พาวเวอร์มิเตอร์มีมากมายหลากหลายยี่ห้อ ไล่เรียงราคากันตั้งแต่ 15,000 บาท ไปจนถึงระดับเฉียดแสน นับเฉพาะในกลุ่มที่มีการวัดแรงบิดที่เกิดขึ้นจริง และแสดงผลอยู่ในระดับคลาดเคลื่อนไม่เกิน 5% ซึ่งเพียงพอต่อการใช้งานเป็นที่ยอมรับในระดับสากล ซึ่งในที่นี้ เราคงไม่มาพูดถึงเรื่องของ “ความแม่น” ของค่าวัตต์ที่วัดได้ เพราะหากเข้าใจการทำงานของพาวเวอร์มิเตอร์จริงๆแล้ว ท่านจะแทบไม่สนใจเลยว่าวัตต์ที่มองอยู่นั้น”แม่น” แค่ไหน ซึ่งนี่กลายเป็นปัญหาที่ทำให้หลายๆท่านที่จริงๆก็จับจ้องมองดูพาวเวอร์มิเตอร์อยู่แต่ก็ยังติดสินใจไม่ได้เสียทีว่าจะหาตัวไหนมาใช้ดี เพราะระบบนี้ ระบบนั้น อะไรมันดีกว่า ร่ำลือต่อกันมาว่าต้องเป็นวัดที่ไหน วัดแบบไหนถึงจะดีที่สุด สุดท้าย ก็ได้แต่จ้องจนไม่ได้จับเสียที วันนี้ ไซคลิ่งพลัส ขอนำเสนอจุดเด่นที่แตกต่างของพาวเวอร์มิเตอร์ในทุกๆระบบว่าจริงๆแล้ว มันต้องจริตอย่างไรกันแน่ และอะไร น่าจะเป็นตัวแปรสำคัญในการเลือกวัตต์ที่เหมาะสมกับตัวเองมาใช้

*หมายเหตุ ในที่นี้ ราคาไม่ใช่ปัจจัยในการพิจารณานะครับ แม้ในชีวิตจริง ราคานี่แหละคือปัจจัยแรกที่ต้องคำนึงถึง แต่ถ้าเข้าใจบทความนี้ รับรองว่า พอเอาราคามาตั้งแล้ว รับรองว่าเหลือตัวเลือกเพียงไม่กี่ตัวที่ต้องตัดสินใจเท่านั้น

 

คุณมีจักรยานที่ต้องการติดวัตต์กี่คัน?

นี่คือปัจจัยสำคัญที่ควรพิจารณา ในกรณีที่มีจักรยานหลายๆคันและอยากให้สามารถใช้พาวเวอร์มิเตอร์ในทุกๆคันได้อย่างสมบูรณ์ ทางออกที่สะดวกที่สุดคือหาพาวเวอร็มิเตอร์ที่สามารถถอดและติดตั้งได้ง่ายที่สุด ซึ่งในบรรดาวัตต์ทั้งหมดทั่วทุกยี่ห้อ ตระกูลที่เป็นล้อหลังอย่าง PowerTap รุ่นต่างๆถือว่าได้เปรียบที่สุดในด้านนี้  เพราะเพียงถอดล้อย้ายคันก็หมายถึงการย้ายวัตต์ไปอยู่กับทุกคันได้แล้ว ปัญหาเดียวที่มักพบคือ การที่วัตต์อยู่ที่ล้อทำให้ไม่คล่องตัวในการใช้งาน เพราะนักปั่นมักมีล้อหลายชุด เช่น ล้อขอบต่ำ ขอบสูง ล้อดิสก์ ถ้าจะให้ดีต้องมีวัตต์ติดทุกล้อซึ่งกลายเป็นงบบานปลายไปยิ่งกว่า แต่ถ้าไม่ต้องการล้อหลายคู่ เลือกหาชุดเดียวถูกใจ คาร์บอนยางงัด ล้อเดียวใช้คุ้มค่าทุกที่ ทุกงาน แต่มีจักรยานหลายคัน ระบบนี้คือระบบที่เหมาะที่สุดสำหรับคุณ เหมาะยิ่งกว่าบันได เพราะบันไดแม้จะย้ายคันได้สะดวกแต่ก็ต้องการเครื่องมือในการติดตั้งที่แม่นยำ เพราะความแน่นของแรงที่ขันบันไดเข้าไป มีผลกับค่าวัตต์ที่วัดได้ นอกเสียจากบันไดของ PowerTap รุ่น P1 แต่มีปัญหาคาใจกันเรื่องน้ำหนัก ระยะเคลียร์กับพื้นถนน และมีการทดสอบพบค่าวัตต์ไม่พึงประสงค์ได้บ้าง (ผมไม่เคยพบ)

