Lerma – Spain – wielrennen – cycling – radsport – cyclisme – Nathan Haas (Australia / Team Dimension Data) pictured during Vuelta a Burgos 2016 stage 4 from Aranda to Lerma – photo Louis Angel Gomez/Cor Vos © 2016

 

“ผมต้องเรียนรู้ที่จะผลักดันตัวเองให้ถึงขีดสุด” Nathan Haas จากทีม Dimension Data บอก

ที่มา: Cyclingnews

 

หนึ่งในคนที่มีบทบาทมากที่สุดในทีม Dimension Data ปีนี้ Nathan Haas นักปั่นวัย 28 ปี จากออสเตรเลีย บอกว่าเขาได้เรียนรู้ที่จะผลักดันตัวเองให้ไปถึงขีดจำกัดทั้งทางร่างกายแล้วก็จิตใจเวลาแข่งโดยเฉพาะเมื่ออยู่หน้ากลุ่มเปโลตง ซึ่งนี่ก็เป็นสิ่งที่ทำให้เขาสามารถพัฒนาตัวเองได้มากในฐานะนักปั่น “ผมรู้เสมอว่าผมสามารถอยู่หน้ากลุ่มระหว่างการแข่งขันได้ แต่ผมก็ต้องเรียนรู้ที่จะผลักดันตัวเองมากขึ้นในสถานการณ์ที่ตึงเครียดและเจ็บปวดนี้” Haas บอกสำนักข่าว Cyclingnews “คุณต้องพยายามที่จะใจเย็นให้ได้มากที่สุด ในปีนี้ผมคิดว่าผมทำได้ดีมากขึ้นเยอะในการควบคุมอารมณ์และจิตใจให้ผ่อนคลายลงได้ การไม่กลัวและมีจิตใจที่เข้มแข็งจะทำให้คุณสามารถที่จะอยู่ในช่วงเวลาสำคัญๆ ได้เมื่อสิ่งต่างๆ มันยากขึ้น”

 

แต่เมื่อพูดถึงผลงานการแข่งขันของ Haas เขาก็บอกว่าค่อนข้างผิดหวังเหมือนกันเพราะไม่สามารถทำได้ดีอย่างที่คาดหวังไว้ แถมยังมีเรื่องสุขภาพที่ไม่เป็นใจเข้ามาเกี่ยวข้องด้วย หลังจากจบ Giro เขาก็บอกว่า “การออกจาก Giro นั้นเป็นเหมือนกับการปลดปล่อยทางใจอย่างแท้จริง ผมคิดว่า ‘ขอบคุณพระเจ้า ครึ่งแรกของปีนี้มันจบลงแล้ว’ ซึ่งหลังจากจบ ผมก็ไม่ได้ทำอะไรเป็นเวลาร่วมอาทิตย์เหมือนกัน”

 

“ผมรู้สึกเหมือนกับว่าก่อนหน้านี้ผมเอาหัวโขกกำแพง ก่อนจะหยุดจนเริ่มรู้สึกดีขึ้น ผมคิดว่ามันสำคัญที่จะเริ่มลงแข่งตั้งแต่วันที่ 1 มกราคม แล้วก็ไม่ใช่แค่ไปลงแข่งแล้วก็ปั่นเอื่อยๆ แต่ต้องแข่งให้ดีที่สุดเท่าที่คุณจะทำได้” ถึงแม้เขาจะไม่ได้มีฤดูกาลที่ดีนักในแง่ของผลการแข่งขัน แต่ Haas ก็บอกว่าเขาพอใจมากๆ กับการพัฒนาของเขา “ในปีนี้ ผมคิดว่าการพัฒนาของผมในฐานะนักปั่นเป็นไปได้ดีในทุกด้านเลย ผมคิดว่าผมได้ตำแหน่ง 5 อันดับแรกจากแทบทุกการแข่งขันที่ผมลงแข่ง มันมีแค่รายการระดับ WorldTour รายการเดียวเองที่ผมไม่สามารถทำได้ เพราะฉะนั้นแล้วผมก็ทำได้ดีในทุกๆ รายการ”  ดังนั้น Haas ก็บอกว่า “ผมไม่แปลกใจเลยที่ร่างกายของผมจะไม่ไหวจริงๆ หลังจากที่แข่งขันมากมายขนาดนี้เพราะผมก็เต็มที่ในทุกรายการที่ผมลง แต่ผมก็จะไม่ขอเปลี่ยนแปลงอะไร เพราะผมก็ชอบในสิ่งที่เป็นอยู่ตอนนี้ แล้วก็จะไม่โกรธร่างกายตัวเองด้วยที่เป็นแบบนี้ในตอนนี้”

