งานวิจัยจากมหาวิทยาลัยเบอร์มิงแฮมในอังกฤษพบว่า นักกีฬาที่ต้องอาศัยความทนทานจะแสดงสมรรถภาพได้ดีในช่วงบ่ายมากกว่าช่วงเช้าตรู่ แต่การเลือกเวลาสำหรับฝึกซ้อมเซสชั่นหนักๆ หรือเลือกเวลาลงแข่งที่ตรงกับนาฬิกาชีวิตของคุณ จะทำให้ผลลัพธ์ดีเกินคาด ซึ่งนักกีฬาแต่ละคนก็มีนาฬิกาชีวภาพที่แตกต่างกันไป ดังนั้นจึงอาจยังสรุปเวลาที่แน่นอนไม่ได้ และคุณก็ควรเช็กนาฬิกาชีวภาพของตัวเองด้วย

ซึ่งในความเป็นจริงแล้วเรามักฝึกซ้อมตามเวลาบนหน้าปัดนาฬิกามากกว่าจะอิงระบบนาฬิกาชีวภาพของร่างกาย แต่เราก็ปรับช่วงพีก (ช่วงที่ปั่นได้ดีที่สุด) ของตัวเองได้เช่นกัน มีการทดลองพบว่านักกีฬาที่ตื่น 7 โมงเช้าในวันธรรมดา และตื่น 7 โมงครึ่งในวันหยุด จะแสดงสมรรถภาพได้ดีที่สุดในช่วงกลางวัน ส่วนคนที่วันธรรมดาตื่น 8 โมงเช้าและวันหยุดตื่น 9 โมง 10 นาทีจะแสดงศักยภาพดีที่สุดในช่วงบ่าย

โรแลนด์ แบรนด์สเตทเตอร์ นักวิจัยชั้นนำกล่าวว่า “เวลาปั่นได้ดีที่สุดของแต่ละคนแตกต่างกันไปตามระบบของนาฬิกาชีวภาพในร่างกายเรา ซึ่งถือเป็นตัวบ่งชี้ที่แม่นยำที่สุด โดยสมรรถภาพในการปั่นช่วงเช้าและช่วงเย็นอาจมีค่าต่างกันถึง 26% เลยทีเดียว” นอกจากนี้อุณหภูมิของร่างกายก็มีบทบาทสำคัญเช่นกัน โดยอุณหภูมิของร่างกายตอนที่ปั่นได้ดีที่สุดจะ ‘สูงกว่า’ เวลาที่เราปั่นได้แย่ที่สุด

เมื่ออุณหภูมิร่างกายสูงขึ้นจะส่งผลให้เลือดไหลเวียนดีขึ้น กล้ามเนื้อยืดหยุ่นมากขึ้นและคุณก็จะดึงพลังงานมาใช้ได้อย่างมีประสิทธิภาพมากขึ้นด้วย วิธีหาเวลาที่คุณจะปั่นได้ดีที่สุดก็คือ ลองเลือกวันหลังจากที่นอนหลับอย่างเต็มที่สัก 2-3 คืน วัดอุณหภูมิของร่างกายทุก 2 ชั่วโมง เพื่อดูว่าอุณหภูมิสูงสุดเวลาไหน แล้วซ้อมปั่นเวลานั้น จากนั้นเทียบสถิติกับช่วงเวลาอื่นๆ เพื่อให้แน่ใจว่านี่คือเวลาทองของคุณจริงๆ

Related Post

วางแผนการปั่นให้ดี…ซ้อมเวลาไหนเวิร์กที่สุด

Cycling Plus Thailand