 

ความสะดวกในการเปลี่ยนแบตเตอรี่

พาวเวอร์มิเตอร์ทุกตัว ต้องการพลังงานไฟฟ้าจากแหล่งกำเนิด จะชนิดใดก็ตามที แต่มันคืออีกปัจจัยที่ต้องคำนึงถึง เพราะบางตัวเช่น Rotor INpower หรือ PowerTap P1 เลือกใช้ถ่านไฟฉาย AA และ AAA ที่แม้จะให้อายุการใช้งานที่สั้นแต่ก็หาซื้อได้สะดวกมากที่สุด ไม่เพียงร้านสะดวกซื้อที่มีเต็มบ้านเต็มเมือง ถึงแม้จะไปปั่นในที่กันดารจริงๆ ก็ยังพอหาได้จากร้านขายของชำแบบพื้นบ้าน ในขณะที่อีกหลายค่ายเช่น Stages และ 4iiii เลือกใช้ถ่านกระดุมมาตรฐาน ที่หาซื้อได้ในร้านสะดวกซื้อ แต่คงไม่ได้แปลว่าจะหาได้จากร้านทั่วไปริมทางง่ายนัก ทว่าด้วยขนาดถ่านที่เล็ก จึงไม่ยากที่จะหาที่พกติดจักรยานเอาไว้เสมอเป็นตัวสำรอง เรื่องนี้ในอดีตมีพาวเวอร์มิเตอร์ Power2Max รุ่น Classic ที่ใช้ถ่านกระดุมรุ่นพิเศษซึ่งหาซื้อได้ยากมากในประเทศไทย เป็นปัญหาของรุ่นนั้นโดยเฉพาะ แม้ว่าปีหนึ่งเราจะเปลี่ยนถ่านเพียง 1-2 ครั้ง แต่ก็เป็นปัญหาด้านความสะดวกที่ต้องคำนึงถึง ในยุคนี้และอนาคตเชื่อว่าแนวโน้มจะไปในทิศทางระบบแบตเตอรี่ชาร์จไฟได้ติดตั้งมาภายในตัวพาวเวอร์มิเตอร์เลยเช่น Power2Max และ Shimano ด้านหนึ่งก็คือความสะดวกสบายในการชาร์จไฟใช้งาน อีกด้านก็แปลว่า ถ้าแบตฯหมด ต้องหยุดชาร์จไฟก่อนเพื่อให้มีวัตต์ใช้งานได้นั่นเอง และอย่าลืมว่าแม้แต่เทพอย่าง SRM ก็มีจุดอ่อนด้านนี้ เพราะ ณ เวลานี้ยังไม่สามารถเปลี่ยนถ่านได้เอง ต้องส่งไปให้ช่างผู้เชี่ยวชาญเปลี่ยนถ่านให้เท่านั้น

 

1 ข้างหรือ 2 ข้าง ?

