โดย : ชานนท์ พงษ์พานิชย์

 

ภาพ : https://goo.gl/rrhFaa

 

Peter Sagan กับการถูก DQ จาก Tour de France

 

 

ความคิดที่ว่าแชมป์โลก 2 สมัย กับหนึ่งในสปรินเตอร์ที่ดีที่สุดในโลกตลอดกาล จะเกี่ยวข้องกันกับการล้มจนคนหนึ่งต้องถูกตัดออกจาก Tour de France นั้นเป็นสิ่งที่แทบไม่มีใครจะคิดถึงได้ แต่ในสเตจที่ 4 เหตุการณ์นั้นก็ได้เกิดขึ้นกับ Peter Sagan และ Mark Cavendish ซึ่งการถูกตัดออกจาก Tour de France ของ Sagan หลังที่เขาเกี่ยวข้องกับการล้มของ Cavendish ก็เป็นหนึ่งในเหตุการณ์ที่ได้รับการพูดถึงและได้รับความสนใจมากที่สุดในโลกจักรยานทันที มันเป็นเหตุการณ์ที่สื่อทั่วโลกให้ความสนใจอย่างท่วมท้น

 

หลังจาก Sagan ถูกตัดออก คณะกรรมการการแข่งขันก็ประกาศว่า “พวกเราตัดสินใจนำ Peter Sagan ออกจาก Tour de France 2017 หลังจากการสปรินต์ที่อลวนที่ Vittel เนื่องจากเขาได้สร้างความอันตรายให้กับนักปั่นหลายคนรวมถึง Mark Cavendish ซึ่งก็ได้รับบาดเจ็บและผลกระทบจากการล้มหน้าเส้น พวกเราได้ใช้กฎ 12.104 หรือกฎเกี่ยวกับการสปรินต์ที่ไม่ปกติในการตัดสินครั้งนี้” แต่จริงๆ แล้วมันเกิดอะไรขึ้นนั้นไม่มีใครรู้ได้ แต่แน่นอนว่าเหตุการณ์นี้ได้ทำให้โปรหลายคนออกมาแสดงความคิดเห็นที่แตกต่างกันออกไปมากมาย

 

หนึ่งในคนที่แสดงความคิดเห็นคนแรกๆ ก็คือ André Greipel และยังเป็นคนที่แสดงความคิดเห็นได้ตรงไปตรงมาที่สุดด้วย โดยเขาบอกว่าเขารู้สึกโกรธมากกับกิริยาท่าทางของ Sagan และสิ่งที่เขาทำในการสปรินต์ Marc Sergeant เพื่อนร่วมทีม Greipel เล่าว่า “เมื่อวานในการเก็บคะแนนสปรินต์กลางสเตจ Sagan ก็ให้ศอกกับ Greipel ซึ่งเขาก็รู้สึกโกรธเหมือนกัน” และนั่นทำให้ Greipel พูดว่า ‘การกระทำแบบนี้สองครั้งติดกันมันมากเกินไปแล้ว เขาไม่ใช่เพื่อนผมอีกต่อไป’

 

แต่ไม่นานหลังจากนั้น Greipel ก็ได้ดูภาพซ้ำและกลับคำพูดของเขา เขาทวีตว่า “บางทีผมก็ควรจะดูภาพก่อนที่จะพูดอะไรออกไป ขอโทษ Peter Sagan ด้วย เพราะผมเองก็คิดว่าคำตัดสินนั้นมันโหดเกินไป” ส่วนตัว Cavendish บอกว่า “ผมก็เป็นเพื่อนที่ดีกับ Peter แต่มันมีอย่างหนึ่งที่ผมไม่เข้าใจ นั่นก็คือศอกของเขา ผมไม่ชอบที่เขาแทงศอกออกมาหาผมแบบนั้น อย่างที่ผมบอก ผมเป็นเพื่อนที่ดีกับ Peter แต่การล้มก็คือการล้มและผมก็แค่ต้องการรู้ว่าเกิดขึ้นอะไรกับศอกของเขา”

 