 

เมื่อพูดถึง Tour de France ดูเหมือนว่า Haas จะไม่ได้ให้ความสนใจมากสักเท่าไรนัก เขาบอกว่าเขาก็อยากที่จะลงแข่งเหมือนกัน แต่เขาก็เคยแข่งแล้วมันก็เลยไม่ได้สำคัญอะไรมาก “ผมอยากที่จะไป (แข่ง Tour de France) แต่ผมก็ไม่ได้ดิ้นรนเพื่อมัน ผมเคยแข่งแล้ว และอยากจะกลับไป แต่มันก็ไม่ใช่อะไรที่คอขาดบาดตายที่จะต้องไปให้ได้” และเขาก็เสริมว่าถ้าเขาไม่ได้ลง Tour มันจะทำให้เขามีโอกาสมากขึ้นเยอะในการได้ตำแหน่งและผลงานที่ดีในการแข่งขันอื่นๆ “ถ้าผมลงแข่ง Tour de France มันจะทำให้การแข่งในช่วงหลังๆยากขึ้น เพราะฉะนั้นถ้าผมไม่ลง Tour ผมก็สามารถที่จะปั่นได้อย่างเต็มที่ในรายการเป้าหมายอื่นของผม” แต่ Haas ยืนยันว่าเขาจะลองโอกาสของเขาในการชิงแชมป์โลกในปีนี้ที่ Bergen ประเทศนอร์เวย์ หลังจากที่เขาไม่ได้ลงในปีที่แล้วที่โดฮา

 

28 May 2017
100th Giro d’Italia
Stage 21 : Monza (Autodromo) – Milano ITT
DUMOULIN Tom (NED) Sunweb, Maglia Rosa
Photo : Presse Sports / Offside

 

ดาวปั่นแกรนด์ทัวร์คนใหม่จะเกิดขึ้นจริงหรือไม่กับ Tom Dumoulin

 

ปีนี้ถือว่าเป็นปีแห่งจุดเปลี่ยนของ Tom Dumoulin นักปั่นชาวดัตช์วัย 26 ปี เพราะปีนี้เป็นปีที่เขาคว้าแชมป์รายการ Giro d’italia มาได้ ซึ่งเป็นแชมป์ระดับแกรนด์ทัวร์แชมป์แรกของเขา ซึ่งถือได้ว่าเป็นสิ่งที่ค่อนข้างผิดคาดในสายตาของหลายๆ คน แม้แต่สำนัก L’Equipe จากฝรั่งเศสยังบอกว่า Dumoulin ไม่น่าจะทำได้ โดยอ้างว่า “ความสามารถในการไต่เขาของเขานั้นยังไม่เคยได้รับการยืนยัน รวมถึงในสัปดาห์สุดท้าย (ของ Giro) นั้นยังน่ากลัวมากอีกด้วย” อย่างไรก็ดี Dumoulin สามารถคว้าแชมป์มาได้ ซึ่งนี่จะนับได้ว่าเป็นจุดเริ่มต้นของการเป็นดาวปั่นแกรนด์ทัวร์ดวงใหม่หรือไม่

 

ก่อนหน้านี้ Dumoulin เคยเข้าใกล้การคว้าแชมป์ระดับแกรนด์ทัวร์มาแล้วใน Vuelta a España ปี 2015 แต่ก็พลาดไปอย่างน่าเสียดาย หลายคนมองว่าความพ่ายแพ้ครั้งนั้นเป็นผลมากจากแท็กติกที่ผิดพลาดมากกว่า  Eusebio Unzue ผู้จัดการทีม Movistar ได้พูดว่า “เขาแพ้เพราะขาดประสบการณ์ ซึ่งเป็นผลมาจากแท็กติกที่ผิดพลาด ไม่ใช่เพราะร่างกายของเขา”

