องครอบคลุมพื้นที่บนศีรษะให้มากที่สุด สายรัดด้านหน้าและหลัง “ต้องตึง” เป็นรูปตัว “Y” ไม่หย่อนหรือบิดตัว จุดที่สายมารวมกันจะต้องอยู่หน้าและล่างต่อใบหูเล็กน้อย เมื่อล็อกสายรัดซ้ายและขวาเข้าด้วยกัน สายหมวกจะต้องตึงพอที่จะสามารถรั้งหมวกไม่ให้ถูกดึงกลับไปทางด้านหลัง และไม่ตึงเกินไปจนรู้สึกไม่สบาย

 


ส่วนรูปถัดมาจะเป็นการสวมหมวกที่ไม่ถูกวิธี หมวกจะเอียงไปด้านหลังและเปิดหน้าผาก สายรัดด้านหลังหย่อน เมื่อล้มกระแทกไปด้านหน้า จะมีความเป็นไปได้สูงที่หมวกจะขยับเคลื่อนตัวไปทางด้านหลัง ทำให้ส่วนของหน้าผากกระแทกกับพื้นแข็งได้โดยง่าย

ในปัจจุบัน นักปั่นสาวๆ หลายคนนิยมสวมใส่หมวกแก๊ป โดยใช้หน้าแก๊ปของหมวกเชิดขึ้น แน่นอนว่าตำแหน่งของหมวกกันกระแทกจะถูกเปิดดันไปทางด้านหลังอย่างไม่ต้องสงสัย มันเป็นเรื่องของทัศนคติที่เกี่ยวกับความสวย ความงาม แต่ไม่ใช่ทัศนคติที่ถูกต้องในด้านของความปลอดภัย เพราะหมวกแก๊ปที่สวมใส่จะไปดันให้หมวกกันกระแทกถอยไปด้านหลัง และเปิดส่วนหน้าผากให้เสี่ยงต่อการรับการกระแทกจากพื้นแข็งได้ อีกทั้งการสวมหมวกในลักษณะนี้จะต้องใช้หมวกกันกระแทกที่มีขนาดใหญ่กว่าที่ควรจะเป็น หรือปรับสายรัดหมวกให้สามารถทำเช่นนี้ได้ หมวกกันกระแทกจะไม่อยู่ในตำแหน่งอันเหมาะอันควรโดยเฉพาะในตอนที่เกิดอุบัติเหตุ และอย่างที่เน้นเอาไว้แล้วว่า บ่อยครั้งที่เมื่อเกิดอุบัติเหตุแล้ว ศีรษะอาจไม่ได้กระแทกพื้นเพียงครั้งเดียว

 

3. ใส่หมวกให้ถูกประเภท หมวกกันกระแทกสำหรับเสือภูเขาจะเพิ่มวัสดุขึ้นมาปกป้องศีรษะทางด้านหลังและท้ายทอยมากกว่าหมวกสำหรับเสือหมอบนะครับ การใช้หมวกกันกระแทกสำหรับเสือหมอบ ซึ่งมีรูระบายลมเยอะ น้ำหนักเบา ไม่ปกป้องทางด้านหลังได้มากพอ มาใช้กับกิจกรรมการปั่นเสือภูเขา ถือว่าเป็นการ “สุ่มเสี่ยง” ไม่แพ้การใส่หมวกผิดวิธีเช่นกันครับ

 

ผมเก่ง ผมทักษะดี ผมไม่ต้องสวมหมวกกันกระแทกก็ได้!!!
พูดตรงๆ เลยนะ ผมเองเคยผ่านการฝึกศิลปะป้องกันตัวมาระดับหนึ่ง ในชั่วโมงแรกของการเรียน ผมถูกอาจารย์พละศึกษาทดสอบด้วยการจับทุ่มด้วยท่า Tomoe Nage โดยไม่บอกกล่าวให้รู้กันล่วงหน้า แถมยังเอาเท้าถีบจนตัวผมลอยขึ้นพ้นเบาะไปพอสมควร ตอนนั้นผมมีแค่ทักษะเรื่องการล้ม การผ่อนแรง การเอาตัวรอดมาจากพื้นฐานวิชายืดหยุ่นเท่านั้น แต่ผมสามารถประคอง ยกศีรษะให้พ้นจากพื้น แถมยังตบเบาะโชว์เพื่อลดแรงกระแทกได้อย่างสวยงาม เรียกเสียงปรบมือกันเกรียวกราวจากเพื่อนร่วมชั้น ครับบางอย่างที่มันถูกฝึก มันก็เป็นเรื่องของสัญชาตญาณ แต่เชื่อไหม ครั้งสุดท้ายที่ผมล้มจนหมวกแตกนั้น ผมใช้ทักษะทั้งหมดที่ผมเรียนรู้มา เก็บตัว เก็บหัว เก็บแขน เอาส่วนที่กว้างและบาดเจ็บได้น้อยที่สุดลงสัมผัสพื้น แต่ผมยังป้องกันศีรษะตัวเองไม่ได้เลย เพราะสุดท้ายศีรษะยังกระแทกกับพื้นถนนอยู่ดี แถมกระแทกแรงมากจนหมวกใบเก่งของผมแตกในทันที
ผมเองเคยคิดว่า “แน่” เพราะเคยล้มมาก็หลายครั้ง แต่ละครั้งก็สามารถพลิกตัว เอี้ยวตัวเพื่อลดการบาดเจ็บที่เกิดขึ้นได้ทุกคร้ง แต่ครั้งนั้นยังไงๆ ก็ “หมวกแตก” และยังโชคดีที่ผม “ไม่ประมาท” เพราะผมรู้ว่ายังไงๆ สักวัน มันจะต้องมีเหตุการณ์ที่เหนือไปกว่าการควบคุมของเรา และเมื่อนั้นสิ่งที่เขาคิดมาเพื่อให้ป้องกันอันตราย ย่อมแสดงคุณค่าของมันออกมาให้สมกับที่เราเสียเงินซื้อมัน

 

หมวกสำเนา หมวกปลอม หมวกก๊อบ หมวกเลียนแบบ
สวยจนคุ้มเสี่ยงจริงๆ หรือครับ สมองและศีรษะของคุณมีค่ามากกว่าจนยากจะประเมินเลยนะครับ มาตรฐานมันก็ไม่มี โครงสร้างและวัสดุก็ไม่ประกันอะไร
หมวกราคาไม่เกิน 1,000 บาท แต่มีมาตรฐานรับรองก็มีออกเยอะไปครับ หมวกใบแรกที่แตกคาหัวพร้อมกับป้องกันอันตรายที่เกิดกับผมนั้น ราคาเพียงแค่ 800 บาทเท่านั้น ดังนั้นหมวกราคาประหยัดก็ป้องกันและลดอันตรายให้กับคุณได้เช่นเดียวกับหมวกราคาแพงๆ แต่มันอาจไม่สวย ไม่เบา ระบายความร้อนได้ไม่ดี ก็ล้ำ สวมใส่ อาจจะไม่สะดวก ก็คงจะประมาณนั้นแหละ

Related Post

หมวกกันกระแทก สามัญสำนึกแห่งความปลอดภัย by lucifer

Cycling Plus Thailand