เรื่อง : ชานนท์ พงษ์พานิช

Cycling Plus – “The Parking Lot”

ตอนที่ 2 12/2017

จากผู้เชี่ยวชาญ Time Trial สู่นักปั่น GC

ปฏิเสธไม่ได้ว่าหนึ่งในเรื่องราวที่ถูกพูดถึงมากที่สุดในปี 2017 ก็คือเรื่องราวการคว้าแชมป์ Giro d’Italia ของ Tom Dumoulin แชมป์ชาวดัตช์คนแรกในประวัติศาสตร์ ถึงแม้ว่าเขาจะต้องเสียเวลาไปหลังจากเกิดท้องเสียระหว่างแข่งบนเขาที่สำคัญครับ มันเป็นเรื่องราวที่ทุกคนพูดถึง เพราะไม่มีใครคาดคิดว่าหลังจากที่เขาท้องเสียและเสียเวลาไปในวันนั้น เขาจะสามารถกลับมาคว้าแชมป์ Giro ได้จากการเก็บเวลาในสเตจสุดท้ายซึ่งเป็นสเตจ Time Trial ซึ่งเรื่องราวนี้ได้เป็นแรงบันดาลใจให้กับหลายๆ คนที่รักกีฬาจักรยานนี้ครับ

 

 

เรื่องราวความสำเร็จของ Dumoulin ยังเป็นเรื่องราวที่เป็นแรงบันดาลใจให้กับนักปั่นออซซี่ Rohan Dennis จากทีม BMC ด้วย เขาเล่าว่า “สิ่งที่เป็นแรงบันดาลใจของผมนั้นไม่ใช่สิ่งที่ตัวผมเองทำหรือว่าไม่ได้ทำ แต่เป็นสิ่งที่ Dumoulin ทำในการแข่งขัน… เขาแข่งทั้งทางร่างกายและทางจิต เขามองทุกอย่างในแง่บวกเสมอไม่ว่าอะไรจะเกิดขึ้น”

 

 

“ส่วนเรื่องท้องเสียนั่น ผมคิดว่า Dumoulin จะแพ้ซะแล้ว แต่เขาก็ไม่แพ้ เขาก้มหน้าก้มตาแข่งและต่อสู้ด้วยตัวเขาเองโดยไม่มีตัวช่วยเลย” Dennis เล่า

 

 

ซึ่งจริงๆ แล้วทั้งสองคนนี้ก็มีหลายอย่างที่เหมือนกันครับ โดยทั้งสองนั้นเป็นนักปั่นที่เชี่ยวชาญด้านการปั่น Time Trial หรือที่เรียกว่า Time Trialist ครับ โดย Dumoulin นั้นได้พัฒนาตัวเองจาก Time Trialist มาเป็นนักปั่น GC ได้อย่างยอดเยี่ยมครับ

 

 

เขาสามารถใช้จุดเด่นทั้งหมดที่เขามีได้อย่างสมบูรณ์แบบ และสามารถใช้มันปิดบังข้อเสียเปรียบของตัวเองได้อีกด้วยครับ เพราะฉะนั้นมันก็คงไม่แปลกนักถ้าหาก Dennis จะหวังว่าจะสามารถพัฒนาจาก Time Trialist มาเป็นนักปั่น GC อย่างเช่น Dumoulin ครับ และตามความคิดเห็นของผม ผมก็คิดว่ามันมีโอกาสสูงมากจริงๆ ที่ Dennis จะทำได้ครับ ถึงแม้อาจจะไม่ได้ดีเท่ากับ Dumoulin แต่เขาก็น่าจะทำได้ดีระดับหนึ่งเหมือนกันครับ

 

 

Dennis บอกว่าความคล้ายคลึงกันนี่แหละครับที่ทำให้เขาคิดอยากจะผันไปเป็นนักปั่น GC เขาเล่าว่า “สิ่งที่เป็นแรงบันดาลใจของผมน่ะหรอ มันก็คือการที่เราเป็นนักปั่นที่คล้ายกันมาก เขามีความพยายามที่จะเป็นนักปั่น GC ไม่กี่ปีก่อนหน้าผม เขาทำให้ผมมีความมั่นใจ Wiggins ก็เหมือนกัน เขาเป็นนักปั่น Time Trial อย่างแท้จริงที่สามารถจะชนะรายการ Tour de France แล้วก็ Time Trial World Championship ได้ด้วย เพราะฉะนั้นมันก็เลยเป็นไปได้สำหรับนักปั่นแบบผมที่จะมาเป็นนักปั่น Grand Tour ที่ดีได้”