 

ใน Giro ครั้งนี้ Dumoulin สามารถทำได้ยอดเยี่ยม ถึงแม้จะเป็นที่โด่งดังจากการแวะถ่ายท้องข้างทางบนเขาจนเสียเวลาไปกว่าสองนาที แต่เขายังสามารถคว้าแชมป์มาได้ แสดงถึงความเหนือชั้นและฟอร์มที่ยอดเยี่ยมของเขา เมื่อเขาคว้าแชมป์มาได้ Dumoulin ได้รับการเชิดชูและกำลังใจจากแฟนๆ จักรยานชาวดัตช์อย่างล้นหลาม โดยนักข่าวดัตช์ได้อธิบายว่าการที่เขาได้แชมป์นั้น “มันทำให้ทุกสายตาจับจ้องเขา วันที่เขาชนะ #wearpinktoworkday (วันใส่เสื้อชมพูไปทำงาน) บนทวิตเตอร์ก็ได้รับความนิยมขึ้นมาทันที ซึ่งก็ทำให้หลายคนร่วมด้วย พวกเรามีโอกาสหลายครั้งในอดีต ซึ่งมันทำให้เราลุ้นแล้วก็ผิดหวังมาก ขณะเดียวกันก็ทำให้เรารู้สึกมีหวัง และในที่สุดมันก็เกิดขึ้น มันยิ่งใหญ่มาก สำนักข่าวทุกสำนัก รายการทุกรายการ และคนทุกคนล้วนแต่พูดถึงจักรยาน ปกติแล้วเราจะไม่ทำแบบนี้ถ้าไม่ใช่ Tour de France”

 

อดีตนักปั่นดัช Ad Wijnands ได้กล่าวถึง Dumoulin ว่า “Tom ได้แสดงความตั้งใจและความลุ่มหลงของเขาออกมาอย่างชัดเจน ซึ่งจริงๆ แล้วเขาปั่นแบบนั้นได้จริงๆ เขาสามารถปั่นอย่างเร็วได้ตั้งแต่วินาทีแรกซึ่งคุณก็อธิบายได้ว่ามันเป็นพรสวรรค์ที่แท้จริง”

 

อย่างไรก็ดี เมื่อพูดถึง Tour de France ทุกคนต่างต้องหยุดคิดและทบทวน เพราะการได้แชมป์ Giro ไม่ได้หมายความว่าจะได้แชมป์ Tour ได้ มันใช้ทักษะที่แตกต่างกัน และใช้แท็กติกที่แตกต่างกันด้วย แต่ Joop Zoetemelk อดีตแชมป์ Tour de France และเจ้าของสถิติคนที่แข่ง Tour จบมากครั้งที่สุดบอกว่า “แต่ผมคิดว่า Tom สามารถชนะได้ เขาทำให้ผมนึกถึง Miguel Indurain ซึ่งเก่งการปั่นไทม์ไทรอัล แต่ไม่เคยพร้อมที่จะไต่เขา”  บางคนบอกว่าถ้า Tour de France ถูกออกแบบมาเหมือนปี 2012 ที่ Bradley Wiggins ชนะ ซึ่งมีการปั่นไทม์ไทรอัลรวมกว่า 80 กิโลเมตร เขาจะสามารถที่จะชนะได้อย่างแน่นอน

 

ภาพประกอบ : https://goo.gl/AEX3c2

 

Mavic ปรับปรุงบริการจักรยาน Neutral Support

อ้างอิง: Mavic

 

