หมวกถูก หมวกแพง

มีผลกับความปลอดภัยหรือไม่

หมวกจักรยาน หรือหมวกกันน็อก เป็นอุปกรณ์ความปลอดภัยที่มีความสำคัญมากที่สุดสำหรับนักปั่นทุกๆ คน ซึ่งแทบจะพร้อมกับที่เราถอยจักรยานออกมาจากร้าน เพื่อนำไปปั่นออกกำลังกาย และมันคืออุปกรณ์เสริมชิ้นแรกนอกจากตัวจักรยานเองที่ทุกคน ไม่ว่าจะเป็นขาอ่อน ขาแรง ทีมชาติ จะต้องเลือกครอบครองตั้งแต่แรกหัดจักรยานเหมือนๆ กัน เรียกได้ว่า คุณอาจจะยังไม่มีไมล์ ไม่มีรองเท้าจักรยาน ไม่มีล้อเทพๆ คู่งาม แต่เมื่อคุณคิดจะเริ่มขี่จักรยาน คุณก็จะมีหมวกจักรยานมาในเวลาเดียวกัน

 

แต่หมวกจักรยาน ราคาตั้งแต่หลักร้อย จนถึงหลักหมื่น ช่วงว่างราคาที่ต่างกันถึงร้อยเท่า ทำให้เกิดคำถามขึ้นมาอย่างมากมาย ว่าระหว่างหมวกที่แถมมากับจักรยาน และหมวกใบเก๋สุดฮิตติดยอดนิยม ที่มีราคาแพงกว่าจักรยานของใครอีกหลายคน มันต่างกันอย่างไร ใส่แล้วจะปลอดภัยกว่าจริงหรือเปล่า หมวกถูกๆ เหมาะกับศีรษะราคาไม่แพง ส่วนหมวกแพงราคาแรงก็อยู่กับศีรษะที่มีมูลค่ามหาศาลเช่นนั้นหรือไม่ วันนี้ Cycling Plus Thailand จะพาไปนั่งในหัวของนักออกแบบหมวกจักรยาน เพื่อค้นหาหัวใจของหมวกจักรยานที่ดี และไขข้อกระจ่างในข้อนี้ไปด้วยกัน สำหรับแฟนๆนิตยสาร สามารถอ่านเนื้อหาเพิ่มเติมเพื่อความละเอียดได้ในนิตยสารฉบับเดือนกรกฎาคม ในส่วนของคอลัมน์พิเศษของเรา

 

 

HOW IT WORKS หน้าที่ของหมวกจักรยานคืออะไร

หมวกกันน็อกโดยทั่วไปคืออุปกรณ์ที่ทำหน้าที่ป้องกันไม่ให้หัวและอวัยวะภายในของเราที่สำคัญนั่นคือสมองนั่นเอง โดยการทำงานของมันส่วนมากคือการเป็นเกราะสวมเอาไว้พอแรงกระแทกมาถึง ก็คุ้มครองไม่ให้มันมาถึงศีรษะของเรา แต่สำหรับหมวกจักรยานนั้น ด้วยลักษณะของการล้มที่แตกต่างกัน รวมถึงความเร็วและแรงกระแทกที่แตกต่างกัน จึงมีความจำเป็นในการออกแบบที่แตกต่างกันออกไป ที่สำคัญมันยังต้อง “น่าใช้” สำหรับนักปั่นอีกด้วย ดังนั้นในการสร้างหมวกจักรยานมาคุ้มครองศีรษะของเรา จึงเน้นไปที่การ “กระจายแรง” กระแทกที่จะมายังศีรษะของเราให้ได้มากที่สุด ก่อนจะลดแรงกระแทกที่เข้ามาทำอันตรายกับอวัยวะภายในของศีรษะเรา

 