Robbie McEwan อดีตยอดสปรินเตอร์ชาวออสเตรเลียกลับเห็นด้วยกับคณะกรรมการและบอกว่า “ผมได้ดูรีเพลย์หลายรอบแล้ว Sagan สมควรที่จะถูก DQ (จากสเตจนั้น) จริงๆ ผมหวังว่า Cavendish จะโอเค มัน (สิ่งที่ Sagan ทำ) เป็นอะไรที่โหดมาก” แต่ขณะเดียวกัน เขาก็ไม่เห็นด้วยที่ Sagan จะต้องถูกตัดออกจาก Tour ทั้งรายการ

 

ส่วน Arnaud Démare ผู้ชนะสเตจ บอกว่าคณะกรรมการ “โชว์ความกล้ามาก” ที่ตัดสินใจตัด Sagan ออกจาก Tour ในครั้งนี้ Sagan เองเล่าว่า “ตอนที่สปรินต์ ผมไม่รู้ว่า Mark Cavendish อยู่หลังผม เขามาจากทางขวา และผมก็พยายามตามล้อของ Kristoff ส่วน Mark นั้นมาเร็วมากจากด้านหลัง ผมแค่มีเวลาไม่พอที่จะตอบสนองและเบี่ยงไปทางซ้าย เขาเข้ามาหาผมแล้วก็ไปชนกับรั้วกั้น หลังแข่งจบ เมื่อผมรู้ว่า Mark ล้ม ผมก็รีบไปหาเขาทันทีที่รถบัสทีม เพื่อดูว่าเขาเป็นยังไงบ้าง พวกเราเป็นเพื่อนกัน และการล้มก็ไม่เคยเป็นสิ่งที่ดี ผมหวังว่า Mark จะหายเร็วๆ” นอกจากนี้ Sagan ยังบอกว่า “ผมไม่คิดว่าผมทำอะไรผิดในการสปรินต์” และจะไม่ยอมรับการตัดสินของคณะกรรมการอย่างเปิดเผยด้วย

 

เมื่อ Peter Sagan ถูกตัดออกจาก Tour de France คนก็แบ่งออกเป็นหลายฝ่าย ทางด้านทีม BORA hansgrohe ได้แสดงความไม่เห็นด้วยอย่างชัดเจน พร้อมขู่ว่าจะทำการฟ้องร้อง UCI และ ASO ถึงการตัดสินที่ตัด Sagan ออกจาก Tour ส่วนทีม Dimension Data ของ Mark Cavendish ก็บอกว่า “นี่เป็นสถานการณ์ที่ทุกฝ่ายเสีย มันไม่ดีสำหรับ Peter สำหรับ Mark แล้วก็สำหรับ Tour และกีฬาจักรยานด้วย” แต่ผู้จัดการทีมก็บอกว่าเขาได้บอกคณะกรรมการเหมือนกันว่าให้ถอด Sagan ออกจาก Tour “ผมต้องการให้มีการถอน Sagan ออกจาก Tour คณะกรรมการเป็นคณะอิสระ (ซึ่งไม่สามารถแทรกแซงได้) แต่เราก็เคารพการตัดสินใจของพวกเขา”

 

ล่าสุด ทีม BORA hansgrohe ได้ฟ้องต่อศาลเพื่อขอให้เกิดการกลับคำตัดสินของคณะกรรมการ แต่ศาลไม่รับคำฟ้องจากทีมอย่างไรก็ดี หลังจากเหตุการณ์นี้สิ้นสุดลงได้เกิดเหตุการณ์ที่ Nacer Bouhanni ไปชก Jack Bauer ของทีม Quick-Step Floors ซึ่งทำให้เขาถูกปรับไป 200 ฟรังก์สวิส และตัดเวลาเขา 1 นาที ผู้จัดการทีม Quick-Step Floors บอกว่าจริงๆ แล้ว Bouhanni ควรจะโดนปรับสัก 10,000 ฟรังก์ ซึ่งนี่ยิ่งทำให้เหตุการณ์ของ Sagan นั้นเข้มข้นขึ้น เพราะหลายคนอ้างว่ามันแสดงถึงความไม่เท่าเทียมกันของคณะกรรมการ แต่กรรมการก็อ้างว่าบริบทมันไม่เหมือนกัน

