โดย : ชานนท์ พงษ์พานิช

 

 

“ในขาของเขาเต็มเปี่ยมไปด้วยเรื่องราวที่ทำให้แฟนทั่วโลกหลงรักกีฬาจักรยาน” Marco Scarponi กล่าว

ภาพประกอบ : https://goo.gl/vjwmZh 

 

Michele Scarponi นักแข่งจากทีม Astana เสียชีวิตใน Filottrano บ้านเกิดของเขา หลังจากที่เขาถูกรถตู้ชนขณะฝึกซ้อม ซึ่งโลกจักรยานก็แสดงความเสียใจต่อครอบครัวของ Scarponi และเหตุการณ์ที่เกิดขึ้น

 

โดย Scarponi นั้นเป็นหนึ่งในคนที่เป็นที่รักและเป็นที่ยอมรับมากที่สุดในเปโลตง ด้วยบุคลิกที่ขี้เล่นและเป็นมิตรกับทุก ๆ คน ในงานศพของเขา Scarponi ถูกฝังขณะอยู่ในชุดจักรยานของทีม Astana โดยภรรยาของเขาให้เหตุผลว่า “จักรยานนั้นเป็นเหมือนชีวิตของเขา พวกเราก็อยากจะบอกลาเขาในขณะที่เขาใส่ชุดปั่นอยู่”

 

Peter Sagan กล่าวในงานศพว่า “ผมไม่ได้มาที่นี่ในฐานะแชมป์โลก แต่ผมมาที่นี่ในฐานะเพื่อน”

 

ส่วนพี่ชายของ Scarponi กล่าวว่า “ที่อยู่ในขาของเขาไม่ได้มีแค่งานหนักและความทุ่มเทที่เขามี แต่มันยังเต็ม เปี่ยมไปด้วยประวัติศาสตร์ และเรื่องราวโดยรวมที่ยาวที่ทำให้พวกเราตกหลุมรักกีฬานี้”

 

 

Gilbert ยังคงฟอร์มดีอย่างต่อเนื่อง แต่ก็ต้องจบฤดูกาลไปด้วยอาการบาดเจ็บ

อ้างอิง: CyclingNews

ภาพประกอบ : https://goo.gl/oSkBQI 

 

หลังจากคว้าแชมป์ Ronde van Vlaanderen หรือ Tour of Flanders มาได้อย่างมีสไตล์ Philippe Gilbert ก็ยังคงโชว์ฟอร์มอันยอดเยี่ยมของเขาด้วยการสปรินต์คว้าชัยใน Amstel Gold Race นำหน้า Michal Kwiatkowski ซึ่งก็อยู่ในฟอร์มที่ดีไม่แพ้กันหลังคว้า Milan–San Remo มาเมื่อช่วงต้นฤดูกาล

 

เมื่อจบกางแข่งขัน Kwiatkowski กล่าวว่า “พวกเราปั่นเพื่อชัยชนะ แต่ผมก็ยังขาดแรงไปในช่วง 50 เมตร สุดท้าย ผมจะพูดอะไรได้ล่ะ Phil นั้นคือแชมป์ผู้ยิ่งใหญ่ นักปั่นที่ยอดเยี่ยม ผมก็แค่ถูกเอาชนะโดยนักปั่นที่ดีกว่าในวันนี้ แต่ผมก็ยังคงดีใจกับผลที่ออกมา”

 

นอกจากนี้ Kwiatkowski ยังอธิบายว่าเขารู้สึกแปลกใจมากที่การแข่งขันนั้นดำเนินไปอย่างรวดเร็วกว่าที่เขาคิด เอาไว้เนื่องจากเนิน Cauberg ที่ถูกตัดออกไปในช่วงสุดท้าย เขาก็ยังบอกอีกด้วยว่าเขาดีใจมากที่สามารถปั่น หนี Van Avermaet และ Valverde ได้ขณะขึ้นเนิน Keutenberg ก่อนจะไปเจอกับ Gilbert ข้างหน้า