ในอดีตเราเคยมีหมวกที่ทำจากโฟมฉีด (ขอข้ามยุคหมวกริ้ว หรือหมวกหนังในยุคจักรยานคลาสสิกออกไปก่อน) และหุ้มด้วยผิวชั้นนอก ซึ่งแนวคิดของยุคนั้นคือการลดแรงกระแทกในจุดจุดหนึ่งของหมวกเป็นหลัก หมวกทำหน้าที่เป็นโครงสร้างและซับแรงในตัวเดียวกัน เมื่อเกิดการกระแทกขึ้น ผนังชั้นนอกจะแตกออก วัสดุโฟมภายในจะยุบตัวหรือแตกร้าวหากแรงกระแทกนั้นสูงเกินไป แต่ปัญหาใหญ่ของมันคือ หมวกมีน้ำหนักมากและทึบตัน เนื่องจากต้องให้หมวกมีความแข็งแรงเพียงพอกับแรงกระแทก ต่อมาการออกแบบหมวกจึงหาทางออกใหม่ ด้วยการใช้โครงสร้างภายในของหมวกฝังอยู่ภายในโฟนนั้นๆ เป็นโครงสร้างสำคัญ และบุโฟม (ฉีดขึ้นรูป) ครอบคลุมทับเอาไว้ จุดไหนที่เป็นจุดสำคัญก็ใช้โฟมมากขึ้น เจาะรูระบายอากาศได้ในบริเวณที่ไม่รับแรงมากนัก ส่งผลให้หมวกเบาลง และมีรูระบายอากาศมากขึ้น อย่างไรก็ดี มันก็ยังไม่ใช่หมวกที่นักจักรยานจะพิสมัย เพราะความร้อนและไม่สบายในยามสวมใส่ ทำให้นักปั่นส่วนมาก ปฏิเสธที่จะสวมหมวกในวันที่อากาศร้อน หรือช่วงการปั่นที่ความเร็วไม่สูงจนอันตราย จนช่วงนั้นธุรกิจหมวกจักรยานต้องต่อสู้กันในเฉพาะส่วนตลาดที่ไม่ใหญ่นัก ใช้เวลาอีกสักพัก และโศกนาฏกรรมอันน่าเศร้าเป็นเหตุให้ทุกคนต้องสวมหมวกจักรยานเป็นข้อบังคับ อันส่งผลให้ผู้ผลิตหมวก พากันออกแบบพัฒนาหมวกให้ได้ดียิ่งขึ้น เมื่อตลาดเปิดรับอย่างสวยงามด้วยความจำใจของนักปั่นอาชีพ ก็มีแนวโน้มว่าการลงทุนพัฒนาหมวกจะทำได้คุ้มค่ามากขึ้นไปด้วย

 

ทิศทางล่าสุดที่ใช้ในการออกแบบหมวก รวมถึงหมวกชั้นยอดในยุค 90s เองก็ใช้ คือการใช้โครงสร้างเชิงเส้นมาไขว้ตัวกันไปมา เป็นทั้งโครงสร้างของหมวกให้หมวกอยู่ตัวได้โดยไม่ต้องมีวัสดุมาหุ้มห่อมากนัก ในขณะเดียวกัน มันคือโครงสร้างที่ทำหน้าที่กระจายแรงกระแทกที่กระทำกับหมวกให้กระจายไปทั่วๆ ทั้งใบ แรงกระแทกนั้นอาจกระทำที่จุดจุดหนึ่ง 100 หน่วย หากให้จุดนั้นรับแรง 100 หน่วยก็จะต้องแข็งแกร่งและใช้วัสดุมาก แต่ถ้ากระจายแรงนั้นออกไปยังจุดรับแรงต่างๆแต่ละจุดช่วยกันรับ แต่ละจุดก็รับแรงน้อยลง ส่งผลให้หมวกสามารถมีช่องเปิดที่มากขึ้น รวมถึงน้ำหนักที่เบาลงได้ไม่ยาก ซึ่งนั่นคือการออกแบบหมวกในฝันที่ทุกคนหมายปอง

 

แต่ปัญหามันไม่จบเพียงแค่นั้น เพราะวัสดุที่ใช้มาสร้างโครงสร้างเหล่านี้ หากต้องการโครงสร้างที่น้อย เบา โปร่ง โล่งสบาย ก็ต้องใช้การออกแบบและการผลิตขึ้นรูปโครงสร้างที่ซับซ้อน หรือใช้วัสดุที่มีต้นทุนสูงขึ้นไปอีก ในทิศทางที่ทุกคนมองหาหมวกที่มีน้ำหนักเบา และระบายอากาศได้ดี ทำให้หมวกระดับสูงสุดจึงต้องใช้วัสดุ และการผลิตที่ซับซ้อนขึ้น ส่งผลให้ต้นทุนต่อใบสูงขึ้นตามไปด้วยนั่นเอง และนี่คือจุดเริ่มต้นที่เราจะสังเกตได้ว่าหมวกถูก หมวกแพง แท้ที่จริงมีอะไรที่แตกต่างกัน