 

หลายคนก็ได้พูดเชิงเสียดสีว่าที่ Sagan ถูกตัดออกเพราะว่าสปรินเตอร์ฝรั่งเศสจะได้มีสิทธิ์ชนะได้บ้าง เพราะดูจาก Bouhanni เขาได้รับโทษน้อยมากเพราะเป็นคนฝรั่งเศส เหตุการณ์ทั้งหมดนี้ถือได้ว่าเป็นหนึ่งในเหตุการณ์ที่เป็นกรณีศึกษา และเป็นตัวอย่างที่แสดงให้เห็นถึงความไม่แน่นอนของกีฬาและกฎได้อย่างชัดเจน แต่มันแน่นอนว่าเหตุการณ์ในครั้งนี้เป็นเพียงแค่อีกหนึ่งเหตุผลที่ทำให้ Tour de France เป็นหนึ่งในรายการกีฬาที่ใหญ่ที่สุดในโลกตลอดกาลรายการหนึ่ง

 

ภาพ : https://goo.gl/iNbJAH

 

Sky กับการเปิดตัว Tour de France ที่น่าเกรงขาม

ที่มา: Cycling Weekly

https://goo.gl/CQdB1j

 

“วันที่สุดยอด! พวกเราดูเหมือนจะเปราะบางใช่มั้ย ใครๆ ก็พูดแบบนั้น แต่พวกเราเอาจริง พวกเรามาที่นี่เพื่อแข่ง ไม่ว่าใครจะว่าอะไรก็ตาม” David Brailsford ผู้จัดการทีม Sky พูดกับนักข่าวนอกรถบัสหลังจากที่ทีมทำผลงานได้อย่างน่าเกรงขามในสเตจเปิดตัวของ Tour de France ที่ Düsseldorf ด้วยชัยชนะสเตจและเสื้อเหลืองจาก Geraint Thomas ผลงานอันดับนักปั่นจีซีที่ดีที่สุดโดย Chris Froome และนักปั่นในทีมอีกถึง 2 คนใน 10 อันดับแรก

 

ก่อนหน้านี้หลายคนได้มองว่าในปีนี้ทีม Sky อาจจะทำได้ไม่ดีเหมือนปีก่อนจากปัจจัยหลายๆ อย่าง ไม่ว่าจะเป็นข่าวอื้อฉาวต่างๆ หรือว่าจากผลงานที่ไม่ดีเท่าที่ควรของ Froome เองใน Dauphiné แต่ก็ดูเหมือนว่าผลงานในครั้งนี้นอกจากจะพิสูจน์แล้วว่าทีมไม่ได้ด้อยลงกว่าเดิม ยังแสดงให้เห็นอีกด้วยว่าทีมนั้นมีศักยภาพขนาดไหน Froome บอกว่า “ไทม์ไทรอัลเป็นอะไรที่ผมฝึกซ้อมและพยายามพัฒนามาตลอด 3 สัปดาห์หลังจาก Dauphiné ซึ่งก็ดีมากที่ผมทำได้อย่างดีในวันนี้”

 

อย่างไรก็ดี Brailsford บอกว่า “ผมลุ้นมากๆ ที่จะต้องนั่งดูทีมปั่นบนถนนที่เปียก แล้วมันก็แย่มากที่ต้องเห็น Valverde ล้ม มันน่าเศร้าสำหรับเขา ผมหวังว่าเขาจะไม่เป็นอะไร” สุดท้ายเขาก็ทิ้งท้ายถึง Thomas ว่า “Geraint เป็นคนที่พัฒนาตัวเองเต็มที่แล้ว เขาอยู่บนจุดสูงสุดของเขาแล้ว เขาอาจจะมีช่วงเวลาที่ไม่ดีนักใน Giro แต่เขาก็กลับมาทั้งทางกายและใจ … ผมมีความสุขกับเขามาก และเขาก็สมควรกับสิ่งนี้จริงๆ”

 

ภาพ : https://goo.gl/aZGjyU

 