 

 

แต่การจะเปลี่ยนเป้าหมายจาก Time Trial มาเป็น Grand Tour นั้นมันง่าย แต่การเปลี่ยนสภาพร่างกายให้พร้อมนั้นมันไม่ง่ายเลยครับ มันต้องอาศัยการฝึกซ้อม การใช้ชีวิต และสิ่งต่างๆ มากมาย ซึ่งผมก็คิดว่า Dennis จะทำได้ แต่ผมก็ไม่อาจรู้ว่า Dennis นั้นจะจริงจังกับมันขนาดไหน แล้วเขาจะพร้อมแค่ไหนที่จะเสียสละทักษะการปั่น Time Trial ไปครับ ซึ่ง Dennis ก็ได้พูดเรื่องนี้อยู่เหมือนกัน เขาบอกว่า “การที่ผมจะสามารถมีพลังเหมือนเวลาผมปั่น Time Trial หลังจากแข่งมาแล้ว 4 หรือ 5 ชั่วโมงนั้นผมต้องฝึกซ้อมอีก”

 

 

นอกจากนี้น้ำหนักยังเป็นปัจจัยหลักด้วยครับสำหรับการแข่ง GC เพราะมันต้องขึ้นเขามากมาย และนักปั่น TT ก็ยังขึ้นชื่อเรื่องการมีน้ำหนักมากอีกด้วยครับ เพราะฉะนั้น Dennis ก็จำเป็นจะต้องลดน้ำหนัก แต่ในขณะเดียวกันก็ต้องพยายามไม่ให้เขาเสียความสามารถในการสร้าง Power ไปด้วยครับ

 

 

“เห็นได้ชัดว่าน้ำหนักนั้นเป็นปัจจัยที่สำคัญ แต่ถ้าคุณลดน้ำหนักมากเกินไปคุณก็จะป่วย หรือว่าแย่กว่านั้นก็คือเสีย power ไป” Dennis บอก “และในการแข่งแบบอาทิตย์เดียวคุณอาจทำได้ แต่เมื่อเข้าอาทิตย์ที่ 3 มันเป็นอีกเรื่องหนึ่งเลย”

 

 

สุดท้ายนี้ผมคิดว่ามันมีอย่างหนึ่งที่อาจเป็นอุปสรรค์ของเขาก็คือตัวเขาเองครับ เขาบอกว่าเขาจะให้เวลาตัวเอง 4 ปี ถ้าหากเขาไม่สามารถทำได้เขาก็จะล้มเลิกความพยายามแล้วกลับไปตั้งใจปั่น TT เหมือนเดิม ซึ่งผมก็เลยกลัวว่าเขาอาจจะไม่ได้ใส่ความตั้งใจทั้งหมด 100 เปอร์เซ็นต์ลงไป

 

 

เพราะเขาอาจจะกลัวว่าจะทำไม่ได้แล้วจะเสียทั้งการปั่น TT และความพยายามเป็น GC ครับ แต่ถึงแม้เขาจะไม่ใส่ 100 เปอร์เซ็นต์ เขาก็ยังจะต้องเสียความสามารถในด้าน TT ไปอยู่ดีครับ ก็ยังจะทำไม่ได้ตามเป้าด้วย เพราะฉะนั้นเขาก็จะอยู่ในสถานะ Lose-Lose หรือว่าเสียกับเสียครับ อย่างไรก็ดี เราก็ไม่อาจรู้ว่ามันจะเป็นอย่างไร ถ้า Dumoulin ทำได้ ทำไม Dennis จะทำไม่ได้ ดังนั้นก็ต้องติดตามกันต่อไปครับ

 

 

อีกหนึ่งยอดนักปั่นที่คิดจะออกจากทีม Sky

 

Geraint Thomas and Chris Froome on stage four of the 2015 Tour de France

 