 

ทางด้านของ Gilbert ก็บอกว่าเขาดีใจมากๆ กับการแข่งขันและฟอร์มของเขาในฤดูกาลนี้ “เป้าหมายของผมก็ คือการชนะการแข่งขันคลาสสิกทุกๆ ปี แต่ผมชนะสองในปีนี้บางทีมันก็อาจจะเป็นเหมือนการชดเชยปีก่อน ก็ได้”

 

โดย Gilbert ได้อธิบายการสปรินต์หน้าเส้นว่า “เขา (Kwiatkowski) ทำให้ผมแปลกใจในการสปรินต์ แต่มันมีลมต้านผมก็เลยไม่ได้ตกใจ ผมเห็นว่าผมกำลังเข้าใกล้ขึ้นเรื่อยๆ และในที่สุดมันก็ออกมาอย่างสมบูรณ์แบบสำหรับผม” เขายังเล่าว่า “ผมนึกว่าการแข่งของผมจบลงแล้ว” หลังจากที่เขาล้มในช่วงกลางของการแข่งขันและ ต้องเปลี่ยนจักรยานก่อนที่จะไล่กลับเข้าเปโลตง

 

อย่างไรก็ดี การล้มของ Gilbert ในระหว่างการแข่งขันนั้นทำให้เขาได้รับบาดเจ็บไตด้านขวาฉีกและต้องเข้าโรงพยาบาลหลังแข่งจบ เขาเล่าว่า “ตอนที่ผมล้ม ผมก็รับรู้ได้ถึงความเจ็บปวด แต่เมื่อผมกลับมาแข่งต่อมันก็รู้สึกดีขึ้นเรื่อยๆ และความเจ็บปวดก็หายไป แต่เป็นที่น่าเสียดายเพราะเมื่อแข่งจบมันก็กลับมาอีกครั้ง ผมก็เลยตัดสิน ใจไปโรงพยาบาลเพื่อเช็ค แต่ก็ยังดีที่มันไม่เป็นอะไรมาก และผมก็จะสามารถกลับมาซ้อมอีกครั้งได้ในหนึ่งสัปดาห์”

 

“มันเป็นหนึ่งในปีที่ดีที่สุดสำหรับผม และการมองย้อนกลับไปมองสิ่งที่ผมประสบความสำเร็จก็ทำให้ผมมีความสุขมากๆ การที่ได้แข่งขันชิงชัยกันในรายการคอบเบิลและ Ardennes คลาสสิกนั้นทำให้ผมรู้สึกพอใจมากๆ นอกจากนี้ผมยังได้ช่วยทีมอีกด้วย แต่มันก็เป็นเรื่องน่าเศร้าที่ผมไม่สามารถแข่งต่อได้เพราะว่าผมอยู่ในฟอร์มที่ดี แต่ผมก็มั่นใจว่าทีมของผมนั้นเป็นทีมที่แข็งแกร่งและจะสามารถมีผลการแข่งขันที่ดีได้” Gilbert กล่าวด้วยความผิดหวัง

 

 

Peter Sagan สามารถชนะ Tour de France ได้?

ที่มา: CyclingNews

ภาพประกอบ : https://goo.gl/ClWdNB

 

ถ้าบอกว่า Peter Sagan ในวันหนึ่งจะสามารถคว้าแชมป์ Tour de France ได้ น้อยคนนักที่จะเชื่อในคำพูดนี้ หรือแม้แต่แค่คิดก็รู้แล้วว่าเป็นไปไม่ได้ แต่ Roberto Amadio อดีตผู้จัดการทีม Liquigas ซึ่งเป็นทีมเก่าของ Sagan กลับเชื่อว่าอย่างนั้น โดย Amadio เคยกล่าวเอาไว้ว่าเขาเชื่อว่าวันหนึ่ง Sagan จะสามารถคว้าแชมป์ Tour ได้ แต่ทั้งนี้ทั้งนั้นแล้ว Sagan ก็จำเป็นจะต้องเปลี่ยนตัวเองด้วย ซึ่งปัจจุบัน Amadio ก็กล่าวกับสำนักข่าว Cycling Weekly ว่าตอนนี้ “ผมก็ยังเชื่อแบบนั้นอยู่”