Froome ถูกกล่าวหาว่าโกงด้วยชุด skin suit

ที่มา: Velonews

 

หลังจาก Froome และทีม Sky ทำผลงานการปั่นไทม์ไทรอัลในสเตจเปิด Tour de France ได้อย่างน่าทึ่ง หลายคนและทีมต่างตั้งคำถามกับชุด skin suit ของทีมที่ผลิตโดย Castelli ว่าผิดกฎและสร้างข้อได้เปรียบที่ไม่เป็นธรรมกับคนอื่นหรือไม่

 

หนึ่งในคนที่ตั้งคำถามนี้ก็คือ Frederic Grappe ศาสตราจารย์ด้านการกีฬาซึ่งทำงานให้กับทีม FDJ อธิบายว่านักปั่นทีม Sky นั้นอาจจะได้เวลามามากถึง 18-25 วินาทีจากสเตจนั้น “กฎที่มีอยู่มันชัดเจนมาก การทำอะไรกับอากาศพลศาสตร์ของเสื้อนั้นถูกห้าม ซึ่งทีม Sky ได้ทำผิดอย่างเห็นได้ชัด” สิ่งที่ทำให้ชุด skin suit ของทีมนั้นถูกวิจารณ์มาก็คือตุ่มบนพื้นผิวของชุด ที่ทำหน้าที่สร้างกระแสลมวนเล็กๆ ที่ทำให้กระแสลมที่ไหลเร็วยังคงวิ่งไปตามตัวของนักปั่นนานขึ้นก่อนที่จะแยกจากกันและสร้างแรงฉุดในที่สุดทำให้แรงฉุดโดยรวมนั้นน้อยลง ซึ่งนี่ก็เป็นต้นตอของข้อสังเกต เพราะกฎของ UCI ระบุว่าสิ่งต้องห้ามดังนี้

1) สิ่งที่ไม่จำเป็นในชุด

2) สิ่งของที่ทำให้ประสิทธิภาพของนักปั่นถูกได้รับการดัดแปลง เช่น การลดแรงต้านอากาศ

3)เปลี่ยนแปลงลักษณะร่างกายของนักปั่น

 

จะว่าไปแล้ว 1 กับ 3 นั้นแทบจะโยนทิ้งไปได้ แต่ข้อ 2 นั้นค่อนข้างที่จะเข้าข่ายพอสมควร ซึ่งแม้แต่ Castelli เองยังอ้างว่าตุ่มบนชุดนั้นช่วยลดแรงต้านอากาศ แต่สำคัญคือมันถือว่าเป็นสิ่งของรึเปล่า ในกรณีนี้ Castelli อ้างว่ามันไม่ใช่สิ่งของ แต่เป็นส่วนหนึ่งของชุด เป็นส่วนหนึ่งของเนื้อผ้า เป็นส่วนหนึ่งของโครงสร้างของชุด ดังนั้นมันจึงไม่ใช่สิ่งของที่มีไว้เพื่อลดแรงต้านโดยเฉพาะจึงทำให้ไม่ผิดกฎ นอกจากนี้ Castelli ยังบอกอีกว่าทุกอย่างนั้นได้รับการตรวจสอบจาก UCI แล้วว่าสามารถใช้ได้

 

อย่างไรก็ดี การออกแบบชุดตามหลังแอโรไดนามิกส์ไม่ใช่เรื่องที่แปลกเลย แบรนด์อื่นและทีมอื่นก็มีการทำแบบเดียวกัน แต่กลับไม่มีใครตั้งข้อสงสัย ซึ่งนี่ก็เป็นอีกหนึ่งครั้งที่ทีม Sky ถูกจับตามองเป็นพิเศษในเรื่องของเทคโนโลยีและการพัฒนาด้านอุปกรณ์

 

04 July 2017 – Cycling – Tour de France – Stage 4
sagan (peter) – (slq) – caché
kristoff (alexander) – (nor) –
demare (arnaud) – (fra) – ภาพ : https://goo.gl/9ptrRL

 

กฎการสปรินต์หน้าเส้นใหม่ของ UCI ‘ไร้สาระ’ และ ‘ใช้อะไรไม่ได้’ บรรดาโปรและผู้จัดการทีมกล่าว