ผมเคยพูดถึงเรื่องราวของนักปั่นทีม Sky ชื่อดังมากมายที่อยากจะออกจากทีม และล่าสุดก็มีอีกหนึ่งคนครับ คราวนี้เป็นคราวของ Geraint Thomas สุดยอด Domestique ของทีมครับ

 

 

ทีม Sky นั้นเป็นหนึ่งในทีมที่ดีและครบเครื่องที่สุดทีมหนึ่งครับ ไม่ว่าจะเป็นผลงานแชมป์รายการ Grand Tour มากมาย รวมถึง Tour de France 5 สมัย หรือแม้แต่รายการคลาสสิกระดับ Monumental ครับ Sky เป็นทีมที่ใช้เงินไปอย่างมหาศาลกับวิทยาศาสตร์การกีฬาและการพัฒนานักปั่น

 

 

เป็นทีมที่ทุ่มเทให้กับผลการแข่งขันอย่างเต็มที่ แต่ในขณะเดียวกันมันกลับเป็นทีมที่นักปั่นไม่อยากอยู่ครับ

 

 

โดยเหตุผลที่นักปั่นไม่อยากอยู่นั้นก็คือความ focus ของทีมที่จะได้มาเพื่อชัยชนะนี่เองครับ ซึ่งดูผิวเผินแล้วเหมือนจะดี แต่สำหรับนักปั่นแล้ว มันเป็นการปิดโอกาส และเป็นการถูกกดให้อยู่ในกรอบที่กำหนดเท่านั้น ซึ่งทำให้นักปั่นไม่สามารถพัฒนาได้อย่างธรรมชาติ นอกจากนี้มันยังจำกัดโอกาสในการแข่งเพื่อชัยชนะและผลงานของตัวเองด้วยในกรณีที่ไม่ได้เป็นนักปั่นระดับหัวหน้าทีมครับ

 

 

เพราะฉะนั้นถ้าหากเราจะพูดว่าในทีม Sky นั้นมันมีความไม่เท่าเทียมกันอยู่ระหว่างนักปั่นหัวหน้าทีมกับนักปั่นคนอื่นๆ ก็ไม่ผิดนักครับ ถ้าหากคุณเป็นหัวหน้าทีม คุณจะได้ทุกสิ่งทุกอย่าง ไม่ว่าจะเป็นทรัพยากร การพัฒนา โอกาส หรือแม้แต่ลูกทีมครับ แต่ถ้าหากคุณไม่ใช่หัวหน้าทีม คุณก็แทบจะไม่ได้อะไรเลย และนี่เองที่ผมคิดว่าทำให้หลายคนที่เข้ามาอยู่ทีมนี้อยากจะออกครับ โดยโอกาสน่าจะเป็นปัจจัยที่สำคัญที่สุดครับ

 

 

Thomas บอกว่า “ปีนี้ตารางการแข่งของผมนั้นเหมือนจะขึ้นอยู่กับสิ่งที่ Froome แข่ง ผมเลยจะลองฟังทีมอื่นๆ ดูบ้าง ผมอายุน้อยลงไม่ได้ ได้แต่จะมีมากขึ้นเรื่อยๆ แต่ผมก็ยังไม่รู้สึกแก่ ผมอายุ 31 แล้ว แล้วผมก็น่าจะมีเวลาอีกสัก 3-4 ปีบนระดับสูงสุด ผมเลยอยากจะทำอะไรให้ดีที่สุดเท่าที่ผมจะทำได้”

 

 

ผมคิดว่าสิ่งที่ Thomas พยายามจะบอกก็คือว่าตอนนี้เขาไม่มีอิสระเป็นของตัวเอง ไม่ได้ลงแข่งรายการที่อยากแข่ง หรืออยากปั่นตามที่เขาอยากปั่น เพราะว่าทุกสิ่งทุกอย่างที่เขาลงแข่งในฤดูกาลนี้ล้วนแต่เป็นการลงแข่งตาม Froome เพื่อช่วย Froome เท่านั้นครับ เขาเป็นคนที่ไม่มีโอกาสที่จะได้ฉายแววของตัวเอง หรือปั่นเพื่อผลงานของตัวเองเลย เขาถูกผูกอยู่กับ Froome ในฐานะ Superdomestique ตลอดครับ