 

“มันเป็นที่แน่ชัดว่าเขาต้องเปลี่ยนตัวเองด้วย ลดน้ำหนัก ยอมเสียพลัง และอย่างอื่นๆ แต่ผมก็คิดว่าเขากำลังใช้ความสามารถและพรสวรรค์อย่างเต็มที่ เขาโชว์ความสามารถของเขาได้อย่างเต็มที่เสมอและสามารถชนะด้วย” ซึ่งถ้าหาก Sagan เปลี่ยนแปลงตัวเอง เปลี่ยนการฝึกซ้อม ใช้แทคติคกับทีมที่ยอดเยี่ยม และมีโชคช่วยด้วยเส้นทางที่เหมาะสม เขาก็จะเป็นเหมือนกับ Bradley Wiggins ในปี 2012 ที่สามารถคว้าแชมป์ Tour มาได้

 

Amadio อธิบายว่า “ถ้าพยายามฝึกซ้อมเขาก็จะสามารถชนะ Tour ได้ถ้าเส้นทางถูกดีไซน์มาเหมาะสม เขาจำเป็นจะต้องปั่นอย่างเต็มที่ในสเตจไทม์ ไทรอัลและบนเขาแต่มันก็เป็นสิ่งที่ซับซ้อน เขาต้องฉลาดเหมือนดังเช่น Bradley Wiggins นอกจากนี้เขาต้องเสียสละอย่างใหญ่หลวงเพื่อที่จะเปลี่ยนแปลงร่างกายของเขา” ซึ่งถ้าเป็นเช่นนั้น Sagan จะได้เปรียบมากๆ หากผู้จัดมีการใส่เส้นทางลักษณะคล้ายรายการคลาสสิกเข้ามา นั่นคือเส้นทางที่มีลมแรง เป็นถนนหิน หรือเส้นทางโรลริ่งที่ Sagan สามารถเบรกออกไปได้ และเอาเวลามาได้เป็นนาทีๆ จากคู่แข่งจีซีคนอื่นๆ

 

“เขาสามารถปั่นได้ดีบนเขา และเขาก็สามารถปั่นได้ดีในไทม์ไทรอัลด้วย” Amadio อธิบาย “หากลดได้สี่กิโลกรัม แต่ยังคงพลังวัตต์เท่าๆ เดิมได้ คนอื่นก็จะทิ้ง Sagan ได้อย่างยากลำบากบนเขา แต่ถึงกระนั้นมันก็เป็นการเสียสละที่ยิ่งใหญ่ทั้งทางกายและทางใจซึ่งผมเองก็ไม่รู้ว่าจะคุ้มกันหรือไม่”

 

ในปัจจุบัน Sagan มีตำแหน่งแชมป์ประเภทจีซีอยู่ไม่มากนัก แต่ที่เด่นที่สุดก็เห็นจะเป็น Tour of California ในปี 2015 ที่เขาสามารถเฉือนชนะ Julian Alaphillippe ไปได้เพียงหนึ่งวินาทีเท่านั้นจากเวลาโบนัสหน้าเส้นในสเตจสุดท้าย “ถ้าเขาต้องการจะแข่งถึงอายุ 32 หรือ 33 ปี เขาต้องต้องเริ่มทำมัน (เปลี่ยนตัวเองเป็นนักปั่นจีซี) เมื่อเขาอายุ 29 ถึง 32 ปี เพราะช่วงนั้นเขาจะอยู่ในช่วงที่ดีที่สุดทางกายภาพ นั่นเป็นช่วงอายุที่ดีที่สุดของนักจักรยาน” Amadio อธิบาย

 