ที่มา: Cycling Weekly

 

 

ในช่วงไม่กี่ปีที่ผ่านมา การสปรินต์หน้าเส้นนับว่าเป็นสิ่งที่อันตรายมากขึ้นอย่างต่อเนื่อง โดยหนึ่งในสิ่งที่หลายคนโทษก็คือการขึ้นมารวมอยู่กับสปรินเตอร์ของนักปั่นจีซี ซึ่งการมาอยู่ข้างหน้าของกลุ่มจีซีนั้นเป็นผลมาจากการที่นักปั่นต้องการจะป้องกันการเสียเวลาโดยไม่จำเป็น คนที่ดูเหมือนจะยึดติดกับการทำเช่นนี้มากที่สุดเห็นจะเป็น Chris Froome กับการลดความเสี่ยงและสร้างข้อได้เปรียบให้ได้มากที่สุด

 

ดังนั้นเมื่อมีคนมาอยู่ในการสปรินต์มากขึ้น โอกาสการเกิดอุบัติเหตุที่มากอยู่แล้วก็จะมากยิ่งขึ้นไปอีก ด้วยเหตุนี้ UCI เลยมีการปรับเปลี่ยนกฎจากเดิมที่นับช่องว่าง 1 วินาที มาเป็น 3 วินาทีแทนก่อนที่ช่องว่างนั้นจะถูกนับเวลา  อย่างไรก็ดี บรรดาโปรและผู้จัดการทีมต่างเห็นว่ามันเป็นอะไรที่ไร้สาระและใช้อะไรไม่ได้ในการแข่งขันจริง ผู้จัดการการกีฬา Matt White จากทีม Orica-Scott บอกว่า “มันไม่ได้ส่งผลกระทบอะไรเลย Tour de France นั้นมันกดดันมากเกินกว่าที่คนจะมานึกถึงเรื่องแก็ปต่างๆ ผมไม่คิดว่ากฎมันจะทำอะไรได้”

 

“ถ้าคุณเป็นนักปั่นค่าตัวหลักร้อยล้าน คุณก็คงจะไม่มายอมเสี่ยงโดยการปั่นอยู่ท้ายกลุ่มเพราะกฎมีการเปลี่ยนแปลงนิดหน่อยหรอก” Charly Wegelius ผู้จัดการการกีฬาทีม Cannondale-Drapac กล่าว  Ben Swift จากทีม UAE Team Emirates บอกว่า “ยังไงคุณก็ไม่อาจจะเสี่ยงได้ เพราะถ้าคุณหลุดช่วง 3 วินาทีนี้ไป มันจะมีผลกับคุณมากกว่า 3 วินาทีแน่นอน” แต่เขาก็ค่อนข้างเห็นด้วยกับกฎนี้ เขาบอกว่า “มันเป็นการเริ่มต้นที่ดี มันจะทำให้อะไรๆ ปลอดภัยขึ้นหน่อย แต่มันก็อาจจะไม่มากนักเพราะมันก็เป็นการแข่งขัน แต่คุณก็ไม่สามารถบอกเช่นเดียวกันว่า 5 กิโลเมตรสุดท้ายนั้นจะไม่นับสำหรับจีซี เพราะนั่นจะเปลี่ยนแปลงทุกอย่าง”

 

ส่วน Alexander Kristoff แนะนำว่ากฎนี้น่าจะถูกเพิ่มไปเป็น 10 วินาที หรือแม้แต่อาจจะไม่นับ 3 กิโลเมตรสุดท้ายของการแข่ง ซึ่งเขาก็บอกว่ามันอาจจะฟังดูบ้า แต่ก็อยากให้ UCI ลองคิดดูอย่างไรก็ดี หลายคนก็ยังมองไม่เห็นทางออกของปัญหาเหล่านี้ และมองว่ามันเป็นสิ่งที่แก้ไม่ได้ด้วยกฎ แต่อาจจะต้องแก้ด้วยการทำความเข้าใจกับนักปั่นจีซี หรือแม้แต่มีธรรมเนียมพิเศษในสเตจสปรินต์แทนว่า ‘เราจะไม่แย่งเวลากัน’ หรือไปยุ่งเกี่ยวกับการปรินต์ แต่นั่นก็จะมีปัญหาของมันตามมาอยู่ดี