 

STANDARD OF PROTECTION มาตรฐานความปลอดภัย

หมวกกันน็อกถือเป็นผลิตภัณฑ์ที่ต้องการการควบคุมเป็นอย่างยิ่งเพราะมันเกี่ยวข้องโดยตรงกับเรื่องความปลอดภัยของผู้ที่ใช้ ซึ่งก็คือผู้บริโภคที่ซื้อมันไป ดังนั้นในหลายๆ ประเทศจึงมีการระบุค่ามาตรฐานของการทดสอบความปลอดภัยเอาไว้ชัดเจน หมวกจะได้รับการสุ่มตรวจรับแรงกระแทกตามน้ำหนักและความสูงที่กำหนด เพื่อรับตรารับรองความปลอดภัยของประเทศตนเอง ทั้งสหรัฐอเมริกา, ออสเตรเลีย, ญี่ปุ่น และกลุ่มประเทศเครือสหภาพยุโรป ต่างมีมาตรฐานของตนเอง ที่อาจมีรายละเอียดแตกต่างกันออกไป แต่โดยรวมขั้นตอนการทดสอบอยู่ในลักษณะเดียวกัน นอกจากนั้นยังมีค่ายการทดสอบกลางที่ผู้หลิตหมวกสามารถจ่ายเงินเพื่อส่งหมวกเข้ารับการทดสอบเพื่อรับตราสัญลักษณ์รับรองนั้นๆ มายืนยันว่าหมวกของพวกเขาปลอดภัยเกินมาตรฐานบังคับเช่น SNELL

 

ถ้าจะเทียบแล้วมาตรฐานความปลอดภัยเหล่านี้ก็คือตราสัญลักษณ์ มอก. ที่ระบุว่าเบอร์นั้นๆ สำหรับผลิตภัณฑ์นั้นๆ ต้องผ่านการทดสอบแบบไหน อย่างไร ในตัวแปรแบบใดบ้าง และนี่คือสิ่งที่ทำให้หมวกแบรนด์ทั่วไป กับหมวกทางเลือกจากประเทศผู้ผลิตตะวันออกไกล หรือหมวกปลอม หมวกสำเนาแตกต่างกันออกไปด้วย เพราะหมวกแท้ แบรนด์ใหญ่ทุกแบรนด์ก็ว่าได้ จำเป็นต้องส่งเข้ารับการทดสอบไม่ตราใดก็ตราหนึ่ง ของประเทศตนเอง ของประเทศแหล่งจำหน่าย เพื่อให้ได้รับความยินยอมในการผลิตและจัดจำหน่าย จะว่าไปแล้วหมวกแบรนด์ดังๆ ทั้งหมดทุกรุ่นตั้งแต่ระดับต่ำ ใบเริ่มต้น ไปจนถึงรุ่นแพงราคาเกินหมื่น ก็ได้รับการทดสอบด้วยตราระดับเดียวกัน หากมันมากับตรารับรองความปลอดภัยแบบเดียวกัน

 

มาถึงจุดนี้แล้ว คุณคงได้รับคำตอบบางอย่างของหัวข้อนี้แล้วว่า หมวกจะถูกหรือแพง ถ้ามองในด้านความปลอดภัย มันไม่ได้แตกต่างกัน ตราบใดที่มันวัดกันด้วยตรารับรองความปลอดภัยที่แปะอยู่ด้านใน (ซึ่ง Cycling Plus Thailand เคยทำเนื้อหาเรื่องตราสัญลักษณ์ความปลอดภัยของหมวกเอาไว้แล้ว สามารถหาอ่านเพิ่มเติมได้) แล้วอะไรคือสิ่งที่ทำให้หมวกถูกมีราคาถูก และหมวกที่แพงต้องมีราคาแพง นี่คงเป็นสิ่งที่หลายๆ คนสงสัย