 

 

เพราะฉะนั้นสิ่งที่ Thomas ต้องการก็คือโอกาสที่จะแข่งเพื่อตัวเอง โอกาสที่จะได้เป็นหัวหน้าทีมอย่างเต็มตัว และไม่ต้องปั่นให้กับคนอื่น ทั้งๆ ที่ตัวเองก็มีศักยภาพที่จะชนะเหมือนกัน ซึ่งผมคิดว่าเขาก็จะสามารถทำได้อย่างดีเยี่ยมถ้าหากเขามีโอกาสและลูกทีมที่คอยช่วยเหลือเขาครับ

 

 

“ปีก่อนๆ ผมลงแข่งรายการ Grand Tour ในบทบาทของตัวช่วย แต่ตอนนี้ผมกำลังหาโอกาสนั้นด้วยตัวของผมเอง” Thomas เล่า

 

 

อย่างไรก็ดี สัญญาของ Thomas นั้นจะหมดหลังปี 2018 เขาจึงต้องรออีกฤดูกาลเต็มกว่าจะสามารถย้ายทีมได้ ถึงอย่างนั้นเขาก็ยังมีหวังที่จะได้เป็นหัวหน้าทีม Sky ในปีหน้า ซึ่งเป็นผลมาจากการลง Giro-Tour Double ของ Froome ครับ

 

 

คือเมื่อ Froome ลง Giro-Tour Double มันก็มีโอกาสสูงมากที่ Froome จะทำได้ไม่ดีอย่างครั้งก่อนๆ ใน Tour เนื่องจากมีเวลาไม่พอในการพักฟื้น รวมถึงจะต้องมีตารางการแข่งและเตรียมตัวที่ไม่คุ้นเคยด้วย ดังนั้นในสัปดาห์สุดท้ายของ Tour มันก็มีโอกาสสูงมากที่เขาจะทำได้ไม่ดี และถูกคู่แข่งคนอื่นชิงตำแหน่งผู้นำไปได้ ซึ่งนี่ก็จะทำให้ Sky ต้องหาหัวหน้าทีมสำรอง ซึ่งนั่นก็น่าจะเป็น Thomas ครับ

 

 

“แน่นอนว่า Froome จะต้องเริ่มแข่ง Tour ในฐานะหัวหน้าทีม แต่มันก็อาจจะเป็นโอกาสของผมในตอนจบ … เพราะว่า Froome นั้นอาจจะปั่นไม่ไหวในตอนท้าย ดังนั้นทีม Sky จึงต้องการหัวหน้าทีมสำรองคนใหม่” Thomas เล่า

 

 

แต่เขาก็ยังมีอีกรายการในฤดูกาลหน้าที่เขามีโอกาสจะได้เป็นผู้นำทีมแต่เพียงผู้เดียว นั่นก็คือ Vuelta a España ซึ่ง Froome น่าจะไม่ลงอย่างแน่นอนเพราะเขาพยายามจะลงแข่ง Giro-Tour Double ซึ่ง Thomas ก็รู้ดีว่าเขามีโอกาสสูงมาก

 

 

ท้ายที่สุดแล้ว ผมคิดว่าเราน่าจะดูฤดูกาลหน้าครับว่าทิศทางในทีม Sky จะเป็นอย่างไร และ Thomas มีอิสระมากขนาดไหนที่จะแข่งเพื่อนตัวเองในฐานะหัวหน้าทีมครับ แต่ถ้าเขายังไม่พอใจ ผมคิดว่าเราน่าจะได้เห็นการย้ายทีมอย่างแน่นอนหลังจบฤดูกาลหน้าครับ

 

 

 

Bergen World Championships

กับความ (ไม่) ประสบความสำเร็จ

 

Bergen เมืองที่ใหญ่เป็นอันดับสองของประเทศนอร์เวย์ และเป็นเมืองที่ได้สร้างความประทับใจให้กับแฟนๆ จักรยานและนักปั่น รวมถึงผู้ที่มาเยือน เมื่อมีการแข่งชิงแชมป์โลกจักรยานของ UCI หรือที่เรียกว่า Bergen World Championships ที่ Peter Sagan สามารถคว้าแชมป์ปีที่ 3 ไปได้อย่างน่าทึ่งครับ