นี่เป็นคำถามแรกๆที่เราได้ยินมาเสมอ ว่าวัตต์ต้องวัดข้างเดียวหรือสองข้าง อันที่จริงแล้ววัตต์โดยส่วนมากวัดข้างเดียวทั้งนั้น มีเพียงบางระบบที่วัดสองข้างอย่างอิสระเช่น Infocrank, 4iiii Double, Garmin และ Rotor 2INpower  ทางด้านระบบวัดที่จานใช้การวัดสองข้างเทียบจากแรงขับดันที่สไปเดอร์เพื่อดูแรงบิดของการออกแรง ซึ่งตัวระบบรู้ว่าขาข้างไหนเป็นข้างหลักและอยู่ตำแหน่งใด อย่างไรก็ดี ยังมีพาวเวอร์มิเตอร์อีกหลายตัวที่ไม่สนใจเรื่องนี้เพราะการใช้งานจริงๆไม่ได้สนใจเรื่องของข้างซ้ายและขวามากนักอย่าง Stages ที่เคยร่วมพัฒนากับ Team Sky แล้วแต่ทางทีมแจ้งว่าไม่จำเป็นต้องพัฒนา เพียงเท่านี้ก็เพียงพอแล้ว ในทางกลับกัน ค่าย 4iiii กลับได้รับการเรียกร้องจากทีม Etixx-Quick Step ให้ผลิตรุ่นสองข้างขึ้นมาให้นักกีฬาใช้ ดังนั้นผมอยากสรุปเอาง่ายว่า มีข้างเดียวหรือสองข้าง อยู่ที่จะใช้งาน ถ้าจะมองด้านนี้ มองไปที่ฟังก์ชั่นอื่นๆที่เพิ่มมาเช่นการวัดค่าแรงบิดเฉพาะจุดของวงรอบ ที่นำไปแปรเป็นค่าต่างๆใช้เชิงลึกได้อีกมากเช่น Garmin หรือ Rotor

 

แม่นแค่ไหนถึงจะพอ?

ความแม่นของพาวเวอร์มิเตอร์ถูกเสนอเป็นค่าเปอร์เซ็นต์ความคลาดเคลื่อน เช่นคาดเคลื่อน +-1% หมายความว่า จากแรงจริง 100 วัตต์ หากแสดงค่าออกมาได้ระหว่าง 99-101 วัตต์ ก็ถือว่าแม่นยำ ดังนั้นหากเทียบที่ระดับโปรวัดกันที่ 400 วัตต์ ในพาวเวอร์มิเตอร์ที่คลาดเคลื่อน +-5% จะแสดงค่าระหว่าง 380-420 วัตต์ ก็นับว่าถูกต้องทั้งหมด นั่นหมายถึงความต่างกันระหว่างค่ามากที่สุดกับน้อยที่สุดถึง  40 วัตต์ หรือ 10% นั่นเอง อย่างไรก็ดี การใช้งานจริงๆของวัตต์ เราไม่ได้ใช้ค่าวัตต์เทียบกับค่าจริง แต่เราใช้ค่าวัตต์เทียบกับค่าวัตต์ของเราเอง ดังนั้นหากเราวัดที่วัตต์ที่คลาดเคลื่อนเท่าเดิม ตัวเดิม เราก็จะเทียบสัดส่วนใช้งานจากตัวเดิมเป็นสำคัญ ซึ่งนั่นคือค่า FTP หากจะอธิบายง่ายๆก็คือ แต่ละคนจะมีค่าวัตต์ X เป็นของตัวเอง จะวัดมาตรงหรือเคลื่อนแค่ไหนก็ใช้ตัวเดิมวัดได้ X และทุกครั้งที่ต้องการหาเลขวัตต์ที่ฝึกซ้อมจะเทียบเคียงกับค่านี้เช่น 1.05 ของค่า X ก็จะแปลว่า ค่าความคลาดเคลื่อนนั้นไม่ได้ส่งผลอะไรเลยกับการใช้งาน แล้วทำไมโปรทีมต้องการวัตต์ที่แม่นมากๆ? คำตอบอยู่ที่โค้ช ไม่ใช่การใช้งาน เพราะพวกเขาต้องนำค่าวัตต์ที่ได้ไปเปรียบเทียบกัน ดังนั้นความคลาดเคลื่อนจึงต้องถูกบีบลงมาให้เหลือเพียง 1% เพื่อให้สามารถมองเห็นภาพของการพัฒนาที่ชัดเจนและแม่นยำได้นั่นเอง อย่างไรก็ตาม วัตต์ที่เห็นใช้งานอยู่ทั่วไปในปัจจุบันนี้ มีค่าความคาดเคลื่อนระหว่าง 0.5-3% เป็นส่วนมาก ซึ่งมากเกินพอสำหรับการใช้งานระดับโปรทาม และยิ่งกว่าเกินพอแล้วสำหรับนักปั่นสมัครเล่น

 