หลังจาก Froome จักรยานพังเพราะเกิดอุบัติเหตุบน Mont Ventoux ใน Tour de France ปีที่แล้ว เขาต้องทิ้งจักรยานและวิ่งขึ้นเขา ซึ่งนี่ถือว่าเป็นภาพที่เป็นที่จดจำมากที่สุดภาพหนึ่งในประวัติศาสตร์การแข่ง ไม่นาน Froome ก็หยุดเพื่อรับจักรยานจาก Mavic ซึ่งเป็นจักรยาน neutral service หรือว่าจักรยานเซอร์วิซที่เป็นกลางของการแข่งขัน อย่างไรก็ดี Froome กลับปั่นจักรยานคันดังกล่าวไม่ได้เนื่องจากจักรยานไม่ได้ถูกเซตมาเพื่อเขาโดยเฉพาะ นี่จึงทำให้เขาเสียเวลามากขึ้นไปอีก จนในที่สุดเขาต้องรอจักรยานจากรถทีม Sky ก่อนจะเข้าเส้นชัยตามหลัง Porte เกือบร่วม 2 นาที

 

เหตุการณ์นี้บ่งบอกได้อย่างชัดเจนถึงความสำคัญของจักรยาน neutral service ที่หลายคนมักมองข้าม และความล้มเหลวของ Mavic ในการรับมือกับเหตุการณ์ลักษณะนี้ โดยหลายฝ่ายได้ออกมาวิจารณ์ Mavic ว่าไม่ยอมเตรียมจักรยานที่เซตมาเพื่อผู้นำการแข่งขันโดยเฉพาะเพื่อเป็นการให้เกียรติผู้นำเหมือนกับที่ Shimano และ Vittoria ทำในรายการอื่นๆ

 

ดังนั้น ในปีนี้ Mavic จึงออกมาปรับปรุงและเปลี่ยนแปลงรายระเอียดของจักรยานและการบริการจักรยาน neutral service ของตัวเอง โดยจากนี้จักรยานทุกคันจะได้รับการติดหลักอานที่สามารถปรับความยาวได้ หรือ dropper post จาก KS ที่ถูกออกแบบมาโดยเฉพาะสำหรับจักรยานเสือหมอบ มีเส้นผ่านศูนย์กลาง 27.5 มิลลิเมตร Mavic บอกว่า KS ได้ออกแบบหลักอานนี้ให้มีความยาวเดินทาง (สามารถปรับได้) ถึง 65 มิลลิเมตร โดยหลักอานจะถูกติดอยู่กับจักรยาน Canyon Ultimate เหมือนกับที่ Mavic ใช้อยู่ในปัจจุบัน

 

Mavic บอกว่าถึงแม้จะไม่รู้ว่าจะได้ใช้จักรยาน neutral service อีกเมื่อไร แต่จะเตรียมตัวเอาไว้ให้พร้อมที่สุด เพราะจะว่าไปแล้วการใช้จักรยาน neutral service นั้นไม่ใช่สิ่งที่เห็นได้บ่อยเลย เราจะได้เห็นกันในสถานการณ์ที่บีบบังคับจริงๆ เท่านั้น แต่ในทางกลับกัน หากสถานการณ์บีบบังคับแล้วจักรยานเกิดใช้ไม่ได้ขึ้นอย่างในกรณีของ Froome มันจะเป็นสิ่งที่น่าผิดหวังและเสียหน้าเป็นอย่างมากสำหรับนักกีฬาและ Mavic เอง

 

ดังนั้นในปีนี้ Mavic จึงเปลี่ยนระบบการให้บริการจักรยาน neutral service ใหม่ด้วย โดยจากเดิมที่มีจักรยานแค่ 3 คันต่อรถเซอร์วิซ ตอนนี้จะมีถึง 6 คัน และจากจำนวน 6 คันนั้น 3 คันก็จะถูกเซตให้ถูกต้องกับสรีระและความต้องการของผู้นำอันดับจีซีทั้ง 3 คนแรกในสเตจนั้นๆ เพื่อเป็นการเตรียมตัวในกรณีที่ใครต้องการใช้ ส่วนอีก 3 คันที่เหลือจะเป็นจักรยานต่างไซส์ ต่างอุปกรณ์กันเพื่อที่จะได้เหมาะกับนักจักรยานที่มีความหลากหลายทางกายภาพและความต้องการทางเทคนิคในเปโลตง

 

