by lucifer

 

ผมเชื่อนะ ว่ามีหลายคนคิดเข้าข้างตัวเองแบบนี้ โดยเฉพาะเมื่อปั่นจักรยานแล้วล้มด้วยเหตุผลกลใดก็ตามทีเถอะ

 

เคยดูการแข่งขันมอเตอร์ไซค์กรังปรีซ์ หรือชิงแชมป์ในระดับโลกบ้างไหมครับ เราจะเห็นในบางครั้ง คนขี่กระเด็นหล่นออกไปจากรถแล้ว แต่ตัวมอเตอร์ไซค์เองยังวิ่งไปข้างหน้าโดยไม่มีคนขับ แถมยังวิ่งตรงดิ่งไปไกล แถมไม่ล้มด้วยเอ้า จนสุดท้ายมันไปชนกับแบริเออร์ที่กั้นขอบทางไว้นั่นแหละ จึงหมดฤทธิ์

 

เคยสงสัยไหมครับ ว่าทำไมมันถึงไม่ยอมล้ม ทั้งๆ ที่ไม่มีคนบังคับ

แล้วเชื่อไหมว่า จักรยานก็เช่นกัน

 

ถ้าเราเอาจักรยานสักคันมานั่งส่องดู เราจะพบว่า จักรยานส่วนใหญ่จะมีท่อคอที่เอียงทำมุมอยู่ในช่วงแถวๆ 70-72 องศา ขึ้นกับขนาดและประเภทของจักรยาน เคยสังเกตไหมครับว่า จักรยานที่เน้นการทรงตัวในทางตรงๆ เช่น รถไทม์ไทรอัล หรือพวกรถทัวริ่ง จักรยานกลุ่มนี้จะมีมุมท่อคอที่ออกไปทางลาดเอียงมากขึ้น เพราะมุมท่อคอที่ลาดเอียงมากขึ้นเท่าไร จักรยานจะมีความเสถียรในการทรงตัวมากขึ้น ถ้าหากจักรยาน (รวมถึงมอเตอร์ไซค์) มีแรงกระทำให้มันได้พุ่งไปข้างหน้า ถ้าหากมันมีความเร็วระดับหนึ่ง มันจะสามารถกลับมาทรงตัวได้ด้วยตัวของมันเอง เพราะเมื่อจักรยานเริ่มเอียงไปเอียงมา ล้อหน้าจะพับไปพับมาแก้อาการของการเสียการทรงตัวให้กลับมารักษาการทรงตัวได้ด้วยตัวของมันเอง พูดให้ง่ายๆ คือ มันใช้ภาวะการเสียสมดุล มาแก้อาการเสียสมดุล ให้กลับมาสู่ซึ่งความสมดุล นั่นคือ ตราบเท่าที่ยังมีความเร็วอยู่ มันก็แก้สมดุลของมันได้ด้วยตัวของมันเองไปเรื่อยๆ จนกว่าจะหมดความเร็ว

 

แน่นอนล่ะ ถ้าทำให้ท่อคอตั้งฉากกับพื้น จักรยานก็จะไม่สามารถทรงตัวได้เลย

 

ปัญหาคราวนี้จะมาตกที่ จักรยานที่ทรงตัวในทางตรงได้ดีมาก จะเป็นจักรยานที่เลี้ยวได้ยาก พูดง่ายๆ ว่าดื้อโค้ง ขี่แล้วเหนื่อย วิ่งเร็วๆ มาเจอโค้ง ก็จะแหกเอาง่ายๆ

 

 

 

 

มารู้จักคำว่า Fork Offset หรือ Fork Rake กันดีกว่า

 

 

ถ้าเราลากเส้นจากแกนล้อหน้าลงมาตั้งฉากกับพื้น ตั้งชื่อมันว่า จุด A แล้วลากเส้นตรงจากแนวแกนของท่อคอมาถึงพื้น ตั้งชื่อมันว่า จุด B

 

ระยะห่างระหว่างจุด A ถึง B จะถูกเรียกว่า Trail หรือ Fork Trail

พอย้อนกลับไปอ่านด้านบนใหม่ เราเริ่มพบว่า ถ้าท่อคอทำมุมเอียงลาดเท่าไร ระยะ Trail จะยิ่งเพิ่มตามขึ้นไปด้วยเท่านั้น

 

จึงเป็นสูตรสำเร็จว่า ระยะ Trail ยิ่งยาว รถจะยิ่งเลี้ยวยาก

 

คนออกแบบจักรยานจึงมานั่งส่องดูใหม่ว่า ทำยังไงให้รถมันทั้งนิ่งและเลี้ยวง่าย ผลของการทดลองจึงออกมาว่า ถ้าส่วนปลายของตะเกียบที่ยึดล้อหน้าขยับไปด้านหน้าสักหน่อยล่ะ มันจะเป็นอย่างไร

 