 

 

ผมคิดว่าการแข่งชิงแชมป์โลกที่ Bergen นั้นถือได้ว่าเป็นความสำเร็จอย่างที่สุดจากมุมมองของการแข่งขันครับ ผู้จัดสามารถจัดการแข่งขันได้อย่างดีเยี่ยม มันทำให้เราและแฟนจักรยานทั่วโลกได้เห็นการแข่งขันที่สนุก คาดเดาได้ยาก และดุดัน แถมยังมีความปลอดภัยและการจัดการที่ดีมากอีกด้วยครับ

 

 

นอกจากนี้มันยังประสบความสำเร็จมากในแง่มุมของจำนวนผู้ชมทางทีวีด้วย โดยมันเป็นการแข่งขันที่คนดูมากที่สุดทั่วโลกเลยทีเดียว แถมจากการสำรวจพบว่า 97 เปอร์เซ็นต์ของคนดูนั้นพอใจกับการถ่ายทอด และ 80 เปอร์เซ็นต์ จะกลับไปที่ Bergen อีกครับ

 

 

กล่าวคือการแข่งขันชิงแชมป์โลกที่ Bergen นั้นดีในทุกแง่มุมครับ UCI ได้พูดถึงการแข่งขันที่นี่ว่า “การแข่งขัน Championship ที่นี่นั้นเป็นการแข่งขันที่ยากจะลืม และเป็นการประชาสัมพันธ์เมือง Bergen และบริเวณรอบๆ อย่างน่าจดจำ”

 

 

“น้อยคนที่จะสามารถลืมเส้นชัยบนเขา Mount Fløyen ของการแข่งขันแบบ Time Trial ได้ และมันก็เป็นความโชคดีของใครหลายคนที่ได้เป็นส่วนหนึ่งในการแข่งขันนี้ ซึ่งหลายคนก็ได้อธิบายว่าเป็นประสบการณ์ที่ดีที่สุดที่มีมา”

 

 

อย่างไรก็ดี มีแง่มุมหนึ่งที่สำคัญที่ Bergen นั้นไม่ประสบความสำเร็จเลย นั่นก็คือแง่มุมของการเงินครับ โดยการแข่งขันชิงแชมป์โลกทั้งหมดนั้นใช้เงินไปกว่า 858 ล้านบาท จากงบประมาณที่มีอยู่เพียงแค่ 604 ล้านบาท หรือเท่ากับขาดทุนอยู่ถึงกว่า 254 ล้านบาทครับ

 

 

ล่าสุด UCI ได้ออกมาเปิดเผยว่า Bergen 2017 หน่วยงานจัดการแข่งขันและสมาคมจักรยานนอร์เวย์กำลังพยายามอย่างเต็มที่ที่จะทำให้ความสูญเสียทางการเงินนั้นเหลือน้อยที่สุด และทำให้ผู้สนับสนุนไม่เดือดร้อนจากการขาดทุนนี้

 

 

ซึ่งสาเหตุหลักของการขาดทุนนี้ก็คือค่าเงินของนอร์เวย์ที่มีมูลค่าลดลงเมื่อเทียบกับเงินยูโรครับ แต่ที่สำคัญที่สุดก็คือมาตรการความปลอดภัยที่แพงขึ้นมากจากที่คาดการณ์ไว้ หลังจากที่มีเหตุความไม่สงบต่างๆ ในยุโรปครับ

 

 

แต่ถึงแม้จะขาดทุนอย่างมหาศาล ผมคิดว่าในระยะยาวแล้ว มันคุ้มมากกว่าคุ้มครับ เพราะการแข่งขันนี้ได้ทำให้ Bergen นั้นได้อยู่บนแผนที่ของใครหลายๆ คน ไม่ว่าจะในมุมมองของการท่องเที่ยว หรือในมุมมองทางกีฬาด้วยครับ มันได้สร้างชื่อเสียงไว้ให้ Bergen มากมาย ซึ่งผมคิดว่าสิ่งเหล่านี้แหละที่จะเป็นประโยชน์ต่อเมืองและประเทศนี้มากๆ ในระยะยาวครับ

 

 