ความเสถียรและปัจจัยแวดล้อม

นอกจากความคาดเคลื่อนก็ยังมีเรื่องของความเสถียรในการแสดงค่าเช่นพาวเวอร์มิเตอร์บางตัวเช่น PowerTap P1 ถูกพบว่ามีค่าวัตต์ผิดปกติกระโดดมาแสดงบ้าง (ผมทดสอบยังไม่เคยพบ) ในบางกรณี หรือขาวัตต์ Stages มีค่าวัตต์เด้งขึ้นเมื่อรถตกหลุมหรือแสดงผลไม่ชัดเจนบนทางขรุขระมากๆ (เคยพบ 1 ครั้งในการทดสอบ 2 เดือน) แม้แต่เรื่องของอุณหภูมิที่ส่งผลกับค่าวัตต์ที่ได้ ทำให้พาวเวอร์มิเตอร์บางตัวควรตั้งค่าศูนย์จากไมล์จักรยานก่อนการใช้งานในสถานการณ์ที่อุณหภูมิเปลี่ยนแปลง หรือบางตัวเช่น Power2Max มีระบบคอยตรวจสอบอุณหภูมิและปรับตัวเองอยู่เสมอๆโดยอัตโนมัติเพื่อแก้ปัญหาทางด้านนี้ ในทางกลับกัน ทางด้าน 4iiii ไม่มีระบบตรวจจับอุณหภูมิแต่ใส่ระบบกรองแรงที่แนวแกนนอกเหนือแรงขับเคลื่อนออกไป ทำให้ไม่มีปัญหาเวลาตกหลุม (แต่เวลาแบตเตอรี่ใกล้หมด มักจะมีค่าวัตต์กระโดดมาให้เห็น) ดังนั้น การเลือกใช้งานจึงใช้ข้อนี้เป็นแนวทางในการตัดสินใจได้ อย่างไรก็ตาม การตั้งค่าศูนย์จากไมล์จักรยานก็ไม่ใช่เรื่องวุ่นวายหรือเสียเวลาอะไรมากนัก และมีแนวคิดว่า การคอยตั้งค่าศูนย์เอง ดีกว่าให้ระบบประมวลผลคอยตรวจจับและปรับค่าให้เราด้วยซ้ำ

ในยุคสมัยที่วัตต์เหลือราคาเริ่มต้นกันที่หมื่นกว่าบาท และระดับครึ่งแสนก็สามารถสอยรุ่นเดียวกับโปรมาใช้งานได้แล้ว เทียบกับในอดีตที่ต้องมีเงินหกหลักถึงจะเป็นเจ้าของได้ นับว่าเป็นช่วงจังหวะที่คำว่า ”เกินเอื้อม” ได้หมดไปจากความฝันของนักปั่นแล้วก็ว่าได้ ที่เหลือคือความเข้าใจและการเลือกใช้ให้เหมาะสม อย่างไรก็ตาม โดยนิสัยของผู้บริโภคคนไทยนิยมอะไรที่ “เจ็บแต่จบ”  พอมามองถึงอุปกรณ์พวกนี้ ต่างก็ติดอยู่กับค่าเปอร์เซ็นต์เพียงหนึ่งหรือสองหน่วย หรือคำร่ำลืมต่างๆนานาว่าต้องมีฟังก์ชั่นนั้น ฟังก์ชั่นนี้ แล้วก็ไปมองเรื่องการตลาดที่มีสรรพคุณต่างๆเป็นตัวนำ สุดท้ายก็ตัดสินใจไม่ได้เสียที พาวเวอร์มิเตอร์ ไม่ใช่อุปกรณ์มายากลอะไรที่ซับซ้อนเลย มันไม่ได้แตกต่างอะไรกับสาย Heart rate ที่มาช่วยให้ปั่นและพัฒนาได้อย่างปลอดภัยและมีประสิทธิภาพมากขึ้น  ลองดูเป้าหมายการใช้งานและปัจจัยแวดล้อมดูสิครับ ไม่ยากเลยที่จะหาตัวที่ใช่สำหรับคุณ

Related Post

เลือกใช้พาวเวอร์มิเตอร์ให้ถูกจริต

Cycling Plus Thailand