ระยะที่ขยับไปนี้จะวัดโดยการลากเส้นจากแกนล้อหน้าให้มาตั้งฉากกับเส้นที่ลากมาจากแนวแกนของท่อคอ แล้วเรียกมันว่า Fork Offset หรือ Fork Rake

 

ดูรูปแล้วจะเริ่มเห็นความสัมพันธ์กันระหว่าง Fork Offset กับ Fork Trail นะครับ คือ เมื่อเราทำให้รถมีท่อคอลาดเอียงมากขึ้น Trail เพิ่มขึ้น รถเลี้ยวยาก เราก็เพิ่มระยะ Offset เข้าไป  ผลคือระยะ Trail จะสั้นลง รถจะเลี้ยวง่ายขึ้น แต่ยังคงรักษาสมดุลในทางตรงเอาไว้

 

แน่นอนนะครับ ผู้ผลิตก็ต้องทำ R&D มาเป็นกระบุงในการจะกำหนดว่า รถไซส์ไหน จะมีมุมท่อคอกี่องศา แล้วจะต้องทำตะเกียบที่มีระยะ Offset กี่มิลลิเมตร จึงจะได้ทั้งความสมดุลและความง่ายในการเลี้ยว รถจึงต้องทรงตัวได้ดี และเลี้ยวได้แคล่วคล่องว่องไว

 

รถนิ่งหรือไม่นิ่ง อะไรเป็นสาเหตุกันแน่

ถ้าเราบอกว่ารถที่นิ่ง คือ รถที่ทรงตัวได้ง่าย  อันที่จริงแล้ว ลำพังแค่ค่า fork offset หรือ fork rake กับมุมท่อคอนั้น ไม่สามารถนำมาสรุปได้เลย เพราะคำว่า “นิ่ง” หรือ “ไม่นิ่ง” มันเป็นเรื่ององค์รวมของจักรยานทั้งคัน รวมไปถึง “ทักษะ” ของผู้บังคับเป็นสำคัญ

 

รถที่ใช้สเต็มยืดยาว จนทำให้น้ำหนักของผู้ขี่ค่อนไปทางล้อหน้า ในขณะที่วิ่งในทางตรงด้วยความเร็วสูง รถจะดูเหมือนนิ่ง เพราะการขยับแฮนด์ไปเพียงเล็กน้อยจะส่งผลต่อการขยับของล้อหน้าไม่มากนัก แต่พอเข้าโค้งด้วยความเร็วสูง รถจะเข้าโค้งได้ง่ายมาก บางครั้งก็ง่ายมากจนน่ากลัว เพราะเพียงแค่เอียงตัวเข้าหาโค้งใน รถก็จะเอนแล้วเลี้ยวเข้าไปได้โดยง่าย แต่เมื่อใช้ความเร็วต่ำๆ จะต้องขยับแฮนด์ช่วยค่อนข้างมาก

 

ซึ่งจะผิดกับรถที่สเต็มสั้นจู๋ รถพวกนี้ที่ความเร็วต่ำๆ จะขยับแฮนด์นิดๆ หน่อยๆ รถก็เลี้ยวแล้ว  แต่พอเข้าทางตรงด้วยความเร็วสูงๆ กลับต้องระมัดระวังมากขึ้นเพราะการขยับแฮนด์ไปเพียงนิดเดียวล้อก็จะขยับไปมาก แล้วพอตั้งใจจะเลี้ยวโค้ง จะต้องใช้ความพยายามมากขึ้น จนบางครั้งถึงกับต้องใช้วิธีการ “โหน” รถเพื่อช่วยให้รถเลี้ยว

 

แม้แต่ความสูงของแฮนด์ที่อยู่ต่ำ ก็ส่งผลในลักษณะทำให้น้ำหนักของผู้ขี่ตกค่อนไปทางด้านหน้ามากกว่าความสูงของแฮนด์ที่อยู่ในระดับที่สูงกว่าด้วยเช่นกัน

 

เอาเข้าจริงๆ ทักษะเป็นสิ่งสำคัญที่สุด !!!

รถจะเทพแค่ไหน ออกแบบมาดีเพียงใด ถ้าทักษะของคนขี่อยู่ในขั้นอนุบาล มันก็ล้มเอาง่ายๆ ทั้งๆ ที่จริงๆ แล้วไม่มีคนบังคับ มันก็ยังไหลไปเองได้โดยไม่ล้มแท้ๆ

 

พูดง่ายๆ ว่า จักรยานไม่เคยล้มเอง แต่ล้มเพราะคนทำให้มันล้ม ก็บอกไปแล้วว่า ลำพังจักรยานเองนั้น มันถูกสร้างมาให้ใช้ความไม่สมดุล เอามาสยบความไม่สมดุล จึงเกิดเป็นความสมดุล หน้าที่ของผู้ขี่ก็คือ ทำตัวให้สอดคล้องกับความไม่สมดุล เพื่อแก้ความไม่สมดุล แล้วเกิดเป็นความสมดุลใหม่นั่นเอง    สิ่งที่จะไม่ทำให้ความไม่สมดุลถูกรบกวน ก็คือ ตัวเราเองต้องมีความสมดุล หรือเรียนรู้ที่จะอยู่ร่วมกับความไม่สมดุลนั้น (ถ้าอ่านแล้ว “งง” กรุณาอ่านใหม่อีกหลายๆ รอบ จนกว่าจะ “หายงง”)