อย่างไรก็ดี จนถึงปัจจุบัน Sagan ก็ไม่เคยมีเป้าหมายจีซีอยู่ในหัวเป็นเป้าหมายหลัก ดังนั้นการที่จะเห็นเขาเปลี่ยนตัวเองไปเป็นนักปั่นจีซีจึงแทบจะเป็นไปไม่ได้ อย่างไรก็ดี Amadio ก็ได้สะท้อนถึงมุมมองหนึ่งของแชมป์โลกสองสมัยคนนี้ และขอบเขตความสามารถทางกายภาพของเขา

 

 

Aru ตอบ Nibali ผ่านจดหมายเปิดผนึก ถึงการลงแข่ง Giro ครั้งที่ 100 และอาการบาดเจ็บของเขา

ภาพประกอบ : https://goo.gl/WhfFdg

 

หลังจากที่ Fabio Aru ได้รับบาดเจ็บที่เข่าซ้ายจากการล้มขณะลงเนินในระหว่างฝึกซ้อม เขาก็ได้ออกมายืนยันว่าเขาจะไม่สามารถลงแข่ง Giro d’Italia ครั้งที่ 100 ได้ ซึ่งก็ทำให้หลายๆ คนต้องผิดหวัง แต่หนึ่งในคนที่ผิดหวังที่สุดเห็นจะเป็น Vincenzo Nibali อดีตผู้ร่วมทีม Astana ของ Aru จะว่าไปแล้ว การที่ Nibali ออกมาแสดงความเสียใจในครั้งนี้ถือว่าเป็นสิ่งที่ค่อนข้างจะผิดคาด เพราะทั้งสองขณะอยู่ทีมเดียวกันดูเหมือนจะไม่ค่อยจะลงรอยกันสักเท่าไหร่

 

โดย Nibali ได้ออกมาเขียนจดหมายเปิดผนึกผ่านหนังสือพิมพ์ Gazzetta dello Sport ว่า “Fabio อย่าหมดหวัง อย่าเพิ่ง…ถึงแม้มันจะยากมาก หรือแม้แต่เป็นไปไม่ได้ แต่ผมก็คิดว่ามันยังมีโอกาสอยู่ที่จะได้เห็นคุณที่จุดเริ่มต้นของ Giro d’Italia ในวันที่ 5 นี้ใน Alghero คุณและผมเป็นสองตัวเต็งหลักสำหรับชาวอิตาเลียน และทุกคนก็จะคิดถึงคุณถ้าคุณมาที่ Sardinia ไม่ได้”

 

“ผมรู้สึกเสียใจมาก ในฐานะนักปั่นผมรู้ว่ามันน่าผิดหวังแค่ไหนถ้าไม่ได้ลงแข่ง Giro d’Italia หลังจากที่ซ้อมมาเป็นเวลานาน โดยเฉพาะอย่างยิ่งในปีนี้ที่เริ่มต้นใกล้บ้านคุณ โดยเฉพาะสำหรับเราคนที่มาจากเกาะ มันไม่ง่ายเลยที่การแข่งขันจะมาที่นี่”

 

ไม่นานหลังจากนั้น Aru ได้ออกมาตอบ Nabali ผ่านทางจดหมายเปิดผนึกเช่นเดียวกัน โดยเขาตอบว่า “Vincenzo ผมอ่านจดหมายของคุณซ้ำแล้วซ้ำอีก และผมก็คิดวนอยู่นานว่ามันจะดีสักแค่ไหนถ้าผมตอบคุณได้ว่า ‘ใช่ ผมจะลงแข่งจิโรครั้งที่ 100 เหมือนกับคุณ’ แต่น่าเสียดายที่ชีวิตนั้นกำลังทำการทดสอบผมอยู่”

 

“ด้วยใจที่เปิดกว้าง และด้วยความจริงใจ ผมอยากบอกคุณด้วยทุกอณูในตัวผมว่าผมอยากที่จะไปท้าทายคุณในจิโรครั้งที่ 100 นี้ ทั้งบนเขา Etna และ Block Haus ไปจนถึง Stelvio เลย แต่เป็นที่น่าเสียดายจริงๆ ที่อาการบาดเจ็บนี้ทำให้ผมไม่สามารถลงแข่งได้ และต้องเลิกปั่นจักรยานไปถึงสองอาทิตย์”