 

Pau – France – wielrennen – cycling – cyclisme – radsport – Edvald BOASSON HAGEN (Norway / Team Dimension Data) – Marcel KITTEL (Germany / Team Quick Step – Floors) – Dylan GROENEWEGEN (Netherlands / Team Lotto NL – Jumbo) pictured during the 104th Tour de France 2017 – stage 11 from Eymet to Pau, 203.50 km – foto NV/PN/Cor Vos © 2017 ภาพ : https://goo.gl/LEq62E

 

‘มันไม่ใช่ความผิดเราถ้าการสปรินต์ใน Tour de France มันน่าเบื่อ’ ทีม Quick-Step บอก

ที่มา: Cycling Weekly

 

 

Tour de France ปีนี้ สเตจสปรินต์นั้นถูกครอบครองด้วยฟอร์มการสปรินต์ที่น่าทึ่งของ Marcel Kittel เขาสามารถสปรินต์สู่ชัยชนะในหลายๆ สเตจได้อย่างไม่มีใครสามารถที่จะแตะต้องได้เลย ไม่แปลกที่การครองสเตจสปรินต์ของ Kittel จะถูกหลายคนบ่นและวิจารณ์ว่าน่าเบื่อ แต่ Patrick Lefevere ผู้จัดการทีม Quick-Step Floors ก็ได้ออกมาบอกว่ามันไม่ใช่ความผิดเรา แต่จริงๆ แล้วเป็นความผิดทีมอื่นต่างหากที่ไม่พยายาม  ผู้จัดการทีม Quick-Step บอกว่า “มันไม่ใช่ความผิดผม ผมคิดว่า Kittel สามารถเอาชนะ Cavendish ได้ซะด้วยซ้ำ ปีที่แล้ว Cavendish ชนะเราหลายครั้ง แต่ด้วย Kittel คนนี้ (ฟอร์มนี้) มันเป็นเกมอีกแบบหนึ่ง” ซึ่งเราก็สังเกตได้ว่าปีนี้ Kittel นั้นท็อปฟอร์มจริงๆ ถึงแม้ Sagan กับ Cavendish จะไม่ได้ออกจาก Tour ไป ทั้งสองคนก็น่าจะเอาชนะ Kittel ได้ยาก “สเตจสปรินต์นั้นน่าเบื่อเพราะว่ากลุ่มเบรกอเวย์นั้นมีแค่ 2 หรือ 4 คน เพราะฉะนั้นคุณก็จะมีแต่ภาพซ้ำๆ วนอยู่บนหน้าจอทีวี นั่นก็คือภาพของ Julien Vermote นำกลุ่ม แต่เราไม่ใช่คนที่จะต้องทำให้ Tour สนุก มันเป็นหน้าที่ของทีมอื่นด้วย พวกเขาต้องกล้าที่จะเสี่ยงบ้าง”

 

ทางด้านของ Kittel นั้นบอกว่า “ผมสามารถบอกได้ว่าผมกำลังอยู่ในช่วงที่แข็งแรงที่สุด ผมไม่เคยรู้สึกดีกว่านี้มาก่อนเลย ผมอยู่ในสภาพที่ดีจริงๆ และนั่นก็ถือได้ว่าเป็นหนึ่งในความสำเร็จในตัวมันเองแล้ว”

 

“ผมรู้ว่าผมทำทุกอย่างถูกต้องและสมบูรณ์แบบแล้ว ทุกอย่างมันก็เลยเป็นไปได้ดีตามแผน และนั่นก็คือความแตกต่างระหว่างทีนี้กับทุกๆ ปี” Kittel บอกทิ้งท้าย

 

ภาพ : https://goo.gl/EpfyEf

 

“ผิดหวังอย่างที่สุด” Bryan Coquard พูดถึงการที่เขาไม่ได้ลงแข่ง Tour de France

ที่มา: Cyclingnews

 