 

เคยขี่จักรยานโดยไม่จับแฮนด์กันไหม

แน่นอนครับ ที่พูดมานี่มันคือ “ความเสี่ยง”  จริงๆ แล้วมันก็เสี่ยงตั้งแต่คุณเริ่มปั่นจักรยานแล้วล่ะ  ยังไงๆ มันก็เสี่ยงอยู่แล้ว แต่ก็อยากจะให้ลองคิดดูนะ เพราะหากมีความเร็วในระดับหนึ่ง จักรยานจะไม่ล้มด้วยตัวของมันเอง หากเราอยู่บนอาน แล้วไหลไปกับมัน โดยไม่ไปยุ่งเกี่ยวอะไรกับมัน ไม่ไปขัดขืนอะไรกับมัน มันก็ไม่ล้มง่ายๆ หรอก

 

แค่คุณทำตัวกลมกลืนไปกับมัน ไม่ต้องปั่นบันได มีความเร็วเพียงพอ ปล่อยมือออกจากแฮนด์ รักษาสมดุลของร่างกายให้คล้อยไปกับจักรยาน คุณเชื่อไหม จักรยานมันก็จะยังรักษาสมดุลด้วยตัวของมันเองไปได้เรื่อยๆ แต่พอคุณเริ่มปั่นเท่านั้นแหละ รถมันจะเริ่มง่อกๆ แง่กๆทันที ฮ่า ฮ่า ฮ่า

 

ทำไม ก็เพราะว่าตัวคุณเองนั่นแหละที่ไปรบกวนมัน นักปั่นบางคนแรงดีมาก แต่เวลาปั่นเข้ากลุ่มแล้ว เพื่อนฝูงไม่อยากเข้าใกล้ เพราะบังคับรถไม่นิ่ง แกว่ง เซ เลื้อย มีทุกอย่าง ความที่ปั่นไม่นิ่งนี่แหละ มันสะท้อนถึง “ทักษะ” ในการบังคับรถออกมาให้เห็นเลย

 

กรุงโรมไม่ได้สร้างในวันเดียว หลายคนมาปั่นจักรยานตอนมีอายุแล้ว ความสามารถในการรักษาสมดุลสู้เด็กๆ ไม่ได้ ผิดกับคนที่ปั่นจักรยานมาตั้งแต่ยังละอ่อนที่มองว่าการปล่อยมือปั่นเป็นเรื่องธรรมดามากๆ

 

ผมว่าหลายคนน่าจะคุ้นเคยกับลีลาของ Peter Sagan มาพอสมควร และที่สำคัญแทบจะไม่เห็นข่าวการบาดเจ็บของ Sagan จากอุบัติเหตุจักรยานล้มเลย และอาจจะเห็น Sagan โชว์ลีลาปล่อยมือ ยกล้อ สะบัดรถเข้าโค้ง โดดข้ามสิ่งกีดขวาง สิ่งหนึ่งที่ต้องทราบคือ Sagan โตมาจากจักรยานเสือภูเขา มีทักษะในการบังคับรถมามากมาย ทักษะของเขาทำให้เขารอดพ้นอันตรายมาได้เสมอๆ

 

การหัดปล่อยมือขี่จักรยาน จะเป็นทางลัดที่ทำให้ร่างกายเกิดการเรียนรู้ต่อการรักษาสมดุลของการทรงตัวให้สอดคล้องไปกับการปั่นจักรยานได้เป็นอย่างดี ขณะเดียวกัน การปล่อยมือขี่จักรยานก็มีความเสี่ยงทั้งในแง่อุบัติเหตุ  ผิดกฎหมายจราจร สร้างความหวาดเสียวให้กับคนที่พบเห็น จนบางครั้งกลายเป็นเรื่องดราม่าในโลกโซเชียล

 

แต่เรื่องบางเรื่องไม่จำเป็นต้องชี้โพรงให้กระรอกก็ได้ เพราะถ้าหากคุณอยากจะหัดปล่อยมือปั่นจักรยาน คุณก็คงจะมีวิธีที่จะเอาตัวรอดเองได้อยู่แล้ว

 

สุดท้าย ขอเน้นว่า ไม่ได้สนับสนุนให้ปล่อยมือขี่จักรยานนะครับ โปรดรับผิดชอบต่อชีวิตและทรัพย์สิน ทั้งของตัวเองและคนรอบข้าง

 

Take you own risk นะจ๊ะ

Related Post

จักรยานล้มเป็นเรื่องธรรมชาติ จริงหรือ

Cycling Plus Thailand