 

สุดท้าย Aru ได้กล่าวให้กำลังใจ Nibali ว่า “แต่ผมสามารถบอกคุณได้ว่าถึง Vincenzo ผมหวังเป็นอย่างยิ่งว่าคุณจะทำได้ดี คุณอาจจะร่วมมือกับ Scarpa (Michele Scarponi ซึ่งควรจะหัวหน้าทีมชาวอิตาเลียนของทีม Astana แทน Aru แต่ก็กลับเสียชีวิตหลังจากที่ Aru เขียนจดหมายนี้) หรือคนอิตาเลียนคนอื่นๆ เพื่อเราจะได้เห็นธงชาติอิตาเลียนถูกโบกสะบัดอยู่เหนือธงชาติของชาติอื่นๆ ใน Piazza Duomo ที่เมือง Milano”

 

 

Gianni Moscon ของทีมสกายพูดด้วยถ้อยคำที่เหยียดชาติพันธุ์และสีผิวกับ Kevin Reza ของทีม FDJ

ภาพประกอบ : https://goo.gl/a9K5jZ

 

หลังจากจบสเตจที่สามของ Tour de Romandie นักปั่นชาวอิตาเลียน Gianni Moscon จากทีม Sky ได้ใช้ถ้อยคำที่เหยียดชาติพันธุ์และสีผิวกับ Kevin Reza นักปั่นสีผิวชาวฝรั่งเศสจากทีม FDJ ซึ่งเหตุการณ์นี้สามารถเห็นได้ชัดจากวิดีโอหนึ่งที่ถูกโพสต์ลงในทวิตเตอร์ของทีม Sky

 

ไม่นาน Sebastian Reichenbach เพื่อนร่วมทีมของ Reza ได้ทวีตว่า “ช็อกที่ได้ยินการที่มีคนโง่ยังใช้ภาษาที่เหยียดสีผิวในโปรเปโลตง คุณคือความน่าอับอายของกีฬาเรา”

 

ทีม Sky ได้ออกมายอมรับว่า Moscon นั้นใช้ภาษาที่ไม่เหมาะสมจริง ซึ่งเป็นสิ่งที่ ‘รับไม่ได้’ สำหรับทีม และทีม จะรับมือการเหตุการณ์นี้ต่อไป แต่ทีมก็จะไม่นำ Moscon ออกจากการแข่งขัน

 

อย่างไรก็ดี เหตุการณ์นี้ก็ยิ่งส่งผลเสียต่อภาพลักษณ์ของของทีม Sky ซึ่งไม่ดีนักในช่วงนี้ด้วยเหตุการณ์และข่าวด้านลบมากมาย

 

 

“ผมรู้แล้วว่ามันเป็นไปได้” Steven Kruijswijk กล่าวก่อนแข่ง Giro

อ้างอิง: Cycling Weekly

ภาพประกอบ : https://goo.gl/loFrpA

 

หลายคนยังคงจำภาพที่ Steven Kruijswijk ชนกำแพงหิมะขณะลงเขาใน Giro d’Italia ปีที่แล้วได้เป็นอย่างดี นั่นเป็นช่วงเวลาที่ทำให้เขาต้องหมดโอกาสในการคว้าแชมป์รายการไปภายในพริบตา ซึ่ง Kruijswijk เองก็ยังคงโดนเหตุการณ์นั้นตามหลอกหลอนอยู่ตลอด แต่ในขณะเดียวกันมันก็ทำให้เขามีแรงกระตุ้นมากขึ้น และทำให้เขารู้ว่าเขามีโอกาสมากแค่ไหนที่จะเป็นแชมป์รายการระดับแกรนด์ทัวร์

 