 

4 FACTORS 4 ปัจจัยการออกแบบ

หมวกจักรยานปัจจุบัน มีปัจจัยของสมรรถนะสำคัญ 4 ประการที่ต้องสร้างสมดุลให้เกิดให้ได้ในหมวกใบหนึ่ง ซึ่งการจะได้มาซึ่งด้านหนึ่ง มักจะต้องเสีย หนึ่งหรือสองด้านอื่นที่มีไปด้วย ดังนั้นการออกแบบ การผลิตจึงต้องยากขึ้น นักออกแบบ วิศวกรเองก็ต้องมองหาทางแก้ปัญหาและวัสดุใหม่ๆ เข้ามาแทนที่ ร่วมกับกระบวนการผลิตทางอุตสาหกรรมที่ทำได้จริงในราคาของการตลาดที่เป็นไปได้ เราลองมาดูปัจจัยกันว่ามีอะไรบ้าง

  1. ความปลอดภัย

แน่นอนว่าเราคุยกันเสียยืดยาวตั้งแต่แรก นี่คือสิ่งจำเป็นที่สุดสำหรับหมวกจักรยาน มันจะดีเลิศด้านอื่นอย่างไรก็ตาม หากไม่ปลอดภัย ใช้งานไม่ได้ มันก็เป็นได้แค่ของประหลาดที่มาวางอยู่บนศีรษะ หมวกที่ไม่มั่นใจว่ามันปลอดภัย ก็คืออุปกรณ์ความปลอดภัยที่ไร้คุณค่า

 

  1. การระบายอากาศที่ดี

แน่นอนว่าหากมันใส่แล้วร้อน ใส่แล้วเหงื่อแตกไหลลงมาเป็นน้ำ ลมไม่เข้า อับชื้นจนผมแฉะไปหมด ใครจะสามารถใส่มันปั่นจักรยานต่อไปได้ ไหนจะเป็นการปั่นในที่อากาศร้อนๆ หรือการปั่นขึ้นเขาที่ไปด้วยความเร็วไม่มาก หมวกที่ดีต้องระบายอากาศได้จากรูระบายอากาศและช่องทางเดินลมด้านในที่เหมาะสม

 

 

  1. น้ำหนักเบาไม่หนักหัว

ในทางเดียวกันกับเรื่องของการระบายอากาศ น้ำหนักที่เบาก็คือเป็นปัจจัยด้านความสบายที่ชัดเจนที่สุด น้ำหนักจะเบาจากวัสดุที่น้อยหรือวัสดุที่ดี แต่น้ำหนักที่แตกต่างกัน 50-60 กรัม บนศีรษะของคุณ บนระยะทาง 80-120 กิโลเมตร มันส่งผลให้รู้สึกถึงความต่างได้อย่างไม่ยากนัก นี่คือเหตุผลที่ทำไมนักปั่นจึงต้องการหมวกที่เบาสบาย

 

 

  1. แอโรไดนามิกส์

ในวันเวลาที่ทุกวินาทีมีค่าเหนือกว่าสิ่งอื่นใด นักแข่งมองหาความได้เปรียบจากทุกอณูของที่ตนเองใช้ ในเมื่อน้ำหนักจำกัดของจักรยานเป็นขีดมาตรฐานให้ทุกคนไม่ได้เปรียบกันมากนัก ความแอโรไดนามิกส์จึงเป็นปัจจัยที่สำคัญ หมวกจักรยานเองก็เช่นกันเพราะหมวกอยู่บนศีรษะที่เข้าปะทะกับอากาศด้านหน้าก่อน อากาศที่ไหลดีกว่าจึงช่วยส่งผลได้มาก

 

 