อย่างไรก็ดี Mavic ได้บอกถึงข้อจำกัดเชิงปรัชญาว่ามันยากที่จะ ‘เลือก’ จักรยานและเซตอัพที่จะใช้ เพราะการเลือกอะไรบางอย่างมันจะเป็นการให้ข้อได้เปรียบกับนักแข่งบางคน และเป็นการแบ่งแยก หรือทำให้นักแข่งบางคนรู้สึกถูกได้รับความสนใจน้อยกว่า ซึ่ง Mavic ต้องพยายามหาจุดกึ่งกลางที่ดีที่สุดให้ได้

 

ในส่วนของล้อที่รถเซอร์วิซจะขนนั้นก็แทบจะไม่มีการเปลี่ยนแปลง โดย Mavic บอกว่าอาจจะมีการขนล้อที่เป็นดิสก์เบรกไปด้วย แต่ยังไม่แน่ใจถึงความจำเป็นนั้น

 

ภาพประกอบ : https://goo.gl/SEvLRX

 

การไล่ล่า KOM ใน Strava ของอดีตโปร Phil Gaimon นั้นจริงจังกว่าที่หลายคนคิด

ที่มา: Bike Radar

 

หลังจากที่เกษียณจากการปั่นอาชีพ Phil Gaimon อดีตโปรจากทีม Cannondale ได้ออกมาปั่นไล่เก็บ KOM ใน Strava ตามที่เคยรายงานกันไปแล้ว โดยเขาต้องการเอา KOM คืนมาจาก Thorfinn-Sassquatch นักปั่นเจ้าถิ่นคนหนึ่งที่โด่งดังในโลกของ Strava เพราะเขาเคยถูกตรวจเป็นบวกว่าโด๊ประหว่างการแข่งขันจักรยานถนนแห่งชาติอเมริกัน นอกจากนี้ เขายังถูกกล่าวหาอีกด้วยว่าบริษัทของเขาขาย EPO ให้นักกีฬาคนอื่น ซึ่งทำให้ในปี 2016 เขาถูกตัดสินโดนแบนตลอดชีวิตจากหน่วยงานการต่อต้านการโด๊ปสหรัฐอเมริกา “เรื่องราวมันค่อนข้างที่จะซับซ้อน แต่โดยที่สุดแล้ว เขา คือคนขี้โกง” Gaimon อธิบายถึงแรงผลักดันของเขา

 

นอกจากการไล่ล่า KOM จาก Thorfinn-Sassquatch แล้ว Gaimon ต้องการที่จะพิสูจด้วยว่านักปั่นมืออาชีพกับนักปั่นทางบ้านธรรมดานั้นต่างกันมากขนาดไหน “คนชอบที่จะเห็นโปรปั่นขึ้นเขาที่พวกเขาเคยปั่น เพราะฉะนั้นการไล่ล่าสถิติจากนักโด๊ปจึงไม่ใช่เหตุผลทั้งหมด”

 

“คนชอบคิดว่าพวกเขาสามารถเป็นโปรได้ หรือนักปั่นชื่อดังใน Strava จะสามารถปั่น Tour de France ได้ โอ้ไม่! เพราะผมสามารถทิ้งพวกเขาได้สบายๆ แต่ผมก็ยังถูกทิ้งในระดับ WorldTour เหมือนกัน”

 

ความพยายามของเขานั้นจริงจังกว่าที่หลายคนคิดมาก เขาพยายามอย่างเต็มที่ที่จะไล่เก็บ KOM มาให้ได้ ซึ่งนั่นทำให้ร่างกายของเขาเริ่มที่จะเปลี่ยนไป เขาบอกว่า “ค่าวัตต์ของผมดูเหมือนว่าผมสามารถชนะ Tour ได้เลย พลัง 5-60 นาทีของผมตอนนี้ดีกว่าตอนที่ผมแข่งอยู่ซะอีก ผมฝึกน้อยลงครึ่งหนึ่ง แล้วก็ปั่นอัดขึ้นเนินอย่างเดียว

 