ในปีที่แล้ว Kruijswijk อยู่ในตำแหน่งผู้นำรายการ ได้ใส่เสื้อ maglia rosa หรือเสื้อชมพู แต่เขาก็ชนเข้ากับกำแพงหิมะขณะลงเนิน ซึ่งทำให้ร่วงลงไปอยู่ที่ 4 เมื่อจบรายการ ซึ่งหลังจากจบสเตจที่เขาล้ม เขาพูดว่า “shit” และพูดต่อว่า “ผมพยายามทุกอย่างแล้ว แต่ผมก็แพ้ Giro ที่นี่”

 

“ในความคิดผม ผมเข้าโค้งกว้างเกินไป พวกเราปั่นด้วยความเร็วสูง ผมเห็นได้ว่า Nibali และ Chaves นั้นอยู่ที่ขอบถนนแล้ว และถ้าคุณมาเร็วกว่าพวกเขา… ผมก็ไม่สามารถเข้าโค้งได้” Kruijswijk เสริมว่า “ผมสามารถตามได้บนเขา และวันก่อนๆ หน้าผมก็สามารถทิ้งพวกเขาได้ซะด้วยซ้ำบนเขา” ซึ่งเหตุการณ์ในครั้งนั้นทำให้เขายิ่งมีแรงผลักดันมากขึ้นในปีนี้ ในการให้สัมภาษณ์กับ Cycling Weekly ของอังกฤษ Kruijswijk กล่าวว่า “ผมไม่คิดว่ามันเป็นโอกาสเพียงโอกาสเดียวของผม ผมรู้ว่ามันเป็นไปได้ พวกเราจะทำทุกอย่างไปให้ไปถึงที่นั่นอีกครั้ง”

 

“ความคิดของผมเปลี่ยนไปจากปีก่อนๆ ผมเชื่อว่าผมจะสามารถเป็นคนที่สู้เพื่อโพเดียมในรายการแกรนด์ทัวร์ได้แล้ว” นอกจากนี้เขายังมั่นใจว่าปีนี้เขาจะทำได้ดี “ผมเห็นได้ชัดเจนว่าผมอยู่ในระดับที่ดีกว่าปีก่อนหลังจบการฝึกซ้อมช่วงฤดูหนาว ซึ่งมันก็ดูดีมากๆ” ส่วนทางด้าน directeur sportif ของทีม Addy Engels ก็กล่าวด้วยความมั่นใจว่า “ในทางกายภาพ (ของ Kruijswijk) ไม่มีอะไรเปลี่ยนแปลกมากนัก แต่ในทางจิตใจแล้วมันมี ผมมั่นใจ”

 

“ที่เป็นครั้งแรกที่เขาสามารถแข่งขันในระดับนี้ได้ นักปั่นทุกคนล้วนแต่มั่นใจ แต่ถ้าคุณทำอะไรแบบนี้ได้เป็นครั้งแรก มันจะเป็นสิ่งที่ยิ่งใหญ่ และส่งผลเป็นอย่างมากต่อความแข็งแกร่งทางจิตใจ พวกเรามั่นใจว่าเขาสามารถแข่งกับคนที่เก่งที่สุดได้ ถ้าเขาสู้กับ Nibali ได้ถึง 19 สเตจ ทำไมจะเป็นคนอื่นไม่ได้ล่ะ? ถึงแม้จะมีคู่แข่งมากขึ้นใน Giro ปี 2017 แต่ก็แน่นอนว่าเขาต้องสู้ได้”

 

สุดท้าย Kruijswijk ได้กล่าวว่า “ผมไม่ต้องพิสูจน์อะไรหรอก ผมแค่ต้องการจะได้ผลการแข่งขันที่ดีที่ผมสามารถทำได้ ผมรู้ว่าหลายคนก็คาดหวังกับผม แต่ถ้าผมทำไม่ได้ พวกเขาก็จะแค่บอกว่าปีที่แล้วมันฟลุคเท่านั้นเอง”

 

Related Post

The Parking Lot

Cycling Plus Thailand