อย่างที่กล่าวมาแล้วว่า ปัจจัยทั้ง 4 นั้น ส่งผลค้านกันในแต่ละด้าน ทำให้การออกแบบและการผลิตตลอดจนวัสดุต้องถูกบีบให้เข้าสู่เนินคัดตัวอันน่าหนักใจ มีเพียงหมวกที่ใช้เวลาในการพัฒนาอย่างเข้มข้น เลือกใช้วัสดุที่ช่วยความแข็งแรงได้ มีน้ำหนักที่เบา รูปทรงแอโรฯ ระบายอากาศได้ดีเท่านั้นที่จะเป็นหมวกในฝันในทุกสถานการณ์ แต่มันไม่ง่ายเลยที่จะไปถึงจุดนั้น  ผู้ที่ทำได้ จึงต้องใช้พื้นฐานทุกอย่าง และแปรมาเป็นต้นทุนในภายหลัง ส่งผลให้ราคาค่าตัวมันสูงขึ้นในลำดับต่อมา และนี่คือหัวใจที่ส่งให้หมวกจักรยานถูก กับหมวกแพง มีที่มาที่ไปที่แตกต่างกันนั่นเอง หาใช่เรื่องของความปลอดภัยอย่างเดียวไม่

 

CONCLUSION ผลสรุปที่ต้องรับรู้

ในขั้นตอนสุดท้ายของบทความนี้ คำตอบสำคัญที่คาใจ หรือเป็นคำถามที่สงสัยของใครหลายๆ คนน่าจะได้รับการไขกระจ่างไปบ้างแล้วไม่มากก็น้อย ทำไมเพราะอะไรเราจึงเต็มใจซื้อหมวกแพง แน่นอนว่ามันคือเรื่องของจุดเด่น คุณภาพด้านอื่นๆ ที่ตามมาด้วย หากคุณเป็นคนที่แยกแยะได้ว่าอะไรที่พอดี และจำเป็นหรือไม่ คุณสามารถได้ประโยชน์จากหมวกที่ดีได้โดยไม่ต้องเสียเงินราคาแพงๆ ในท้องตลาด มีหมวกราคาหลักร้อย หลักพันต้นๆ ที่ผ่านมาตรฐานความปลอดภัยสากลมากมาย ที่มากเกินพอที่จะใช้ขี่จักรยานได้แล้ว แต่แน่นอนว่าถ้าต้องการอะไรมากไปกว่านั้น ก็ต้องแลกมากับค่าตัวที่สูงตามขึ้นไป สุดท้ายเมื่อเกิดเหตุขึ้นมา มันก็ทำหน้าที่ได้ในระดับเดียวกันนั่นแหละครับ หมวกจะแพงแค่ไหน รับแรงกระแทกได้พอๆ กัน โดนกระแทกเข้าไปก็แตกเหมือนกัน

 

แต่อย่าลืมว่าหมวก มีความเป็น “เครื่องแต่งกาย” อยู่ในตัวด้วย ดังนั้นอย่าแปลกใจว่าสุดท้ายแล้ว จะเป็นฟังก์ชัน หรือเรื่องของสมรรถนะอะไรก็ตามมันไม่ใช่สาเหตุหลักหรอกที่คนหลายคนจะยอมควักเงินก้อนโตซื้อมันมาสวมใส่ แฟชั่น ความสวยงาม และรสนิยม กลายเป็นปัจจัยลำดับต้นๆ แซงหน้าเหตุผล ใช่หรือไม่ ลองถามใจคุณดู ถ้าไม่ใช่ คงต้องถามแล้วว่า เพราะอะไร หมวกปลอมที่ไร้ที่มา ไม่มีมาตรฐานอะไรเลย จึงขายดีเป็นเทน้ำเทท่า เกลื่อนไปหมด ยุคไหนรุ่นไหนนิยม ก็ออกมาเต็มตลาด แฟชั่นมันพาให้เราเกิดกิเลส ความโลภ

 

เมื่อโลภ บวกกับความไม่รู้ ผลสุดท้ายคือเราก็ตกเป็นเหยื่อของมัน

สุดแล้วแต่คุณจะเลือก ของแพง ของถูก ขอให้เลือกด้วยสติและปัญญาที่เข้าใจ อย่าลืมนะครับว่าสมองของคุณเองประเมินค่าไม่ได้เลย อย่าแลกความชอบเพียงชั่ววูบองกระแสความนิยม กับคราบน้ำตาของคนที่รักคุณ เพียงเพราะเชื่อว่ามันมีมาตรฐาน

Related Post

หมวกถูก หมวกแพง

Cycling Plus Thailand