ผมคิดว่าถ้าจะเปรียบเทียบให้เห็นภาพมันก็เหมือนกับการจัดงาน Countdown ปีใหม่ใหญ่ๆ สักครั้ง ในวันวันเดียวแน่นอนว่าการจัดนั้นขาดทุนแน่ๆ ครับ แต่การที่นักท่องเที่ยวมาเที่ยว มาใช้จ่ายเงิน มันก็ช่วยสร้างรายได้ทางอ้อมให้กับเมือง ให้กับธุรกิจท้องถิ่น ซึ่งผมคิดว่ามันสำคัญกว่าต่อประเทศที่จะเติบโตอย่างยั่งยืนมากกว่ากำไรที่จะได้จากการแข่ง ณ ตอนนั้นครับ แต่อย่างไรก็ดี การขาดทุนนั้นก็ไม่ใช่เรื่องดีครับ เพราะท้ายที่สุดแล้วทุกอย่างก็คือธุรกิจ และล้วนต้องการเงินเพื่อดำรงอยู่ต่อไปครับ

 

 

Nibali ตัดสินใจลงแข่ง Tour de France  แทน Giro d’Italia

หลังจากที่ลังเลอยู่นานว่าจะลงแข่ง Tour de France หรือว่า Giro d’Italia ดี ในที่สุด Vincenzo Nibali เจ้าของแชมป์ Grand Tour ทั้งสามรายการชาวอิตาเลียน ก็ตัดสินใจที่จะลงแข่ง Tour de France แทนการแข่งขัน Giro ที่บ้านเกิดของเขาครับ

 

 

ถึงแม้ในปีนี้ Giro จะผ่าน Sicily บ้านเกิดของ Nibali อีกครั้ง แต่เขาก็เลือกที่จะลงแข่ง Tour ในปีนี้แทนครับ โดยเขานั้นเคยเป็นแชมป์ Giro มาแล้วถึงสองครั้ง แต่ Tour แค่ครั้งเดียว ซึ่งน่าจะเป็นหนึ่งในสาเหตุที่ทำให้เขาตัดสินใจลงแข่ง Tour ด้วย รวมถึงถ้าจะว่ากันจริงๆ แล้ว Tour ยังไงก็ยังดู ‘สูง’ กว่า Giro อยู่ดีครับ

 

 

แต่สิ่งที่ผมคิดว่าสำคัญที่สุดที่ทำให้ Nibali ตัดสินใจแข่ง Tour ในปีนี้ก็คือเส้นทางที่เหมาะสมสำหรับเขามากๆ ครับ มันมีเส้นทางที่หลากหลายและคาดเดาได้ยาก ซึ่งเขาบอกว่ามันเหมาะกับนักปั่นที่ “มีลักษณะเฉพาะเหมือนกับตัวผม” แถมมันยังมีการปั่น Time Trial ที่สั้นอีกด้วย

 

 

และอีกหนึ่งสิ่งที่ผมคิดว่าน่าจะทำให้ Nibali ลงแข่งก็คือการที่ Chris Froome นั้นจะลงแข่ง Giro-Tour Double ซึ่งยิ่งทำให้ Nibali มีโอกาสมากขึ้นในการคว้าแชมป์ Tour อีกสมัยมาได้ครับ เพราะการที่ Froome ลง Giro นั้น มันก็มีโอกาสที่เขาจะทำได้ไม่ดีนักใน Tour ที่เริ่มแข่งหลังจบ Giro เพียงแค่ร่วมเดือนเท่านั้นครับ

 

 

ดังนั้น ผมคิดว่า Nibali มีโอกาสมากทีเดียวที่จะทำได้ดีใน Tour ครั้งนี้ หรือแม้แต่มีโอกาสที่จะคว้าแชมป์อีกสมัยเลยก็ได้ครับ แต่อย่างนั้นแล้ว ผมก็เชื่อว่าคู่แข่งของเขาอย่างเช่น Romain Bardet หรือแม้แต่ Froome เอง ก็คงไม่ยอมปล่อยโอกาสให้เป็นของ Nibali ไปง่ายๆ เหมือนกันครับ

Related Post

จากผู้เชี่ยวชาญ Time Trial สู่นักปั่น GC

Cycling Plus Thailand