ผมกำลังทำให้ตัวเองถนัดเป็นอย่างๆ มากขึ้น ผมคิดว่าถ้าปั่นไทม์ไทรอัลขึ้นเขาในระดับ WorldTour ผมจะทำได้ดี แต่ในการแข่งจริงๆ ผมจะไม่ได้เรื่อง เพราะว่าผมไม่มี endurance เลย มันน่าสนใจมาก” โค้ชของ Gaimon บอกว่า “Phil สามารถทำได้ 7.1 วัตต์/กิโลฯ ซึ่งนักปั่น Cat 4 สามารถทำได้เพียง 1 นาทีเท่านั้น”

 

ส่วนจักรยานของ Gaimon นั้น เขาแต่งเป็นพิเศษเพื่องานนี้โดยเฉพาะ เพราะเขาไม่ถูกจำกัดด้วยข้อกำหนดของ UCI อีกต่อไป โดยจักรยานของเขาเป็น Cannondale SuperSix EVO ที่ถูดดัดแปลงมากมาย แม้แต่ปลายบาร์ที่ถูกตัดออกไปเพื่อลดน้ำหนัก โดยน้ำหนักทั้งคันอยู่ที่ 6.13 กิโลกรัม อย่างไรก็ดี เขาก็ไม่ได้เป็นพวก Weightweenie เต็มตัว เพราะเขาบอกว่าบางอย่างมันต้องยอมแลกมาเพื่อความสะบายในการปั่นด้วย

 

Picture by Simon Wilkinson/SWpix.com 25/06/2017 – Cycling – HSBC UK British Cycling National Championships – Road, Isle of Man 22/25 June 2017 – Men’s Road Race – Stephen STEVE Cummings on his to winning historic double

 

“มันเป็นการแข่งที่แย่ที่สุดในชีวิตเลย” Steve Cummings บอกหลังได้แชมป์จักรยานถนนอังกฤษ

ที่มา: Cycling Weekly

 

นักปั่นวัย 36 ปี ชาวอังกฤษ Steve Cummings ลงแข่งการชิงแชมป์จักรยานถนนและไทม์ไทรอัลอังกฤษบนเกาะไอล์ออฟแมน ซึ่งอยู่ไม่ไกลจากบ้านเกิดใกล้เมือง Liverpool ของเขาไม่เท่าไร โดยเขาสามารถคว้าแชมป์มาได้ทั้งสองรายการ นับว่าเป็นการแสดงฝีมือที่เหนือชั้น ก่อนหน้านี้เขาไม่ได้แข่งอะไรเลยซะด้วยซ้ำตั้งแต่วันที่ 8 เมษายนที่ผ่านมา จากอาการบาดเจ็บ ซึ่งการคว้าแชมป์ทั้ง สองรายการในปีเดียวกันยังทำให้เขาเป็นเพียงคนที่สองในประวัติศาสตร์อังกฤษเท่านั้นที่สามารถทำได้ ซึ่งอีกคนก็คือ David Millar ในปี 2007

 

โดยในปีนี้ Cummings โจมตีบนเนินลูกสุดท้าย เบรกออกมาเดี่ยวในช่วง 10 กิโลเมตรสุดท้าย และปั่นโซโล่เข้าเส้นเพียงคนเดียวนำหน้าที่ 2 อยู่ถึง 40 วินาที แต่พอการแข่งขันจบลง Cummings บอกว่า “มันเป็นการแข่งขันที่แย่ที่สุดในชีวิตผมเลย มันคือความรู้สึกของคนที่ไม่ได้ลงแข่งอะไรเลยมาเป็นเวลานาน มันยาก มันลำบากมากจริงๆ”

 

แต่ในเวลาเดียวกัน Cummings บอกว่า “มันเจ๋งใช่มั้ยล่ะ เวลาผมปั่นเดี่ยว ผมก็จะปั่นอย่างเต็มที่ ถ้าพวกเขาตามได้ พวกเขาก็จะตามมาเอง” ซึ่ง Cummings ก็บอกว่าปกติแล้วเขามักจะไม่มาลงแข่งชิงแชมป์ประเทศเพราะเขาต้องการที่จะเตรียมตัวให้พร้อมร้อยเปอร์เซ็นต์ สำหรับ Tour de France ซึ่งเขาบอกว่ารู้สึกดีที่มาแข่ง “มันดีมากที่ชนะ ผมก็จะมีความสุขกับมัน คุณจะมีคนจับตามองตลอดเมื่อสวมเสื้อนี้ พวกเรามีแชมป์ที่เก่งๆ หลายคน เพราะฉะนั้นผมก็อยากที่จะทำอะไรที่น่าภูมิใจเพื่อที่จะโชว์เสื้อนี้ให้ทุกคนดู”