 

Tour de France ปีนี้เริ่มต้นขึ้นแล้วโดยไม่มี Bryan Coquard สปรินเตอร์ดาวรุ่งพุ่งแรงชาวฝรั่งเศสจากทีม Direct Énergie ซึ่งนี่ก็สร้างความประหลาดใจเป็นอย่างมากให้กับบรรดาแฟนจักรยานชาวฝรั่งเศสตั้งแต่วินาทีแรกที่ทีมได้ออกมาประกาศรายชื่อทีม จะว่าไปแล้ว Coquard เองก็แปลกใจไม่แพ้แฟนๆ ที่เขาไม่ได้รับเลือกในปีนี้ ซึ่งเขาก็บอกกับสำนักข่าว Ouest France ว่า “ผมผิดหวังอย่างที่สุด ผมต้องการที่จะเป็นส่วนหนึ่งของแก๊ง ผมเศร้ามาก รู้สึกเสียใจมาก มันมีความหมายมากสำหรับผมที่จะแข่ง Tour de France”

 

ในปีก่อนๆ Coquard ได้เข้าใกล้ชัยชนะสเตจหลายครั้ง ไม่ว่าจะเป็นการสปรินต์ซึ่งหน้ากับ André Greipel บนถนน Champs-Élysées ของสเตจสุดท้ายในปี 2015 หรือกับ Marcel Kittel ในสเตจที่ 4 เมื่อปีที่แล้ว โดยทั้งสองครั้ง Coquard ก็คว้ามาได้เพียงที่สองเท่านั้น  ส่วนในปีนี้ จะว่าไปแล้ว การไม่ได้รับเลือกให้อยู่ในทีมของ Coquard จะเป็นเรื่องของการเมืองมากกว่าที่จะเป็นเรื่องของผลงานหรือแท็กติก นั่นก็คือการที่ Coquard พูดถึงความตั้งใจของเขาที่จะไม่ต่อสัญญากับทีมต่อในปี 2018 ซึ่งเขาก็บอกว่าผู้จัดการทีมนั้นคงจะรู้สึก “กลัว” แล้วก็ “เจ็บปวด” ที่เขาจะไม่อยู่กับทีมต่อ

 

อย่างไรก็ดี Bernaudeau ผู้จัดการทีม ออกมาปฏิเสธข่าวนี้แล้วบอกว่าการไม่เลือก Coquard นั้นเป็นผลมาจากผลงานเขา ซึ่งก่อนหน้านี้ Bernaudeau เคยบอกว่าเขาจะดู Coquard ในรายการ Dauphiné ว่าพร้อมสำหรับ Tour หรือไม่ ซึ่ง Coquard เองก็ไม่สามารถทำผลงานได้ตามเป้าที่ถูกกำหนดไว้เลยไม่ได้รับการคัดเลือก “ช่วงต้นฤดู Bryan มาแรงมาก ตามหลักแล้วเขาคือผู้นำทีม แต่ตลอดหลายอาทิตย์ที่ผ่านมา เขาไม่สามารถทำผลงานอะไรได้เลย” Bernaudeau บอก “ใน Dauphiné เขาไม่ได้แม้แต่จะใกล้เคียงกับ Arnaud Démare และเมื่อการแข่งชิงแชมป์จักรยานฝรั่งเศส เขาก็ไม่สามารถเกาะล้อของ Démare ได้ … Tour นั้นมันสำหรับคนที่ดีที่สุดเท่านั้น แต่ Bryan ก็ไม่ได้อยู่ในระดับนั้น แค่นั้นแหละ” ถึงแม้จะไม่ได้อยู่ในฟอร์มที่ดีที่สุด แต่ Coquard ก็ยังถือว่าเป็นคนที่มีโอกาสมากที่สุดที่จะคว้าชัยมาให้ทีมได้อยู่ดี ซึ่งนี่ก็ทำให้คนส่วนใหญ่เข้าใจและสรุปว่าการไม่ได้รับเลือกลงทีมเป็นแค่การเมืองเ

Related Post

THE PARKING LOT

Cycling Plus Thailand