 

ภาพจาก : https://goo.gl/C2Rb2L

 

Froome บอกว่า Tour de France ปีนี้จะยากที่สุดสำหรับเขาตั้งแต่เคยแข่งมา

ที่มา: The Guardian

 

ดูเหมือนว่าแชมป์ Tour de France 3 สมัย Chris Froome จะเป็นคนที่ถูกเดามากที่สุดว่าจะคว้าแชมป์ Tour ในปีนี้มาได้ อย่างไรก็ดี Froome เองกลับมองว่าปีนี้เขามีโอกาสน้อยกว่าปีอื่นๆ และมันน่าจะเป็นปีที่ยากและท้าทายที่สุดตลอดอาชีพการแข่งขันทั้งหมดของเขาอีกด้วย

 

จากการสัมภาษณ์ของสำนักข่าว The Guardian จากเกาะอังกฤษ Froome บอกว่า “ผมไม่ใช่คนที่เชื่อเรื่องเหนือธรรมชาติหรืออะไรที่จะคิดว่าการคว้าแชมป์ Dauphiné นั้นจะทำให้ได้แชมป์ Tour ด้วย แน่นอนว่ามันดีต่อกำลังใจและความมั่นใจ ถ้าหากคุณชนะการแข่งขันสุดท้ายของคุณก่อนลงแข่ง Tour แต่ผมก็ไม่คิดว่ามันเป็นข้อผูกมัดอะไร”

 

Froome บอกว่าในฤดูกาลนี้เขาแข่งน้อยมากเทียบกับฤดูกาลอื่นๆ ดังนั้นเขาบอกว่า Dauphiné ก็เป็นเหมือนกับรายการที่ใช้เตรียมตัวก่อนแข่ง Tour จริงมากกว่า เขาบอกว่า Dauphiné ปีนี้มีทุกอย่างที่เขาต้องการสำหรับการเตรียมตัว โดยเฉพาะช่วงท้ายของการแข่งที่ขับเคี่ยวกันอย่างเต็มที่

 

สำหรับ Tour ปีนี้ Froome บอกว่า “ผมคิดจริงๆ ว่าเส้นทางของ Tour ปีนี้จะเป็นอุปสรรคและยากที่สุดสำหรับผม ตั้งแต่ผมแข่งมา มันเป็นเส้นทางที่เปิด และระดับของคู่แข่งของผมก็สูงกว่าที่เคยเป็น มันจะเป็นการแข่งขันที่ใกล้กันมากกว่าเดิม และจะมีการขับเคี่ยวกันมากที่สุดด้วย แต่สิ่งที่น่าเป็นห่วงที่สุดสำหรับผมคือ มีการปั่นไทม์ไทรอัลที่สั้น” ซึ่งรวมกันทั้งหมดแล้วมีแค่ 35 กิโลเมตรเท่านั้น

 

นอกจากนี้ Froome บอกว่า Tour ปีนี้มันขาดสเตจที่จบบนยอดเขาด้วย ซึ่งนั่นทำให้มันยิ่งยากสำหรับเขาที่จะชนะได้ และเป็นการทำให้ทุกคนต้องพยายามอย่างเต็มที่ที่จะปั่นอย่างก้าวร้าว และใช้ทุกโอกาสเพื่อที่จะขึ้นนำได้

 

สุดท้าย Froome บอกว่า “มันจะน่าสนใจมากที่จะดูว่าใครจะทำอะไรบ้าง และจะใช้แท็กติกไหนบ้างระหว่างการแข่ง” ฉะนั้นในปีนี้เราคงเห็นการแข่งขันที่สูสีและสนุกสนานที่สุดการแข่งขันหนึ่งเลย

Related Post

The Parking Lot

Cycling Plus Thailand